You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

จางเหมี่ยววางชามชาลง จู่ๆ ก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงกล่าวว่า “ได้ยินมาว่าตอนที่เจ้าอยู่กวั่งหลิง เรื่องการบริหารจัดการ สั่งสอนอบรม หรือการปูนบำเหน็จลงทัณฑ์อะไรพวกนั้น เจ้าไม่ได้จัดการเองเลย แต่ยกให้จางจื่อหยวนเป็นคนทำทั้งหมด จางจื่อหยวนผู้นี้เป็นคนเช่นไรหรือ?”

จางเชาหัวเราะแล้วกล่าวว่า “จื่อหยวนน่ะหรือ เขาก็เป็นยอดคนผู้แปลกประหลาดคนหนึ่ง”

จางเหมี่ยวรู้สึกสงสัย จึงเอ่ยถามจางเชาด้วยความสนใจ

จางเชากล่าวว่า “หากจะพูดถึงจางจื่อหยวน ก็ไม่อาจไม่กล่าวถึงบิดาของเขา เรื่องราวบางอย่างของจางจื่อหยวน หลายๆ ครั้งก็คงจะเกี่ยวข้องกับคำสั่งสอนของบิดาเขากระมัง…”

จางเหมี่ยวพยักหน้า กล่าวว่า “เรื่องนี้ข้าก็พอได้ยินมาบ้าง บิดาของจางจื่อหยวนดูเหมือนว่าจะเป็นเจ้าเมืองไท่หยวนในอดีตใช่หรือไม่?”

“ถูกต้อง บิดาของเขาในอดีตก็เป็นผู้มีความสามารถ ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งขุนพลพิทักษ์ซยงหนู สร้างความดีความชอบในศึกสงครามมากมาย ตอนที่ท่านไท่เว่ยตระกูลหยวนยังมีชีวิตอยู่ เคยเรียกเขาไปสอบถามเกี่ยวกับเรื่องที่ดิน ธรรมเนียมประเพณี บุคคล และชนเผ่าต่างๆ ของแคว้นในซีอวี้ ว่ากันว่าตอนนั้นเขาไม่เพียงแต่ตอบคำถามได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ยังสามารถอธิบายไปพร้อมกับวาดภาพประกอบให้ดูได้ทันที ราวกับรู้แจ้งเห็นจริงราวกับพลิกฝ่ามือ…”

จางเหมี่ยวกล่าวว่า “พอเจ้าพูดเช่นนี้ ข้าก็นึกขึ้นมาได้แล้ว ตอนนั้นท่านไท่เว่ยตระกูลหยวนดูเหมือนจะเคยกล่าวไว้ว่า ‘ต่อให้ปานเมิ่งเจียนมาเขียนบันทึกซีอวี้ ก็คงได้เพียงเท่านี้’ นับว่าเป็นผู้มีความสามารถที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่งเลยทีเดียว เป็นอย่างไร หรือว่าจางจื่อหยวนก็สามารถทำได้เช่นนี้เหมือนกัน?”

จางเชาหัวเราะฮ่าๆ แล้วกล่าวว่า “ถูกต้องเลย ตั้งแต่ข้ามาถึงกวั่งหลิง หากมีข้อสงสัยอันใด ก็จะเรียกตัวจื่อหยวนมาสอบถาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปกครองราษฎร ที่ดิน การชลประทาน หรือทรัพย์สินในคลัง ฯลฯ จื่อหยวนล้วนตอบได้ทันทีที่อ้าปาก ไม่เคยผิดพลาดเลยแม้แต่น้อย”

จางเหมี่ยวเดาะลิ้นเอ่ยชมว่า “ยอดเยี่ยม! สามารถทำได้ถึงระดับนี้ ช่างสมกับคำว่ายอดคนจริงๆ”

“ไม่เพียงแค่นั้น แม้แต่ตอนที่หยวนสุยมาหาข้าในครั้งนี้ ก็เป็นจื่อหยวนที่ช่วยเกลี้ยกล่อมข้าเช่นกัน”

จางเหมี่ยวกลอกตาไปมา ร้องอ้อคำหนึ่ง แล้วจึงกล่าวว่า “หรือว่า…”

“ไม่น่าจะใช่หรอก” จางเชาส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “แม้ว่าบิดาของจางจื่อหยวนจะถือว่าเคยได้รับการสนับสนุนจากตระกูลหยวนมาบ้าง แต่ความดีความชอบของเขาล้วนแลกมาด้วยการสู้รบอย่างแท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น หากจื่อหยวนมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลหยวนมาตั้งแต่แรก แล้วไฉนเขาจึงเป็นเพียงขุนนางกงเฉาอยู่ในเมืองกวั่งหลิงตั้งเนิ่นนานเล่า?”

จางเหมี่ยวค่อยๆ พยักหน้า ดูเหมือนจะเห็นด้วยกับความคิดเห็นของจางเชาในระดับหนึ่ง

“จื่อหยวนยังมีอีกเรื่องหนึ่ง” จางเชามองออกว่าจางเหมี่ยวผู้เป็นพี่ยังคงมีความไม่เชื่อใจอยู่บ้าง จึงกล่าวขึ้นว่า “ตอนนั้นจื่อหยวนมีสหายคนสนิทอยู่ที่เมืองกวั่งหลิงคนหนึ่ง เป็นเสมียนอยู่ภายใต้การดูแลของขุนนางจื้อจง เนื่องจากสมรู้ร่วมคิดกับคนในคลังเสบียง ยักยอกเงินทองไปจำนวนหนึ่ง จึงถูกตรวจสอบพบเข้า คนผู้นี้ได้ไปหาจื่อหยวนเป็นการส่วนตัว หวังจะใช้เงินทองมาชดเชยความผิด แต่กลับถูกจื่อหยวนปฏิเสธ…”

“เมื่อเป็นเช่นนี้ คนผู้นั้นย่อมถูกตัดสินโทษประหารชีวิตและประจานศพกลางตลาด เดิมทีก็นึกว่าเรื่องนี้จะจบลงเพียงเท่านี้ แต่นึกไม่ถึงว่าจื่อหยวนจะเดินทางไปยังบ้านของคนผู้นั้นเพียงลำพังเพื่อขอขมา ยอมให้มารดาของคนผู้นั้นทุบตีและด่าทอ ซ้ำยังคุกเข่าอยู่หน้าประตูตลอดทั้งคืน จนกระทั่งมารดาของคนผู้นั้นยอมให้อภัย…”

“หลังจากนั้นเป็นต้นมา จื่อหยวนก็มักจะแบ่งเบี้ยหวัดครึ่งหนึ่งของตนไปมอบให้แก่มารดาของคนผู้นั้นทุกเดือน ทำเช่นนี้มานานนับปีแล้ว…”

เมื่อจางเหมี่ยวฟังจบ ก็อดไม่ได้ที่จะพยักหน้าเอ่ยชม “ไม่ละเว้นกฎหมายบ้านเมือง นับว่าเป็นความซื่อสัตย์ ดูแลมารดาของสหาย นับว่าเป็นคุณธรรม ช่างสมกับเป็นผู้ซื่อสัตย์และมีคุณธรรมอย่างแท้จริง!”

ในขณะที่สองพี่น้องกำลังทอดทอนใจอยู่นั้น ทหารยามหน้ากระโจมก็เข้ามารายงานว่า ขงโจ้ว ผู้ว่าการรัฐอวี้โจว ได้นำกองทัพเดินทางมาถึงและอยู่ห่างออกไปเพียงยี่สิบลี้แล้ว

“ผู้ว่าการขงแห่งอวี้โจวหรือ? ไม่ได้อยู่ที่อิ่งชวนหรอกหรือ? มาที่นี่ทำไมกัน?” จางเหมี่ยวและจางเชาต่างก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างไรก็ต้องไปต้อนรับ จึงได้เตรียมตัวออกไปรอรับหน้า

จางเหมี่ยวและจางเชาออกไปต้อนรับได้ไม่ไกลนัก ก็มองเห็นกองทัพของขงโจ้วแต่ไกล เห็นขงโจ้วลงจากรถม้าและเดินเข้ามาหา พวกเขาจึงรีบลงจากม้าแล้วเข้าไปทำความเคารพ

ขงโจ้วหัวเราะหึๆ รีบประคองจางเหมี่ยวและจางเชาให้ลุกขึ้น เมื่อทั้งสามคนทักทายทำความเคารพกันเสร็จสิ้น ก็ร่วมเดินทางกลับเข้าไปในค่ายทหาร

เดิมทีตอนที่ขงโจ้วมาถึงนั้นยังมีความกังวลอยู่บ้าง อย่างไรเสียตำแหน่งผู้ว่าการรัฐอวี้โจวของเขาก็ถูกราชสำนักมีคำสั่งปลดไปแล้ว แม้ว่าจางเหมี่ยวจะเป็นเพียงเจ้าเมืองเฉินหลิว ซึ่งหากเทียบระดับขั้นแล้วถือว่าต่ำกว่าขั้นหนึ่ง แต่หากจางเหมี่ยวจะเอาเรื่องขึ้นมาจริงๆ ขงโจ้วก็คงไม่อาจทำอะไรเขาได้…

ดังนั้นขงโจ้วจึงจงใจลงจากรถม้าก่อน เพื่อเป็นการหยั่งเชิง หากจางเหมี่ยวและจางเชาแสดงท่าทีกระด้างกระเดื่องไร้มารยาท นั่นก็หมายความว่าจางเหมี่ยวไม่ต้องการนึกถึงความสัมพันธ์เก่าก่อน…

แต่เมื่อดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ การกระทำของจางเหมี่ยวก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเขายังคงยอมรับให้ขงโจ้วเป็นผู้ว่าการรัฐอวี้โจวอยู่ เรื่องนี้จึงทำให้ขงโจ้วรู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง

เมื่อเข้ามาถึงกระโจมบัญชาการหลัก จางเหมี่ยวก็ถ่อมตัวเชิญให้ขงโจ้วนั่งตรงกลาง ขงโจ้วกล่าวปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สุดท้ายเมื่อขัดไม่ได้ จึงได้นั่งลง

สองพี่น้องจางเหมี่ยวและจางเชาลอบส่งสายตาให้กันที่ด้านหลังของขงโจ้ว ก่อนจะแยกย้ายกันไปนั่งทางซ้ายและขวา

ขงโจ้วลูบเครา หัวเราะหึๆ แล้วกล่าวว่า “เมิ่งจั๋วนอกจากจะเก่งกาจเรื่องการบริหารงานบ้านเมืองแล้ว เรื่องการทหารนี้ ก็ยังเข้มงวดเป็นระเบียบเรียบร้อย ถือว่าเก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊จริงๆ”

จางเหมี่ยวประสานมือคารวะแล้วกล่าวว่า “ท่านผู้ว่าการขงกล่าวชมเกินไปแล้ว ความสามารถอันน้อยนิดของเหมี่ยวผู้นี้ จะไม่เป็นที่น่าขันต่อหน้าท่านผู้ว่าการรัฐอวี้โจวหรอกหรือ?”

ขงโจ้วหัวเราะฮ่าๆ เห็นได้ชัดว่าพอใจเป็นอย่างมาก

จางเหมี่ยวกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ได้ยินมาว่าท่านผู้ว่าการรัฐอวี้โจวกำลังรวบรวมทหารอาสาสมัครอยู่ที่อิ่งชวน เดิมทีข้าควรจะไปเข้าร่วมด้วย แต่เนื่องจากกองทัพของข้ามีเสบียงกรังสำรองไม่เพียงพอ จึงทำได้เพียงเลือกสถานที่แห่งนี้แบบส่งเดช ตั้งค่ายพักแรมไว้ก่อนแล้วค่อยคิดอ่านประการอื่น หวังว่าท่านผู้ว่าการรัฐอวี้โจวจะไม่ถือโทษโกรธเคือง…”

แม้ว่าจางเหมี่ยวจะรู้ดีว่าราชสำนักได้มีราชโองการปลดขงโจ้วออกจากตำแหน่งแล้ว แต่เขาก็ยังคงแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง… อย่างไรเสียเวลานี้ราชสำนักก็ถูกต่งจั๋วควบคุมอยู่ การมีราชโองการปลดขงโจ้วนั้นก็ไม่รู้ว่าเป็นความประสงค์ของราชสำนักจริงๆ หรือเป็นความประสงค์ของต่งจั๋วกันแน่ ดังนั้นเขาจึงแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องนี้เสียเลย

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังมีการพิจารณาอีกด้านหนึ่ง ขงโจ้วผู้นี้เป็นคนชอบโอ้อวดความดีความชอบ ซึ่งจางเหมี่ยวก็เข้าใจในจุดนี้ดี ดังนั้นเขาจึงจงใจเชิญให้ขงโจ้วนั่งในตำแหน่งประธานซ้ำแล้วซ้ำเล่า ประการแรกคือเพื่อแสดงความเคารพตามลำดับขั้น เพราะตำแหน่งผู้ว่าการรัฐอวี้โจวนั้นสูงกว่าเขา ประการที่สองและสำคัญกว่านั้นคือ เพื่อให้มีคนคอยรับหน้าแทนตน หากเกิดอะไรขึ้น…

ดังนั้นจางเหมี่ยวจึงกล่าวด้วยความนอบน้อมถ่อมตนเป็นอย่างยิ่ง ราวกับว่าเขารู้สึกผิดที่ไม่อาจรีบเดินทางไปสมทบกับกองทัพของขงโจ้วที่อิ่งชวนได้ทันเวลาจริงๆ

ท่าทีของจางเหมี่ยวทำให้ขงโจ้วรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้างอย่างเห็นได้ชัด ในขณะเดียวกันก็รู้สึกภาคภูมิใจอยู่ลึกๆ เขาจึงลูบเคราแล้วกล่าวว่า “ล้วนเป็นไปเพื่อบ้านเมือง เมิ่งจั๋วไม่จำเป็นต้องถ่อมตัวจนเกินไปหรอก”

มีคำพูดนี้ของท่านก็เพียงพอแล้ว จางเหมี่ยวคิดในใจ เดิมทีเขาก็กังวลอยู่บ้างว่าหากการใหญ่ไม่สำเร็จจะเป็นเช่นไร แต่ตอนนี้มีธงที่มีตัวอักษร ‘ขง’ คอยเป็นเสาหลักอยู่ด้านหน้าแล้ว ต่อให้สถานการณ์จะไม่เป็นใจ ข้าก็สามารถอ้างได้ว่าข้าเพียงแค่ถูกบีบบังคับให้เข้าร่วม…

แน่นอนว่าหากการใหญ่สำเร็จ ความดีความชอบก็ย่อมต้องแบ่งให้ขงโจ้วด้วยเช่นกัน แต่เมื่อเทียบกับความเสี่ยงแล้ว จางเหมี่ยวรู้สึกว่าการทำเช่นนี้จะปลอดภัยกว่ามาก ไม่ต้องรีบร้อนแสวงหาชัยชนะ แต่ให้เตรียมพร้อมรับความพ่ายแพ้ไว้ก่อน จึงจะสามารถรักษาชีวิตรอดได้!

แน่นอนว่า ว่ากันว่าผู้ว่าการรัฐเหยี่ยนโจวก็ยกทัพมาเช่นกัน แต่ถึงอย่างไรขงโจ้วก็เป็นชาวเมืองเฉินหลิวโดยกำเนิด เกิดที่เฉินหลิว ย่อมมีอิทธิพลอยู่ในระดับหนึ่ง ส่วนผู้ว่าการรัฐเหยี่ยนโจวคนใหม่อย่างหลิวไต้ที่เพิ่งจะมารับตำแหน่งได้ไม่นานนั้น พวกเขายังไม่ค่อยได้ติดต่อกันมากนัก จึงยังไม่ค่อยรู้ตื้นลึกหนาบาง อีกทั้งยังได้ยินมาว่าตั้งแต่หลิวไต้เข้ารับตำแหน่ง ก็มักจะมีเรื่องขัดแย้งกับผู้ว่าการรัฐเหยี่ยนโจวคนก่อน ซึ่งก็คือเฉียวเม่า เจ้าเมืองตงจวิ้นคนปัจจุบันอยู่เสมอ และความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเฉียวเม่าก่อนหน้านี้ก็ถือว่าไม่เลว หากหลิวไต้จัดการกับเฉียวเม่าไม่ได้ แล้วหันมาใช้เขาเป็นตัวเชือดไก่ให้ลิงดูแทน มันก็คงจะไม่สนุกแน่ๆ ดังนั้นเมื่อนำมาเปรียบเทียบกันแล้ว จางเหมี่ยวจึงเต็มใจที่จะอยู่ใต้ธงของขงโจ้วมากกว่า…

“ไม่ทราบว่าการที่ท่านผู้ว่าการรัฐอวี้โจวเดินทางมาในครั้งนี้ มีธุระอันใดหรือ? ให้เหมี่ยวผู้นี้ได้ออกแรงช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ได้หรือไม่?” จางเหมี่ยวสังเกตเห็นว่าขงโจ้วไม่ได้พากองทัพมามากนัก ดูเหมือนจะมีเพียงสองพันนายเศษเท่านั้น ซึ่งจำนวนกำลังพลนี้แตกต่างจากที่เขาเคยได้ยินมาก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด

แท้จริงแล้วในใจของจางเหมี่ยวรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง ซึ่งขงโจ้วเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน

อย่าเห็นว่าขงโจ้วพูดจาซะดิบดี แต่เขาก็เพิ่งเคยทำเรื่องแบบนี้เป็นครั้งแรก หากพูดให้ดูดีหน่อยก็คือการกวาดล้างขุนนางกังฉินข้างกายฮ่องเต้ กำจัดคนพาล หากพูดให้ฟังดูแย่หน่อย ก็คือการก่อกบฏอย่างเปิดเผย แล้วเช่นนี้จะไม่ให้กังวลได้อย่างไร?

ดังนั้นเมื่อเขาได้ยินว่าสองพี่น้องจางเหมี่ยวและจางเชาตั้งค่ายรวบรวมกำลังพลกันอยู่ที่ซวนจ่าว เขาจึงเดินทางมา ประการแรกคือเพื่อยืนยันจุดยืนในการต่อต้านต่งจั๋วของจางเหมี่ยวและจางเชา ซึ่งอย่างน้อยก็ช่วยให้เขารู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง ประการที่สองคือเพื่อกระชับความสัมพันธ์กับจางเหมี่ยว อย่างไรเสียเขาก็เป็นชาวเมืองเฉินหลิว ส่วนจางเหมี่ยวก็เป็นเจ้าเมืองเฉินหลิว…

และที่สำคัญที่สุดคือ ได้ยินมาว่าผู้ว่าการรัฐเหยี่ยนโจว หลิวไต้ กำลังพากองทัพมุ่งหน้ามาที่นี่แล้ว…

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note