ตอนที่ 168 ก่อนมุ่งหน้าขึ้นเหนือ
แปลโดย เนสยังหยางหงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เมื่อพูดจบ เขาก็หยุดพักอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อรอให้เฟยเฉียนตอบกลับ
เฟยเฉียนมองดูใบหน้ากึ่งยิ้มกึ่งบึ้งของหยางหง เขาก็ยิ้มตอบและประสานมือคารวะหยางหง ทว่าในใจกลับกำลังคำนวณแผนการอย่างรวดเร็ว
“จิตใจกว้างขวางครอบคลุมทั่วใต้หล้า ในป่ายังมีไม้ดีที่ถูกละทิ้ง ในสระลึกยังมีไข่มุกที่ถูกทอดทิ้ง” ย่อมหมายความว่าหยวนซู่มีปณิธานอันยิ่งใหญ่ และมีใจกว้างพอที่จะเปิดรับคนเก่ง เรื่องนี้ไม่มีปัญหาอะไรใหญ่โตนัก แต่ประเด็นสำคัญคือการยืมประโยคที่ว่า “ในสระลึกยังมีไข่มุกที่ถูกทอดทิ้ง” เพื่อจะบอกเฟยเฉียนว่า หยวนซู่มีความตั้งใจที่จะดึงตัวเขา รวมถึงบุคคลอื่นๆ จากกลุ่มตระกูลใหญ่ในจิงเซียงรวมถึงตระกูลหวงด้วย
อย่างไรเสีย ในชื่อรองของเขาก็มีคำว่า “เยวียน” (สระน้ำลึก) อยู่ด้วย
แต่คำศัพท์ที่ใช้ต่อจากนี้กลับน่าคิดยิ่งนัก…
ผู้อาวุโสในชนบท?
ผู้มีปรีชาญาณตามซอกหลืบ?
หากแค่ฟังผ่านๆ คำพูดของหยางหงก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อเฟยเฉียนลองคิดดูให้ดี เขากลับรู้สึกว่าคำพูดนี้มันมีอะไรทะแม่งๆ
หมายความว่าข้าเป็นผู้อาวุโสในชนบทหรือ? หรือเป็นผู้มีปรีชาญาณตามซอกหลืบ?
ช่างน่าขันสิ้นดี
แน่นอนว่าเฟยเฉียนไม่ได้คิดว่าตัวเองวิเศษวิโสอะไร แต่โดยปกติแล้วเวลาจะดึงตัวคนมาทำงานด้วย ไม่ควรจะใช้คำสองคำนี้ต่างหาก ส่วนใหญ่มักจะใช้คำพูดประมาณว่า ไข่มุกในที่มืด หรือผู้มีความสามารถอันเป็นเลิศอะไรทำนองนั้นเสียมากกว่า
แล้วคนอย่างหยางหง ดูแล้วก็ไม่น่าจะเป็นพวกปากพล่อย หรือพูดจาไม่คิด ไฉนจึงเกิดปัญหาเช่นนี้ขึ้นได้?
หยางหง ตระกูลหยาง หยวนซู่ ตระกูลหยวน…
เฟยเฉียนอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าทอดถอนใจอยู่ภายใน ที่แท้ความหมายของหยางหงก็คือเช่นนี้นี่เอง…
ตระกูลหยวนแห่งหนานหยาง และตระกูลหยางแห่งหงหนง ล้วนเป็นตระกูลระดับมงกุฎในเวลานี้ ย่อมถูกจัดอยู่ในกลุ่มตระกูลใหญ่อันดับหนึ่งของใต้หล้าอย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนตัวเขาเป็นเพียงคนจากตระกูลเฟยแห่งเหอลั่ว ความห่างชั้นระหว่างตระกูลหยวนกับตระกูลหยางนั้นเทียบกันไม่ได้เลย ราวกับความแตกต่างระหว่างขุนนางระดับสูงในราชสำนักกับนักปราชญ์ผู้สันโดษในชนบท ดังนั้นการที่หยางหงจงใจเน้นย้ำคำว่า “ชนบทและซอกหลืบ” ถึงสองครั้ง ก็เพื่อจะบอกเป็นนัยถึงความสูงส่งของตระกูลหยวน หรือบางทีอาจจะรวมถึงตระกูลหยางด้วย และบอกว่าตัวเขา เฟยเฉียน ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นเพียงคนจากตระกูลใหญ่ในระดับที่ต่ำกว่า
อืม บางทีการที่หยางหงใช้คำพูดเช่นนี้ อาจจะแฝงเจตนาตักเตือนอยู่ด้วย
ฉายาของตระกูลระดับมงกุฎแห่งใต้หล้านั้นไม่ใช่ได้มาเพราะโชคช่วย ในยุคสมัยนี้ มีคนจำนวนมากที่ยอมทุ่มสุดตัวเพื่อหวังจะได้เกี่ยวดองกับตระกูลระดับมงกุฎเหล่านี้ ไม่ต้องพูดถึงการได้เป็นศิษย์หรือลูกน้องเลย รู้หรือไม่ว่า แม้แต่ต่งจั๋วที่กำลังสร้างความเดือดร้อนในลั่วหยางและควบคุมราชสำนักอยู่ในตอนนี้ เมื่อก่อนก็ยังเคยได้รับการเสนอชื่อจากตระกูลหยวนให้เป็นขุนนางปราบโจรเล็กๆ คนหนึ่งเลย…
ดังนั้นเมื่อวิเคราะห์จากเรื่องนี้ การที่หยางหงจงใจพูดเช่นนี้ ก็เพื่อจะบอกว่าตระกูลหยวนและตระกูลหยางให้เกียรติเขามากแล้ว ที่ยอมปฏิบัติกับเขาเช่นนี้ก็เพราะเห็นแก่กลุ่มตระกูลใหญ่ในจิงเซียง ในขณะเดียวกันก็เป็นการเตือนว่าอย่าเพิ่งได้ใจไป แม้ว่าตัวเขาจะมีความสามารถดั่ง “ไข่มุกที่ถูกทอดทิ้ง” ก็เป็นได้แค่ไข่มุกเม็ดหนึ่งตามซอกหลืบชนบทเท่านั้น ไม่ว่าอย่างไรก็เทียบกับตระกูลหยวนไม่ได้ และที่สำคัญที่สุดคือเทียบกับตระกูลหยางไม่ได้ ต่อให้เข้ามาร่วมกลุ่มด้วย ก็ต้องเชื่อฟังและทำตามอย่างเคร่งครัด…
นี่มันช่าง…
ก็ไม่แปลกที่หยางหงจะคิดเป็นตุเป็นตะไปเอง อย่างไรเสียตอนนี้ก็เป็นช่วงเวลาของการปราบต่งจั๋ว และหากมองดูดีๆ จะเห็นว่า แท้จริงแล้วไม่ใช่คนทั้งใต้หล้า และไม่ใช่ราษฎรตาดำๆ แต่เป็นตระกูลหยวนต่างหากที่กำลังปราบต่งจั๋ว…
ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ตระกูลหยวนเป็นผู้ส่งเสริมต่งจั๋วมาตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งอะไรก็ตาม อย่างน้อยในช่วงแรกต่งจั๋วก็เคยได้รับความกรุณาจากตระกูลหยวน แต่ตอนนี้ต่งจั๋วกลับกุมอำนาจรัฐ ยึดครองราชวงศ์ฮั่นไปกินเนื้อชิ้นโตอยู่ฝ่ายเดียว ซ้ำยังไม่เหลือแม้น้ำแกงให้ตระกูลหยวนได้ซดสักอึก แล้วเช่นนี้ตระกูลหยวนที่วางแผนมาอย่างยาวนาน อุตส่าห์กำจัดขันทีและพระญาติฝ่ายหญิงไปได้อย่างยากลำบาก จะพอใจและยอมรับได้อย่างไร?
ดังนั้น กลุ่มตระกูลใหญ่ในใต้หล้าที่ฉลาดหลักแหลมหน่อยย่อมรู้ดีว่า หากต้องการความก้าวหน้าในเส้นทางขุนนางในราชสำนักส่วนกลาง ก็มีเพียงสองทางเลือก คือเข้าร่วมกับฝ่ายต่งจั๋ว หรือไม่ก็เข้าร่วมกับฝ่ายตระกูลหยวนอย่างหยวนซู่หรือหยวนเซ่า ส่วนจะเลือกทางไหนนั้น?
นั่นยังต้องถามอีกหรือ?
ดังนั้นหยางหงจึงคิดเอาเองว่า เมื่อพูดออกไปเช่นนี้ เฟยเฉียนจะต้องรีบกระโจนเข้าหาแน่ ดังนั้นการยกยอขึ้นมาก่อนแล้วค่อยตักเตือน จึงถือเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
น่าเสียดายที่ตั้งแต่เฟยเฉียนเดินทางมาถึงยุคราชวงศ์ฮั่น จนกระทั่งบัดนี้ เขาไม่เคยคิดจะเลือกฝ่ายตระกูลหยวนเลย ดังนั้นท่าทีของหยางหงจึงถือว่าเสียเปล่า
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่อาจพูดความจริงกับหยางหงไปตรงๆ ได้มิใช่หรือ?
ดังนั้นเฟยเฉียนจึงประสานมือคารวะ ยิ้มแล้วกล่าวว่า “ความกรุณาของนายท่านหยวน ข้าน้อยละอายใจยิ่งนักที่ได้รับ ย่อมต้องคอยดูท่าที ไม่กล้าก้าวล่วงแต่ประการใด”
“คอยดูท่าที ไม่กล้าก้าวล่วง” แน่นอนว่าหากตีความตามความหมายแฝง ย่อมหมายถึงความยินดีที่จะพึ่งพิงหยวนซู่ เคารพตระกูลหยวนและตระกูลหยาง และไม่กล้าทำอะไรเกินเลย แต่ว่านะ หากตีความตามตัวอักษร ก็จะหมายความว่า ข้าก็แค่มองดูท่าทีของท่านเท่านั้น จะไม่ก้าวล่วงล้ำเส้นท่านไป และแน่นอนว่าจะไม่ไปอยู่ร่วมกับท่านด้วย…
หากพูดถึงเรื่องทักษะการเล่นลิ้นแล้ว ในฐานะอดีตมนุษย์เงินเดือนจอมอู้ เฟยเฉียนจะไม่รู้จักลูกไม้สักสองสามกระบวนท่าได้อย่างไร?
เห็นได้ชัดว่าหยางหงฟังความหมายแฝงแบบซ้อนทับของเฟยเฉียนไม่ออก หรือไม่ก็อาจจะไม่เคยคิดเลยว่าเฟยเฉียนจะไม่มีความคิดที่จะไปพึ่งพิงหยวนซู่ เขาพยักหน้าเล็กน้อยอย่างสงวนท่าที แสดงความชื่นชมต่อท่าทีนอบน้อมของเฟยเฉียน จากนั้นจึงกล่าวว่า “จื่อเยวียนจะออกเดินทางไปลั่วหยางเมื่อใด?” ความหมายก็คือให้รีบไปจัดการธุระให้เสร็จ แล้วกลับมาทำงานได้แล้ว…
“ทหารและผู้ติดตามต่างก็เหนื่อยล้ามาตลอดทาง อีกทั้งเสบียงก็ร่อยหรอไปมาก ข้าตั้งใจจะพักผ่อนและจัดซื้อเสบียงสักหนึ่งวัน พรุ่งนี้ค่อยออกเดินทาง” สิ่งที่เฟยเฉียนพูดนั้นเป็นความจริง พวกเขาต้องการการพักผ่อนจริงๆ อย่างน้อยก็ต้องให้เหล่าทหารได้อาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย ได้กินข้าวและน้ำแกงร้อนๆ ที่เป็นปกติบ้าง และถือโอกาสเติมเสบียงที่หมดไประหว่างทางด้วย
แน่นอนว่า หากสามารถรีดไถหยวนซู่ผู้มั่งคั่งได้สักหน่อยก็คงจะดีไม่น้อย…
และก็เป็นไปตามที่เฟยเฉียนคาดไว้ หยางหงกล่าวว่า “นายท่านของข้าซาบซึ้งในความผูกพันระหว่างอาจารย์กับศิษย์ของท่าน จึงขอมอบแกะห้าตัว ไก่และเป็ดอย่างละยี่สิบตัว และข้าวฟ่างห้าสิบตั้นให้เป็นของกำนัล ท่านจงส่งคนไปรับที่ที่ทำการเถิด”
“ขอบพระคุณนายท่านหยวนในความกรุณา!” เฟยเฉียนย่อมไม่ปฏิเสธ เขายิ้มรับด้วยความยินดี มองหยางหงแวบหนึ่ง แล้วกล่าวต่อว่า “และขอขอบคุณในความหวังดีของท่านจั่งสื่อด้วย”
สิ่งที่หยางหงกังวลที่สุดคือเฟยเฉียนจะเป็นภัยคุกคามต่อตำแหน่งของเขา อย่างไรเสียเฟยเฉียนก็ถือเป็นตัวแทนของกลุ่มตระกูลใหญ่ในจิงเซียงในระดับหนึ่ง หากเกิดความขัดแย้งขึ้น ย่อมต้องให้ความสำคัญกับเฟยเฉียนมากกว่า เพราะหยวนซู่ยังต้องการอาศัยกำลังของกลุ่มตระกูลใหญ่ในจิงเซียงเพื่อขับไล่หลิวเปี่ยวและยึดครองจิงโจวมิใช่หรือ?
ดังนั้นหากต้องปะทะกับเฟยเฉียนโดยตรง ตัวเขาเองนั่นแหละที่จะเสียเปรียบ
แต่ผลลัพธ์ในตอนนี้ถือว่าดีเยี่ยม ในเมื่อเฟยเฉียนรู้กาลเทศะ หยางหงก็จะไม่ไปสร้างความลำบากให้เฟยเฉียนอย่างจงใจ ส่วนเรื่องที่ว่าในอนาคตใครจะสูงใครจะต่ำ หยางหงก็รู้สึกว่าไม่ต้องกังวลมากนัก เฟยเฉียนก็แค่คนจากตระกูลใหญ่ในจิงเซียงเท่านั้น เมื่อยึดจิงเซียงได้แล้ว คุณค่าในการใช้ประโยชน์ของเขาก็คงจะลดลงไปครึ่งหนึ่ง ส่วนตระกูลหยางก็ยังคงเป็นตระกูลระดับมงกุฎแห่งใต้หล้า ผลของการเปรียบเทียบสองสิ่งนี้ยังต้องกังวลอีกหรือ?
ด้วยเหตุนี้ หยางหงจึงยิ้ม ลุกขึ้นขอตัวลากลับ ก่อนไปเขายังตั้งใจเดินไปหาอีจี๋ จับมือถือแขนและพูดคุยหัวเราะร่าเริงกันอยู่พักใหญ่ ก่อนจะพาผู้ติดตามจากไปอย่างสง่างาม…
เมื่อหยางหงเดินจากไปไกลแล้ว แววตาของอีจี๋ก็ทอประกายวูบวาบ เขาใช้มือบังแขนเสื้อไว้เล็กน้อย ยิ้มแล้วถามว่า “ไม่ทราบว่าท่านจั่งสื่อหยางมาหาจื่อเยวียนด้วยธุระอันใดหรือ?” อันที่จริงอีจี๋ก็พอจะรู้ว่าเฟยเฉียนคงไม่บอกความจริงทั้งหมด เขาเพียงแค่อยากใช้คำถามนี้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากจดหมายที่หยางหงยัดใส่มือเขาไว้ตอนที่กำลังจะกลับ ซึ่งน่าจะเป็นจดหมายตอบกลับสำหรับหลิวเปี่ยว…
“ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่พูดคุยเรื่องประเพณีและวัฒนธรรมของจิงเซียงเล็กน้อยเท่านั้น… จีปั๋ว เมื่อครู่ท่านจั่งสื่อหยางพูดอะไรกับท่านหรือ?”
“ฮ่าๆ ก็แค่ถามถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในจิงเซียงเท่านั้นแหละ…”
เฟยเฉียนและอีจี๋สบตากัน แล้วหัวเราะออกมาอย่างไม่ได้นัดหมาย…

0 Comments