ตอนที่ 165 ความมั่นใจของข่งโจ้ว
แปลโดย เนสยังขณะที่หยวนซู่เรียกตัวหยางหงและเหยียนเซี่ยงมาปรึกษาหารือกัน ซุนอวี้ที่อยู่ในเมืองอิ่งชวนกลับรู้สึกกังวลใจอยู่ที่บ้าน ไม่ใช่เพราะเรื่องในครอบครัวตนเอง แต่เป็นเพราะสถานการณ์ของเมืองอิ่งชวนในเวลานี้
ในฐานะลูกหลานเมืองอิ่งชวนที่เกิดและเติบโตที่นี่ ซุนอวี้รู้สึกอยู่เสมอว่าตนเองมีความรับผิดชอบต่อดินแดนผืนนี้ อย่างไรเสียตระกูลซุนก็เป็นตระกูลใหญ่แห่งอิ่งชวน ย่อมต้องพิจารณาให้ลึกซึ้งและยาวไกลกว่าเป็นธรรมดา
สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน ซุนอวี้รู้สึกไม่ค่อยสู้ดีนัก แม้ว่ากลุ่มตระกูลใหญ่ในอิ่งชวนจะเสนอชื่อข่งโจ้วให้เป็นตัวแทนของอิ่งชวนในการยกทัพปราบต่งจั๋ว แต่เวลาผ่านไปเนิ่นนานแล้ว ดูเหมือนว่าข่งโจ้วจะไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย นอกจากการออกประกาศและเปิดรับสมัครทหารบางส่วนเท่านั้น…
นี่มันช่าง…
ซุนอวี้คิดไปคิดมา ก็รู้สึกว่าพรุ่งนี้จำต้องไปเข้าพบข่งโจ้วเสียหน่อย อย่างน้อยก็ต้องไปทำความเข้าใจว่า ผู้ว่าการรัฐอวี้โจวอย่างข่งโจ้วผู้นี้กำลังคิดและจะทำอะไรกันแน่
พูดถึงข่งโจ้วผู้นี้ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เดิมทีข่งโจ้วได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าการรัฐอวี้โจวตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ดำรงตำแหน่งได้ไม่นาน ก็ต้องสูญเสียตำแหน่งนี้ไปให้กับซุนเจียนเพราะหนังสือถวายฎีกาของแม่ทัพทัพหลังหยวนซู่ และราชสำนักก็ดันอนุมัติอย่างน่าประหลาดใจ จากนั้นจึงมีราชโองการลงมาให้ข่งโจ้วส่งมอบตราประทับประจำตำแหน่งคืน
ด้วยความจนใจ เดิมทีข่งโจ้วก็จำต้องยอมรับคำสั่ง โดยคิดว่าตนเองคงหมดวาสนากับเส้นทางขุนนางแล้ว ทว่านึกไม่ถึงว่ากลุ่มตระกูลใหญ่แห่งกวนตงจะก่อการลุกฮือขึ้นปราบต่งจั๋ว ข่งโจ้วจึงไม่ได้ส่งมอบตราประทับคืนในทันที แต่รอดูท่าทีอยู่ที่อิ่งชวน และกลับได้รับการเสนอชื่อจากกลุ่มตระกูลใหญ่ในอิ่งชวนให้เป็นตัวแทน เพื่อตอบรับการเคลื่อนไหวจากพื้นที่ต่างๆ ในการยกทัพปราบต่งจั๋วร่วมกัน
แต่การจะบัญชาการกองทัพปราบต่งจั๋ว อย่างน้อยก็ต้องมีตำแหน่งหน้าที่การงานเสียก่อน ดังนั้น ข่งโจ้วจึงยังคงเรียกขานตนเองว่าผู้ว่าการรัฐอวี้โจว อย่างไรเสียตราประทับก็ยังอยู่ในมือ จะพูดอย่างไรก็ยังพอฟังขึ้นอยู่
เช้าวันรุ่งขึ้น ซุนอวี้ก็เดินทางไปถึงที่พักของข่งโจ้ว ยื่นป้ายชื่อเพื่อขอเข้าพบ ข่งโจ้วไม่ได้พักอยู่ในค่ายทหารนอกเมือง แต่พาคนรับใช้มาเช่าลานบ้านเล็กๆ ภายในตัวอำเภออิ่งชวนเพื่ออยู่อาศัย
ผ่านไปไม่นาน ก็มีคนรับใช้ออกมานำทางซุนอวี้เข้าไปด้านใน แต่เมื่อซุนอวี้มาถึงโถงรับรองกลับไม่พบข่งโจ้ว คนรับใช้ค้อมตัวอธิบายว่า ทุกเช้าท่านผู้ว่าการข่งจะต้องท่องตำราเป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม ไม่ว่าฝนจะตกแดดจะออกก็ไม่เคยเว้น ขอให้ซุนอวี้นั่งรอที่โถงรับรองสักครู่ กะเวลาดูแล้วก็คงใกล้จะเสร็จแล้ว…
มิน่าเล่า พอเข้ามาในโถงรับรอง ถึงได้ยินเสียงท่องตำราดังแว่วมาให้ได้ยิน…
เอาเถอะ ทำได้เพียงรอเท่านั้น
ซุนอวี้ก็นั่งลงบนสาดในห้องโถง เสียงท่องตำราของข่งโจ้วดังแว่วมาจากห้องหนังสือที่อยู่ด้านหลังโถงรับรอง ฟังดูเหมือนว่าเขาจะท่องไปพลางทอดถอนใจไปพลาง
“…ขงจื่อกล่าวว่า ‘นโยบายการปกครองของกษัตริย์เหวินและกษัตริย์อู่ ล้วนบันทึกไว้ในตำรา หากบุคลากรยังอยู่ นโยบายย่อมดำเนินต่อไปได้ หากบุคลากรสิ้น นโยบายย่อมหยุดชะงัก…’ คำกล่าวนี้ช่างลึกซึ้งยิ่งนัก! การปกครองอยู่ที่คน หากปรารถนาการปกครองที่ดี ต้องแสวงหาคนดีเสียก่อน…”
“…ดังนั้น วิญญูชนจำต้องขัดเกลาตนเอง หากปรารถนาจะขัดเกลาตนเอง จำต้องปรนนิบัติบิดามารดา หากปรารถนาจะปรนนิบัติบิดามารดา จำต้องรู้จักผู้คน หากปรารถนาจะรู้จักผู้คน จำต้องรู้จักฟ้าสวรรค์… ประเสริฐยิ่งนัก! ในใต้หล้านี้จะมีผู้ที่รู้แจ้งสักกี่คนกัน? มีเพียงปัญญา เมตตา และความกล้าหาญ สามประการนี้คือคุณธรรมอันล้ำเลิศของใต้หล้า…”
เมื่อซุนอวี้ได้ยินถึงตรงนี้ ในใจก็อดรู้สึกเย็นเยียบขึ้นมาไม่ได้
นี่มันเวลาไหนแล้ว ข่งโจ้ว ข่งกงซวี่ยังมีกะจิตกะใจมาท่องตำราอยู่อีกหรือ?
ไม่ใช่ว่าตำราที่ข่งโจ้วเพิ่งท่องไปนั้นไม่ดี หรือเนื้อหาในตำราไม่มีเหตุผล แต่มันเป็นเหตุผลที่ถูกต้องเกินไปต่างหาก ถูกต้องจนถึงขั้นเป็นสัจธรรม เป็นสิ่งที่ใช้ได้กับทุกสถานที่ในโลก
เพียงแต่…
เฮ้อ! ซุนอวี้ทอดถอนใจ ไม่รู้จริงๆ ว่าตอนนี้ข่งโจ้วกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ หรือเขาคิดว่าการศึกปราบต่งจั๋วในครั้งนี้ พวกเขาจะเป็นฝ่ายชนะอย่างแน่นอนแล้ว?
นี่มันช่าง…
โชคดีที่ซุนอวี้ไม่ต้องรอนานนัก ข่งโจ้วก็เดินออกมาจากห้องหนังสือ ทักทายซุนอวี้ด้วยรอยยิ้ม แล้วกล่าวว่า “ปล่อยให้เหวินรั่วต้องรอนานเสียแล้ว เสียมารยาทจริงๆ!”
ซุนอวี้ยิ้มและตอบกลับว่า “ผู้ว่าการข่งมีภารกิจรัดตัวมากมาย แต่ยังคงอุตสาหะท่องตำราไม่ขาด ช่างน่านับถือยิ่งนัก!”
ข่งโจ้วลูบเคราใต้คาง โคลงศีรษะไปมาแล้วกล่าวว่า “วิถีแห่งการศึกษา เปรียบดั่งการพายเรือทวนน้ำ ข้าโจ้วท่องตำรามาตั้งแต่ยังเยาว์ ไม่เคยว่างเว้นแม้ในวันฝนพรำ นับจนถึงบัดนี้ก็ล่วงเลยมาเกือบสามสิบปีแล้ว…”
เห็นได้ชัดว่าข่งโจ้วฟังความนัยของซุนอวี้ไม่ออก ซ้ำยังคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจเสียอีก
“…” ซุนอวี้ขยับคิ้วเล็กน้อย ยังคงรักษารอยยิ้มไว้ แล้วกล่าวว่า “ครั้งนี้ผู้ว่าการข่งได้เป็นผู้นำกองทัพทหารกล้า ช่วยเหลือราษฎรแห่งอิ่งชวนให้พ้นจากความทุกข์ยาก สร้างคุณงามความดีต่อบ้านเมือง ถือเป็นการนำคำสอนของนักปราชญ์มาปฏิบัติจริงอย่างแท้จริง สมดั่งคำกล่าวที่ว่า ‘รักการศึกษาใกล้เคียงกับปัญญา ทุ่มเทปฏิบัติใกล้เคียงกับเมตตา’ เป็นแบบอย่างของพวกเราโดยแท้!”
พูดขนาดนี้คงชัดเจนพอแล้วกระมัง!
แต่ใครจะคิดว่าข่งโจ้วกลับน้อมรับด้วยความยินดี ซ้ำยังกล่าวว่า “นี่เป็นเพียงหน้าที่ของข้าเท่านั้น ไม่ควรค่าแก่การเอ่ยชม ไม่ควรค่าแก่การเอ่ยชม ฮ่าๆ…”
“…” ซุนอวี้ก้มหน้าลงเล็กน้อย มุมปากกระตุก ชั่วขณะนั้นถึงกับไม่รู้จะพูดอะไรดี หรือว่าข้ายังพูดไม่ตรงพอจริงๆ?
นี่มันช่าง…
ในที่สุดซุนอวี้ก็ตัดสินใจลดระดับการใช้ภาษาลงมาให้เข้าใจง่ายขึ้น แล้วถามตรงๆ ว่า “ไม่ทราบว่าการปราบกบฏต่งจั๋วในครั้งนี้ ผู้ว่าการข่งคิดว่ามีโอกาสชนะมากน้อยเพียงใด?”
หือ? คุยกันอยู่ดีๆ ไฉนถึงเปลี่ยนเรื่องมากะทันหัน ถามถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้?
ข่งโจ้วชะงักไปครู่หนึ่ง หยุดมือที่กำลังลูบเครา ขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ถึงได้เข้าใจว่า ซุนอวี้คงกำลังเป็นห่วงเรื่องที่เขาไม่ได้ไปจัดการธุระในกองทัพ จึงกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การรบกับต่งจั๋ว…
แต่ความกังวลเช่นนี้ ข่งโจ้วรู้สึกว่าไม่จำเป็นเลย ต่งจั๋วปกครองอย่างโหดเหี้ยม ไร้ซึ่งความศรัทธาจากราษฎร เรื่องแพ้ชนะยังต้องคิดอะไรให้มากความอีก? ยังต้องกังวลอะไรอีก? ช่างตีตนไปก่อนไข้เสียจริง
ดังนั้น ข่งโจ้วจึงกล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ศึกนี้ชนะแน่! เหวินรั่วไม่ต้องกังวล!”
ซุนอวี้ถึงกับพูดไม่ออก ข่งโจ้ว ข่งกงซวี่ยกเอาความมั่นใจอันแรงกล้านี้มาจากไหนกัน? เมื่อวานเขาเพิ่งจะออกไปดูที่ค่ายทหารนอกเมืองมา สภาพวุ่นวายไปหมด ไม่มีใครคุมการฝึกซ้อม ไม่ต้องพูดถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ยังเตรียมการไม่ครบถ้วนเสียด้วยซ้ำ…
ชนะแน่?
จะชนะได้อย่างไร?
ซุนอวี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจพยายามอีกครั้ง จึงกล่าวว่า “ผู้ว่าการข่ง ขออภัยที่ข้าเสียมารยาท ทหารในค่ายนอกเมืองส่วนใหญ่เป็นทหารใหม่ที่เพิ่งเกณฑ์มา ไม่เคยผ่านสมรภูมิรบ ข้ากังวลใจยิ่งนัก”
ข่งโจ้วหัวเราะฮ่าๆ แล้วกล่าวว่า “เหวินรั่วคิดผิดแล้ว ความแข็งแกร่งของกองทัพไม่ได้อยู่ที่ค่ายกลการรบ แต่อยู่ที่จิตใจของผู้คนต่างหาก!”
“จิตใจของผู้คนหรือ?” ซุนอวี้ประสานมือคารวะ แล้วกล่าวว่า “ขอผู้ว่าการข่งโปรดชี้แนะด้วย!”
ข่งโจ้วโคลงศีรษะไปมาแล้วกล่าวว่า “โจรต่งสร้างความวิบัติแก่บ้านเมือง ทำร้ายราษฎร เป็นที่เคียดแค้นของคนทั้งใต้หล้า เขาสูญเสียศรัทธาจากผู้คนไปแล้ว เมิ่งจื่อเคยกล่าวไว้ว่า ‘เจี๋ยและโจ้วสูญเสียใต้หล้าไป เพราะสูญเสียราษฎร การสูญเสียราษฎร ก็คือการสูญเสียจิตใจของราษฎร การได้ใต้หล้ามาต้องมีวิถี หากได้ราษฎรมา ก็ย่อมได้ใต้หล้า การได้ราษฎรมาต้องมีวิถี หากได้จิตใจของราษฎรมา ก็ย่อมได้ราษฎร’ ศึกครั้งนี้ขึ้นอยู่กับความศรัทธาของผู้คน โจรต่งก็เปรียบดั่งเจี๋ยและโจ้ว จะมีเหตุผลใดให้ไม่พ่ายแพ้เล่า? อีกทั้งในตำราพิชัยสงครามยังมีกล่าวไว้ว่า ‘หนึ่งคนยอมสละชีพ ร้อยคนมิอาจต้านทาน หมื่นคนพร้อมยอมตาย ย่อมบุกตะลุยได้ทั่วหล้า!’ บัดนี้เรารวบรวมทหารจากทั่วสารทิศ เพื่อกำจัดพวกทรยศแผ่นดิน ย่อมต้องบุกทะลวงได้ทุกแห่งหน รบที่ใดย่อมชนะที่นั่น โจรต่งเพียงหยิบมือ จะเอากำลังอันน้อยนิดมาต้านทานกงล้อรถได้อย่างไร?”
เมื่อซุนอวี้ได้ฟังคำพูดอันปลุกใจของข่งโจ้ว ก็ถึงกับเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง ไร้คำบรรยาย ที่แท้ข่งโจ้วก็คิดเช่นนี้เอง ช่างประเสริฐและยิ่งใหญ่เสียนี่กระไร…

0 Comments