You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

ครั้งก่อนที่เฟยเฉียนเดินทางจากลั่วหยางมาเซียงหยาง มีคนน้อย รถและม้าก็น้อย จึงไม่ค่อยให้ความรู้สึกเหมือนการเดินทัพเท่าใดนัก แต่ครั้งนี้ต่างออกไป ผู้คนเกือบพันคนเดินขบวนยาวเหยียด คดเคี้ยวเป็นสาย

มองดูแล้วก็รู้สึกว่าคนเยอะจริงๆ

เฟยเฉียนคำนวณดู นี่แค่พันคนยังมีขนาดใหญ่ขนาดนี้ หากเป็นตอนศึกผาแดงที่เฉาเชาอ้างว่ามีทหารแปดแสนนายลงใต้มาเลี้ยงม้า กองทัพก็คงจะยิ่งใหญ่ตระการตา มิน่าล่ะถึงได้ทำให้คนของกังตั๋งหลายคนหวาดกลัวจนหัวหด แน่นอนว่าตัวเลขนี้เฉาอาหมาน (เฉาเชา) ก็คงโม้เอาเอง แต่ก็แสดงให้เห็นจุดหนึ่งว่า เมื่อคนเยอะเป็นหมื่นเป็นแสน ก็จะดูยิ่งใหญ่สุดลูกหูลูกตาจริงๆ…

ยิ่งไปกว่านั้น คนธรรมดาในยุคโบราณ ระดับวิชาคณิตศาสตร์ก็ไม่ได้ดีเด่นอะไร ทหารลาดตระเวนสามารถนับจำนวนธงได้ชัดเจนก็ถือว่าเก่งมากแล้ว จะไปมีวิธีไหนมานับจำนวนทหารที่แท้จริงของเฉาเชาได้อย่างละเอียด

ดังนั้นเมื่อทหารที่เข้าร่วมสงครามมีเป็นหมื่นคน เวลาประกาศข่มขวัญศัตรูก็อาจจะพูดเกินจริงไปบ้าง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วก็ยากที่จะจับผิดได้

การเดินทัพของคนโบราณ หากไม่ใช่สถานการณ์พิเศษที่ต้องเดินทัพฉุกเฉินแบบเซี่ยโหวเยวียน โดยทั่วไปแล้ว ความเร็วในการเดินทัพไม่ได้ขึ้นอยู่กับส่วนที่เร็วที่สุดของกองทัพ แต่ขึ้นอยู่กับส่วนที่ช้าที่สุดต่างหาก

และส่วนที่ช้าที่สุดในกองทัพ ก็คือพวกเสบียงและสัมภาระนั่นเอง เฟยเฉียนถึงได้เข้าใจแล้วว่า ทำไมในสงครามยุคโบราณ บางครั้งแม่ทัพของทั้งสองฝ่ายต่างก็รู้ดีว่ามีบางจุดที่สำคัญ หากไปถึงเร็วกว่าสักสองสามวันก็จะสามารถตัดสินชัยชนะของสงครามได้ แต่สุดท้ายก็มักจะไปไม่ทันเวลา สาเหตุก็เพราะความเร็วในการเดินทัพไม่ได้ขึ้นอยู่กับคน แต่มักจะขึ้นอยู่กับวัวและม้า

การนำกำลังพลเบาและลดสัมภาระเพื่อการเคลื่อนที่เร็วก็สามารถทำได้ แต่การทำเช่นนั้นหมายความว่าต้องทิ้งหน่วยเสบียง กองทหารหุ้มเกราะหนัก และคนกับของที่ไม่สามารถเคลื่อนที่เร็วได้ทั้งหมดไว้เบื้องหลัง ซึ่งนั่นก็หมายความว่าจะไม่มีกำลังเสริมใดๆ เลย แม้จะใช้ทหารม้าเบาก็ตาม

แม้แต่กองทัพมองโกลที่ขึ้นชื่อเรื่องความคล่องตัวในยุคหลัง คนหนึ่งคนมีม้าสลับขี่ได้หลายตัว แต่ม้าสำรองเหล่านั้นก็ไม่สามารถเดินทางไกลได้ มิฉะนั้นก็จะไม่ได้รับการพักผ่อน และพละกำลังของม้าก็จะลดลง เมื่อถึงเวลาออกศึกก็มักจะมีโอกาสเพียงครั้งเดียว หากชนะก็สามารถรอกองทัพสนับสนุนตามมาสมทบได้ แต่หากแพ้ ก็มักจะเป็นความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ ดังนั้นโดยทั่วไปแล้ว แม่ทัพผู้คุมกองทัพจะไม่ทิ้งสัมภาระแล้วนำทหารม้าเบาบุกทะลวงไป หากไม่ถึงคราวจำเป็นจริงๆ

เมื่อก่อนเฟยเฉียนยังเชื่อเรื่องม้าพันลี้ หรือการเดินทัพร้อยลี้ แต่พอมาเห็นของจริง ก็พบว่าเป็นเรื่องไร้สาระทั้งสิ้น ให้ม้าเซ็กเธาว์วิ่งทั้งวันก็ยังเหนื่อยแทบตาย ยิ่งถ้าต้องวิ่งเต็มสปีดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ก็คงไม่ต้องเรียกว่าม้าเซ็กเธาว์แล้ว เรียกว่าม้าสุกไปเลยดีกว่า เลือดที่ไม่สามารถระบายความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพอาจจะทำให้หัวใจม้าระเบิดได้เลย…

เรื่องการทุบหม้อจมเรือ หรือการหันหลังชนน้ำสู้ตาย ทำไมถึงถูกบันทึกไว้ได้ ก็เพราะมันเป็นเรื่องที่หาได้ยากมากน่ะสิ นอกเหนือจากความสำเร็จเพียงไม่กี่ครั้ง ในประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ กองทัพที่พยายามทิ้งสัมภาระเพื่อสู้รบ มักจะจบลงด้วยความพ่ายแพ้อย่างราบคาบ

ดังนั้นโดยทั่วไปแล้ว สัมภาระมักจะถูกจัดวางไว้ในตำแหน่งทัพกลางค่อนไปทางด้านหลัง และอยู่ภายในวงล้อมการป้องกันของทั้งกองทัพ หากไม่ใช่เพราะถนนแคบจนเดินยาก ส่วนใหญ่ก็จะจัดกองทหารม้าเบาไว้คอยลาดตระเวนที่ปีกทั้งสองข้างของกองทัพ

การโจมตีกองสัมภาระ และทำลายเสบียงอาหารของฝ่ายศัตรู มักจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสงคราม

ระบบทหารของราชวงศ์ฮั่น ห้าคนเป็นหนึ่งอู่ สองอู่เป็นหนึ่งสือ ห้าสือเป็นหนึ่งตุ้ย คนของตระกูลหวงอย่างหวงเฉิงและคนอื่นๆ จึงถูกแบ่งไปรับตำแหน่งสือจ่างและตุ้ยลวี่ (หัวหน้าหมู่และหัวหน้าหมวด) ส่วนอีกสองสามคนที่เหลือก็ให้หวงจงพาไปเป็นทหารสื่อสาร คอยควบคุมทัพกลาง

ส่วนหน้าที่ทัพหน้านั้น ได้มอบหมายให้หลิวผานเป็นคนจัดการไปแล้ว

เฟยเฉียนเดาว่า สาเหตุที่หลิวเปี่ยวส่งหลิวผานมา ก็น่าจะมีส่วนในการจับตาดูเขาอยู่บ้าง ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ปล่อยให้หลิวผานนำทหารสองร้อยคนไปเบิกทางข้างหน้าเลยดีกว่า ในเมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็สู้ให้หลิวผานได้ออกแรงทำประโยชน์ไปเลย

เฟยเฉียนหันไปมอง เห็นหวงจงขี่ม้าเหยาะๆ ผ่านหน้ารถม้าของเขาพอดี จึงรีบเรียกหวงจงไว้ “ฮั่นเซิง…”

หวงจง หวงฮั่นเซิง ชะลอความเร็วม้าให้ตีคู่ไปกับรถม้าของเฟยเฉียน แล้วถามว่า “ท่านเปี๋ยเจี้ยเฟย มีเรื่องอันใดหรือ?”

“…ข้าจำได้ว่าเดินหน้าไปอีกสิบลี้ จะมีสถานีม้าเร็วอยู่ มองดูท้องฟ้าก็ใกล้จะมืดแล้ว คืนนี้เราไปตั้งค่ายที่นั่นดีไหม?”

หวงจงเงยหน้ามองท้องฟ้า แล้วพยักหน้ากล่าวว่า “ดี ข้าจะไปสั่งการเดี๋ยวนี้!” พูดจบก็บังคับม้าไปถ่ายทอดคำสั่ง

เฟยเฉียนมองตามแผ่นหลังของหวงจง แล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างเสียดาย

เขาพูดไปหลายครั้งแล้ว แต่หวงจงก็ยังไม่ยอมเรียกเขาว่า “จื่อเยวียน” เอาแต่เรียกว่า “ท่านเปี๋ยเจี้ยเฟย” อยู่ตลอด นี่ก็บ่งบอกความหมายอะไรบางอย่างได้…

มันเป็นคำเรียกที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก

แม้จะไม่ได้ผิดอะไร ในยุคราชวงศ์ฮั่นก็มักจะเรียกตามตำแหน่งขุนนาง โดยไม่ได้สนใจว่าเป็นตำแหน่งปัจจุบันหรือไม่ อย่างเช่นหลิวเป้ยก็มักจะถูกเรียกว่าหลิวผิงหยวน แม้ว่าหลิวเป้ยจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งในผิงหยวนแล้วก็ยังเรียกได้ แต่การที่หวงจงเรียกเช่นนี้ ทำให้เฟยเฉียนรู้สึกถึงความห่างเหินที่ซ่อนอยู่

อย่างไรเสีย “ท่านเปี๋ยเจี้ยเฟย” จะไปฟังดูสนิทสนมเท่า “จื่อเยวียน” ได้อย่างไร?

ก่อนหน้านี้ตอนที่เฟยเฉียนเห็นหวงจงยินดีร่วมเดินทางไปด้วย เขาก็แอบดีใจ นึกว่าเสน่ห์ของตัวเองจะพอมีประโยชน์อยู่บ้าง แต่ใครจะไปคิดว่าคำว่า “ท่านเปี๋ยเจี้ยเฟย” ของหวงจง จะดึงเฟยเฉียนให้ตกลงมาจากสวรรค์สู่พื้นดิน

อุดมคติช่างสวยหรู แต่ความจริงช่างโหดร้าย

หากไม่ใช่เพราะเขาหาความหวังในการรักษาลูกชายให้หวงจง หวงฮั่นเซิงได้ เกรงว่าหวงจงก็คงไม่ยอมมากับเขาแน่ๆ

แต่เขาว่ากันว่าอย่างไรนะ การเริ่มต้นที่ดีคือความสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง?

แต่ก็เหมือนจะมีอีกคำกล่าวว่า ผู้เดินทางร้อยลี้ มักจะท้อถอยเมื่อถึงเก้าสิบลี้…

ช่างเถอะ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ก็ปล่อยให้เป็นไปตามนี้ก่อน

จากเซียงหยาง เดินทางขึ้นเหนือไปไม่ไกลก็คือหนานหยาง

เฟยเฉียนคำนวณในใจ จุดหมายแรกย่อมต้องไปหาหยวนซู่ที่หนานหยางก่อน จากนั้นค่อยไปหาหยวนเซ่าที่ซวนเจ่า…

เฉาเชาก็น่าจะอยู่ที่ซวนเจ่าด้วย ไม่รู้ว่าแก๊งสามคนของหลิวเป้ยมาถึงหรือยัง ส่วนคนอื่นๆ เฟยเฉียนรู้สึกว่าสามารถมองข้ามไปได้เลย

เพราะเวลาต่อจากนี้ไปก็เหมือนการร่อนทองในแม่น้ำ คนที่ดูเหมือนจะเก่งในตอนนี้ สุดท้ายแล้วถ้าไม่ได้เก่งจริง ก็จะถูกคัดออกไปทีละคนๆ เหลือไว้เพียงคนที่มีความสามารถอย่างแท้จริงเท่านั้น

อย่างเช่น เฉา หลิว ซุน

ในนิยายสามก๊ก บรรยายถึงหลิว กวน จาง ไว้ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดีที่ผู้คนเล่าขานกันมานับพันปี

กวนอวี่ (กวนอู) กวนอวิ๋นฉางน่ะหรือ นั่นคือเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ที่ขี่ม้าพันลี้เพียงลำพัง ผู้ที่ผู้คนกราบไหว้บูชาในฐานะเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งในยุคหลังเชียวนะ…

จางเฟย (เตียวหุย) จางอี้เต๋อน่ะหรือ นั่นคือยอดชายชาตรีที่ควบม้าถือทวนยาวตัดหัวขุนพลฝั่งศัตรู แต่พอลงจากม้าก็สามารถจับพู่กันวาดรูปสาวน้อยได้…

เฟยเฉียนคิดแล้วก็แอบตื่นเต้น แต่ก่อนหน้านั้น เขาต้องทำเรื่องหนึ่งให้สำเร็จก่อน…

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note