ตอนที่ 148 นักรบผู้ตกอับ
แปลโดย เนสยังลานบ้านเล็กๆ ที่เป็นโครงสร้างดินผสมไม้ เนื่องจากสร้างมานาน ไม้ที่ใช้เป็นโครงสร้างจึงเก่าจนมีรอยแตก เผยให้เห็นเนื้อไม้สีน้ำตาลเข้มด้านใน กระเบื้องมุงหลังคาก็หลุดร่วงไม่สมบูรณ์ ไม่มีการซ่อมแซม เพียงแค่นำหญ้าคามาปูทับไว้ลวกๆ
หวงจง หวงฮั่นเซิง นั่งอยู่บนม้านั่งหินในลานบ้านเล็กๆ นั้น นิ่งเงียบไม่พูดไม่จา
ภายในบ้านมีเสียงไอเป็นระยะๆ ไอจนแทบจะขาดใจ ฟังแล้วชวนให้รู้สึกอึดอัด
ทุกปีเมื่ออากาศเริ่มหนาวเย็น ลูกชายของหวงจง หวงฮั่นเซิง ก็จะเริ่มไอ พอเริ่มไอก็จะลากยาวไปสี่ห้าเดือน ยิ่งอากาศหนาวก็ยิ่งไอหนัก แล้วพอถึงฤดูร้อนอาการก็จะทุเลาลงบ้าง จากนั้นพอเข้าปลายฤดูใบไม้ร่วงก็จะกลับมาเป็นหนักอีก วนเวียนอยู่เช่นนี้มาหลายปีแล้ว
ความจริงหวงจง หวงฮั่นเซิง ก็ยังพอมีรายได้อยู่บ้าง เขาสามารถขึ้นเขาไปล่าสัตว์ บางครั้งหากได้หนังสัตว์สภาพดีๆ ก็พอจะเก็บเงินได้บ้าง แต่ตั้งแต่ลูกชายเริ่มป่วยเป็นโรคไอเมื่อหลายปีก่อน เงินเก็บที่มีอยู่น้อยนิดก็ถูกผลาญไปกับเสียงไอเหล่านี้จนหมดสิ้น
หาหมอมาก็มาก กินยาก็ไม่น้อย แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะหาย
หมอแต่ละคนที่มาตรวจ ล้วนพูดแต่เรื่องที่หวงจง หวงฮั่นเซิง พอจะฟังออก แต่ไม่เข้าใจความหมายเลยสักนิด อย่างเช่น “หยางพร่องปกป้องร่างกายไม่ได้ เสียสมดุลการขึ้นลง” หรือ “อินไม่เก็บหยาง ขาดความสมดุล” เป็นต้น ตัวยาที่ใช้เป็นกระสายยาในเทียบยาก็แปลกประหลาด บางครั้งก็บังเอิญหามาได้ บางครั้งก็จนปัญญาจริงๆ ก็ต้องทนต้มยาโดยไม่มีกระสายยาให้ลูกชายดื่ม
ดังนั้นอาการป่วยจึงทรงๆ ทรุดๆ รักษาไม่หายขาด
คนโบราณว่าไว้ ผู้ชายกลัวไอ ผู้หญิงกลัวท้องร่วง ลูกชายของหวงจง หวงฮั่นเซิง ไอมาหลายปี สภาพร่างกายก็ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ตามหลักแล้วก็เป็นเด็กหนุ่มอายุสิบกว่าขวบแล้ว แต่เพราะโรคนี้ จึงผอมแห้งแรงน้อย ดูเหมือนเด็กสิบขวบเท่านั้น…
เสียงไอในบ้านดังหนักขึ้น ดูเหมือนสุดท้ายจะขากเสลดออกมาได้ จากนั้นก็หอบหายใจ และค่อยๆ สงบลง
ม่านประตูบ้านถูกเลิกขึ้นเบาๆ หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินออกมาจากในบ้าน ใบหน้าซีดเซียว นางถือถาดไม้ หันมามองหวงจง หยดน้ำตาร่วงเผาะลงบนพื้นอย่างเงียบงัน
หวงจงกัดฟันเงียบ เส้นเลือดดำที่ขมับเต้นตุบๆ สองครั้ง เขาหันหลังเดินเข้าบ้าน และก็เดินออกมาอย่างรวดเร็ว ในมือถือธนูและลูกธนูที่ห่อด้วยผ้า กล่าวเสียงเบาว่า “…ข้าจะขึ้นเขาไปดูอีกหน่อย…” หวงจงเตรียมจะขึ้นเขาไปดูว่าพอจะล่าสัตว์อะไรมาได้บ้าง
หญิงวัยกลางคนขยับปากเหมือนอยากจะพูดอะไร แต่สุดท้ายก็พูดเพียงว่า “…ท่านระวังตัวด้วยนะ…”
ความจริงทั้งคู่ต่างก็รู้ดีว่า อากาศแบบนี้ยังไม่ทันอุ่นขึ้น สัตว์ส่วนใหญ่ยังคงซ่อนตัวอยู่ ไม่ค่อยออกมาเพ่นพ่าน ยิ่งไปกว่านั้น ภูเขาละแวกนี้ หวงจงก็ออกล่ามาจนแทบจะหมดแล้ว ไม่ค่อยมีสัตว์ดีๆ หลงเหลืออยู่เลย
เพียงแต่ออกไปดู เผื่อจะมีความหวังเล็กๆ น้อยๆ หลงเหลืออยู่บ้างเท่านั้น
หวงจงพยักหน้า เดินไปที่ประตูบ้าน เพิ่งจะผลักประตูออก ก็เห็นคนขี่ม้าสองคนกำลังเดินมาอย่างไม่รีบร้อน คนที่ขี่นำหน้าเห็นหวงจงก็รีบโบกมือทักทาย
หวงจงมองดู ก็พบว่าเป็นหวงเฉิงเยี่ยน ผู้นำตระกูลหวง และเฟยเฉียน ลูกเขยของเขานั่นเอง
เสียงของหวงเฉิงเยี่ยนดังมาก่อนตัวเสียอีก “ฮ่าฮ่า ฮั่นเซิงกำลังจะไปล่าสัตว์อีกแล้วหรือ?”
เฟยเฉียนที่ตามหลังมาแอบคิดในใจ โชคดีที่มาเร็วไปนิด ดูทรงแล้วหวงฮั่นเซิงกำลังจะออกจากบ้าน หากมาสายกว่านี้อีกนิด คงคลาดกันแน่ๆ
หวงจง หวงฮั่นเซิง เชิญหวงเฉิงเยี่ยนเข้ามาในลานบ้าน
เฟยเฉียนผูกม้าเสร็จ ก็หยิบถั่วคั่วจากย่ามข้างม้า ออกมาป้อนให้ม้าทั้งสองตัวกิน ลูบหัวโตๆ ของพวกมันเบาๆ จากนั้นก็หยิบถุงใบหนึ่งและน้ำเต้าใส่สุราลงมาจากหลังม้า แล้วเดินเข้าไปในลานบ้าน
เห็นได้ชัดว่าหวงเฉิงเยี่ยนเคยมาที่นี่มาก่อน แม้จะผ่านมานานแล้วก็ตาม แต่พอมองดูตอนนี้ ก็พบว่าข้าวของในลานบ้านดูเหมือนจะลดน้อยลงไปอีก ทำให้รู้สึกสลดใจอยู่บ้าง
เมื่อเห็นเฟยเฉียนถือถุงเข้ามา หวงเฉิงเยี่ยนก็ยิ้มและกล่าวว่า “การมาเยือนครั้งนี้ บังเอิญเจอทหารจับกระต่ายได้ตัวหนึ่งระหว่างทาง พอดีรู้ว่าฮั่นเซิงมีฝีมือในการปรุงเนื้อสัตว์ป่า จึงนำมารบกวนฮั่นเซิงเสียเลย”
เฟยเฉียนก็ยื่นถุงให้ พลางกล่าวว่า “รบกวนด้วย ขอบคุณมาก ขอบคุณมาก!”
หวงจง หวงฮั่นเซิง นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะประสานมือคำนับหวงเฉิงเยี่ยน แล้วกล่าวว่า “เช่นนั้นก็ดี เชิญท่านทั้งสองนั่งรอก่อน ข้าขอตัวไปจัดการสักครู่” พูดจบก็รับถุงจากมือเฟยเฉียน แล้วหันหลังเดินเข้าบ้านไป
เฟยเฉียนกวาดสายตามองไปรอบๆ พบว่าบ้านของหวงจงช่างทรุดโทรมเสียนี่กระไร ในใจก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะท้อนใจ หากไม่บอก ใครจะไปรู้ว่าที่นี่คือที่พักของยอดฝีมือผู้เก่งกาจ!
ดูกำแพงบ้านที่ถูกน้ำฝนชะล้างจนเป็นรอยแหว่งนี่สิ ดูหลังคาที่กระเบื้องแตกจนต้องเอาหญ้าคามาโปะไว้ลวกๆ นี่สิ ล้วนบ่งบอกถึงความแร้นแค้นทั้งสิ้น
ทำไมหวงจงถึงไม่เคยเข้ารับราชการเลย?
นอกจากเรื่องลูกชายของหวงจงแล้ว นิสัยส่วนตัวของเขาก็น่าจะมีส่วนด้วย จากที่หวงเฉิงเยี่ยนกำชับก่อนมาว่าห้ามเอาของอื่นมาเด็ดขาด ยกเว้นกระต่ายแค่ตัวเดียว เฟยเฉียนก็พอจะเดาอะไรได้บ้าง
ผ่านไปไม่นาน หวงจงก็ยกอ่างดินเผาใส่เนื้อกระต่ายออกมา ทั้งสามคนจึงนั่งล้อมวงกันที่โต๊ะหินในลานบ้าน หยิบถ้วยชามและรินสุรา เริ่มลงมือรับประทาน
คีบอาหารเข้าปากได้ไม่กี่คำ หวงเฉิงเยี่ยนก็วางตะเกียบลง ยิ้มแล้วกล่าวว่า “ฮั่นเซิง ชายแก่ผู้นี้มีเรื่องจะขอร้อง…” หวงเฉิงเยี่ยนเล่าเรื่องที่เฟยเฉียนจะเป็นทูตให้ฟัง แล้วกล่าวว่า “…การเดินทางครั้งนี้แม้จะมีทหารคุ้มกัน แต่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยนัก ข้าจึงมาขอร้องฮั่นเซิง หวังว่าจะช่วยดูแลเขาสักหน่อยในระหว่างการเดินทาง”
เฟยเฉียนลุกขึ้นยืน โค้งคำนับอย่างสุดซึ้ง แล้วกล่าวว่า “ข้าได้ยินชื่อเสียงความเก่งกาจของฮั่นเซิงมานาน หากได้รับความกรุณาช่วยดูแล ก็ถือเป็นบุญวาสนาของข้าแล้ว!”
หวงจงรีบยื่นมือมาประคองเฟยเฉียนให้ลุกขึ้น ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังเอ่ยว่า “มิใช่ว่าข้าไม่รับน้ำใจ แต่เพราะมีเรื่องยุ่งยากในครอบครัว ทำให้ปลีกตัวไม่ได้จริงๆ…” หวงจงถอนหายใจ ส่ายหน้าไม่พูดอะไรต่อ
หวงเฉิงเยี่ยนกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง จู่ๆ ในบ้านก็มีเสียงลูกชายของหวงจงไอดังขึ้นมาอีก เขาจึงถอนหายใจเช่นกัน และไม่คะยั้นคะยอต่อ
จะให้หว่านล้อมอย่างไรได้? ยากนักที่จะเอ่ยปาก จะให้หวงจงทิ้งลูกชายที่กำลังป่วยหนักไว้ แล้วเดินทางไปต่างเมืองคนเดียว หากกลับมาแล้วอาการของลูกชายดีขึ้นก็แล้วไป แต่ถ้าเกิดมีอันเป็นไปขึ้นมา จะให้หวงจงทำอย่างไร?
แต่เฟยเฉียนกลับตั้งใจฟังเสียงไอของคนในบ้าน แล้วจู่ๆ ก็ถามขึ้นว่า “ไม่ทราบว่ามีอาการไข้ร่วมด้วยหรือไม่?”
แม้คำถามจะไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่หวงจงก็เข้าใจความหมายของเฟยเฉียน แววตาของเขาเป็นประกายขึ้นมา กล่าวว่า “บางครั้งก็มีไข้ แต่ช่วงนี้ไม่มีไข้เลย”
แม้เฟยเฉียนจะไม่ใช่หมอ และไม่เคยเรียนวิชาแพทย์มาก่อน แต่ด้วยอานิสงส์ของข้อมูลมากมายในยุคหลัง โดยเฉพาะเหตุการณ์ไวรัสที่เคยระบาดไปทั่วโลก จนทำให้แค่ได้ยินเสียงไอก็พากันตื่นตระหนกตกใจ เขาจึงพอจะรู้เรื่องพวกนี้อยู่บ้าง สาเหตุของการไอนั้นมีมากมาย แต่ที่น่ากลัวที่สุดก็คือปอดบวม
โรคปอดบวมสามารถติดต่อได้ และหากปล่อยไว้จนถึงขั้นรุนแรงก็จะกลายเป็นวัณโรค เนื่องจากในยุคโบราณไม่มียาปฏิชีวนะ โรคนี้จึงแทบจะเป็นโรคร้ายแรงที่รักษาไม่หาย แต่โรคปอดบวมมักจะมาพร้อมกับอาการไข้สูง ดังนั้นในเมื่อหวงจงบอกว่าไม่ได้มีไข้ตลอดเวลา ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะไม่ใช่โรคปอดบวม แต่อาจจะเป็นโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังหรือโรคหอบหืดเสียมากกว่า
แต่ในยุคโบราณไม่มีคำเรียกว่าโรคหลอดลมอักเสบ และจะให้เฟยเฉียนสั่งยาเองก็คงทำไม่ได้ แต่เฟยเฉียนกลับรู้สึกว่านี่คือโอกาสที่จะโน้มน้าวหวงจงได้…

0 Comments