ตอนที่ 144 แผ่นดินอันวุ่นวาย
แปลโดย เนสยังหลิวเปี่ยวรู้สึกยินดีที่เฟยเฉียนลาออก แต่หลิวเปี่ยวก็ยังอยากจะรีดเค้นคุณค่าที่เหลืออยู่ของเฟยเฉียน เขาจึงยิ้มแย้มและกล่าวกับเฟยเฉียนว่า “การเดินทางขึ้นเหนือของจื่อเยวียนย่อมต้องพบเจออุปสรรคมากมาย หากเป็นไปตามความเห็นของข้า สู้ให้เจ้าถือคทาอาญาสิทธิ์ของข้า เป็นทูตไปเยือนสองหยวนจะดีกว่า หนึ่งคือในฐานะทูต จะได้มีข้ออ้างที่ชอบธรรม สองคือข้าจะส่งทหารไปคุ้มกันแปดร้อยนาย…”
เฟยเฉียนฟังแล้วก็รู้สึกปั่นป่วนใจ วันนี้หลิวเปี่ยวหมายความว่าอย่างไร? ทั้งมอบคทาอาญาสิทธิ์ของผู้ว่าการรัฐ และทหารอีกแปดร้อยนาย เพียงเพื่อต้องการให้เขาไปเป็นทูตเจรจากับหยวนเซ่าและหยวนซู่อย่างนั้นหรือ?
หลิวเปี่ยวกล่าวต่อ “…ตระกูลหยวนมีผู้มีความสามารถมากมาย ข้ามักจะนึกเสียดายที่ไม่ได้คบหาสมาคมกับพวกเขาเร็วกว่านี้ คราวนี้เจ้าไปเยือนกงหลู่และเปิ่นชู ก็จงบอกกล่าวว่า แม้ข้าอยากจะร่วมสมทบด้วย แต่ก็จนใจที่ในจิงเซียงยังมีกบฏก่อความวุ่นวายอยู่ ข้ามีใจแต่ไร้กำลัง รอจนกว่าภายในจิงเซียงสงบราบคาบเมื่อใด ข้าย่อมต้องให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่แน่นอน!”
ถ้าเชื่อท่านก็บ้าแล้ว พูดจาเหลวไหลทั้งนั้น แต่ว่า เฟยเฉียนครุ่นคิด ฟังดูแล้วเหมือนจะไม่ได้เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของข้าเลย…
แต่ทำไมถึงต้องให้ข้าไป หรือว่าแค่บังเอิญว่าข้ากำลังจะไปพอดี? หรือว่าหลิวเปี่ยวต้องการใช้การเป็นทูตของข้าเพื่อปกปิดอะไรบางอย่าง? หรือต้องการจะทำอะไรกันแน่?
จากคำพูดของหลิวเปี่ยวเมื่อครู่ ดูเหมือนว่าต้องการจะแสดงความเป็นมิตรกับหยวนซู่และหยวนเซ่า แต่ปัญหาก็คือ ทำไมหลิวเปี่ยวถึงต้องให้ข้าไปเยือนทั้งสองคนพร้อมกัน?
แม้จะมีเรื่องที่ไม่เข้าใจอยู่มากมาย แต่เฟยเฉียนก็รู้สึกว่าหลิวเปี่ยวคงไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายเขา เพราะอย่างไรเสียก็เป็นแค่การส่งทูต แถมยังมีทหารไปคุ้มกัน แม้ว่าหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ ทหารเหล่านี้อาจจะไม่ฟังคำสั่งของเขาอีก แต่ระหว่างการเดินทาง การมีสถานะที่ชัดเจนและไม่ได้เดินทางเพียงลำพัง ก็ย่อมปลอดภัยกว่า
หลิวเปี่ยวไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายเฟยเฉียนจริงๆ เพราะอย่างไรเสีย ตระกูลผางและตระกูลหวงที่อยู่เบื้องหลังเฟยเฉียนก็ไม่ใช่ตระกูลที่จะยอมให้ใครมารังแกง่ายๆ หากพวกเขารู้ว่าหลิวเปี่ยวอ้างว่าส่งเฟยเฉียนไปเป็นทูต แต่จริงๆ แล้วตั้งใจจะลงมือทำร้ายล่ะก็ หากเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมา วันเวลาของหลิวเปี่ยวในจิงเซียงก็คงจบสิ้นลงแล้ว
ดังนั้นหลิวเปี่ยวจึงแค่ฉวยโอกาสที่เฟยเฉียนจะเดินทางขึ้นเหนือ เพื่อให้เฟยเฉียนไปทำธุระให้เขาเท่านั้น แน่นอนว่าภายใต้ภารกิจวิ่งเต้นนี้ หลิวเปี่ยวต้องมีเป้าหมายอื่นแอบแฝงอยู่อย่างแน่นอน แต่ตอนนี้เฟยเฉียนยังเดาไม่ออกว่าคืออะไร
“ท่านหลิวเมตตา ข้าซาบซึ้งใจยิ่งนัก ข้าขอน้อมรับคำสั่งของท่านหลิว!” เฟยเฉียนใช้เวลาคิดเพียงครู่เดียว ก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมาก และน่าจะช่วยให้การเดินทางของเขาราบรื่นขึ้นบ้าง เขาจึงตอบตกลงที่จะเป็นทูตไปเยือนหยวนกงหลู่และหยวนเปิ่นชูแทนหลิวเปี่ยว…
หลิวเปี่ยวสั่งให้คนรับใช้นำคทาอาญาสิทธิ์มา เมื่อถือไว้ในมือ เขาไม่ได้ส่งให้เฟยเฉียนในทันที แต่กลับกล่าวว่า “จื่อเยวียน ตั้งแต่เจ้ามารับตำแหน่งเปี๋ยเจี้ย เรื่องราวในอดีตล้วนชัดเจนอยู่ในความทรงจำ เผลอแป๊บเดียวก็ผ่านพ้นปีใหม่ไปแล้ว ตอนนี้ต้องมาแยกจากกันกะทันหัน ข้ารู้สึกอาลัยอาวรณ์ยิ่งนัก…”
เฟยเฉียนแอบค่อนขอดในใจ จะอาลัยอาวรณ์อะไรกัน ก็แค่ให้ตำแหน่งเปี๋ยเจี้ยลอยๆ มา ดูจากคำพูดคำจา ทำเหมือนกับว่ามีความผูกพันกันมากมาย แต่หลิวเปี่ยวอุตส่าห์แกล้งพูดจาซาบซึ้งขนาดนี้ เฟยเฉียนเองก็ไม่สามารถฉีกหน้าหลิวเปี่ยวตรงๆ ได้ จะให้บอกว่าท่านหลิว ท่านไม่ต้องมาแกล้งทำเป็นเสียใจหรอกหรือ?
ดังนั้นเฟยเฉียนจึงประสานมือกล่าวว่า “ข้าได้รับความเมตตาจากท่านหลิวให้การสนับสนุนมาโดยตลอด ข้ารู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก และจะไม่มีวันลืมเลือนพระคุณ คราวนี้ข้าจะต้องทำภารกิจที่ท่านหลิวมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงอย่างแน่นอน!” เอาล่ะ ท่านวางใจได้ เลิกพูดจาเยิ่นเย้อเสียที ข้าจะช่วยท่านเป็นทูตไปเยือนสองหยวนให้เรียบร้อย รีบเอาคทาอาญาสิทธิ์มาเถอะ…
เฟยเฉียนนึกว่าเมื่อพูดเช่นนี้แล้ว หลิวเปี่ยวจะส่งคทาอาญาสิทธิ์มาให้ แต่นึกไม่ถึงว่าหลิวเปี่ยวจะยังคงกำคทาอาญาสิทธิ์ไว้แน่น และกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “จื่อเยวียนเฉลียวฉลาด ความรู้ล้ำเลิศ อีกทั้งยังได้รับการสั่งสอนจากตระกูลผางและตระกูลหวง อนาคตก้าวไกลไร้ขีดจำกัด วันข้างหน้าข้าอาจจะต้องพึ่งพาจื่อเยวียนก็เป็นได้…”
เมื่อหลิวเปี่ยวพูดมาถึงขั้นนี้ ประกอบกับคำพูดก่อนหน้านี้ของหลิวเปี่ยว เฟยเฉียนคิดทบทวนดู ก็เข้าใจทันทีว่า หลิวเปี่ยวคนนี้ช่างคิดคำนวณได้อย่างทะลุปรุโปร่งจริงๆ!
ดูจากคำพูดก่อนหน้านี้ของหลิวเปี่ยว ที่บอกว่ามอบตำแหน่งให้ข้า แถมยังย้ำคำว่า “เปี๋ยเจี้ย” หมายความว่าเขาดีต่อข้ามาก มอบตำแหน่งสูงส่งให้ข้า แล้วก็พูดถึง “ผ่านพ้นปีใหม่” ซึ่งแฝงความหมายว่า ข้าอยู่มานานขนาดนี้ ก็ไม่ได้ทำอะไรให้เขาประทับใจเลย แล้วตอนนี้ก็จะมาสะบัดก้นหนีไป หมายความว่าข้ารับแต่เงินเดือนแต่ไม่ยอมทำงาน เขาจึงรู้สึก “อาลัยอาวรณ์”…
แล้วก็มาพูดถึง “ตระกูลผางและตระกูลหวง” หมายความว่า ที่ข้าได้รับผลประโยชน์ดีๆ แบบนี้ ก็เพราะเห็นแก่หน้าตระกูลผางและตระกูลหวง แล้วยังพูดถึง “อนาคต” หรือ “การพึ่งพาในวันข้างหน้า” อีก ความหมายแฝงที่ซ่อนอยู่ก็คือ ข้า หลิวเปี่ยว หลิวจิ่งเซิง ให้เกียรติเจ้า เฟยเฉียน และตระกูลผางและตระกูลหวงที่อยู่เบื้องหลังเจ้าขนาดนี้ วันข้างหน้าหากข้า หลิวเปี่ยว ต้องการความช่วยเหลือ เจ้า เฟยเฉียน และตระกูลผางกับตระกูลหวงที่อยู่เบื้องหลังเจ้า ก็ควรจะต้องตอบแทนบ้างใช่หรือไม่?
พูดง่ายๆ ก็คือ หลิวเปี่ยวกำลังทวงบุญคุณ!
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เฟยเฉียนจึงต้องตอบกลับไปว่า “ความเมตตาของท่านหลิว ข้าจะจดจำไว้ในใจมิรู้ลืม วันหน้าหากมีเรื่องใดให้รับใช้ ในขอบเขตที่ข้าสามารถทำได้ ข้าจะทำให้สุดความสามารถ!” ตกลงกันแล้วนะ วันหน้าหากมีเรื่องอะไรก็มาหาข้าได้ แต่อยู่ในขอบเขตที่ข้าทำได้เท่านั้นนะ และก็จำกัดแค่ตัวข้าคนเดียว ไม่เกี่ยวกับตระกูลผางหรือตระกูลหวง…
“นี่…” แม้รอยยิ้มจะยังคงประดับอยู่บนใบหน้าของหลิวเปี่ยว แต่สายตาของเขากลับสั่นไหวเล็กน้อย “…เช่นนั้นก็ดี ดีมาก!” จากนั้นเขาจึงยื่นคทาอาญาสิทธิ์ให้เฟยเฉียน และสั่งให้เริ่มเดินทางขึ้นเหนือในอีกสามวันให้หลัง ก่อนจะอนุญาตให้เฟยเฉียนกลับไปได้
หลิวเปี่ยวยิ้มมองส่งเฟยเฉียนเดินจากไป เมื่อลับสายตาแล้ว เขาก็ค่อยๆ หุบรอยยิ้มลง เบิกตากว้าง สั่งให้คนรับใช้ไปเรียกตัวหลิวผานมา ส่วนตนเองก็ลูบเครา พลางคิดในใจว่า เจ้าเด็กกะล่อนนี่ ยังอุตส่าห์พูดว่า “ในขอบเขตที่สามารถทำได้” หึหึ ช่างเถอะ…
ความจริงหลิวเปี่ยวก็แค่อยากจะกอบโกยผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด แม้คำตอบสุดท้ายของเฟยเฉียนจะไม่เป็นที่น่าพอใจนัก แต่ก็ไม่ได้แย่จนเกินไป ในเมื่อเฟยเฉียนบอกว่า “ในขอบเขตที่สามารถทำได้” วันหน้าก็แค่เอาเรื่องที่เฟยเฉียน “สามารถทำได้” ไปให้ทำก็สิ้นเรื่อง ยิ่งไปกว่านั้น เป้าหมายหลักของหลิวเปี่ยวก็ไม่ได้อยู่ตรงนี้ เรื่องน้ำใจที่เฟยเฉียนรับปากก็เป็นแค่ของแถม จะมากจะน้อยก็ช่างมันเถอะ
เพียงครู่เดียว หลิวผานก็เดินทางมาถึง เดิมทีหลิวผานเป็นคนของฝั่งเหยี่ยนโจว แต่เนื่องจากมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดใกล้ชิดกับหลิวเปี่ยว เขาจึงอยู่ที่นี่ต่อ และให้สวีเยว่เดินทางกลับเหยี่ยนโจวไปรายงานตัวเพียงคนเดียว
ความจริงหลิวเปี่ยวได้แรงบันดาลใจมาจากการส่งทูตของหลิวไต้ ภายนอกให้เฟยเฉียนเป็นทูต แต่แท้จริงแล้วเขาต้องการใช้หลิวผานเป็นคนส่งสารที่แท้จริง เพราะหลิวผานเป็นคนของเขา เขาจึงจะวางใจได้
“จ้งเจี้ยน คราวนี้คงต้องรบกวนเจ้าเหนื่อยอีกสักรอบ จงเดินทางไปพร้อมกับเฟยเฉียน เฟยจื่อเยวียน ในฐานะทูตเถิด” หลิวเปี่ยวกล่าวกับหลิวผานด้วยรอยยิ้ม ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนกว่าตอนที่คุยกับเฟยเฉียนอย่างเห็นได้ชัด
“ยินดีรับใช้ท่านลุง!” หลิวผานตอบรับทันทีโดยไม่ลังเล
“ดีมาก! จ้งเจี้ยน ครั้งนี้ที่เจ้าเดินทางไปเป็นทูตด้วย จงจำไว้ให้ดี…” หลิวเปี่ยวเรียกให้หลิวผานเข้ามาใกล้ๆ กระซิบสั่งความบางอย่าง ก่อนจะให้หลิวผานไปเตรียมตัว
หลิวเปี่ยวเดินวนไปมาในห้องโถงสองสามก้าว จากนั้นก็เดินออกไปนอกห้องโถง ทอดสายตามองไปทางทิศใต้ ลูบเครา หรี่ตาลงเล็กน้อย พึมพำกับตัวเองเสียงเบาว่า “…เจ้าอยากได้ก็เอาไป ส่วนข้าก็จะเอาในส่วนของข้า…”

0 Comments