ตอนที่ 14 ฮ่องเต้ที่เป็นที่ต้องการตัว
แปลโดย เนสยังฟ้าสางแล้ว โชคดีที่ความวุ่นวายสับสนของเมื่อคืนได้ผ่านพ้นไป วันใหม่ได้มาถึง
ไม่ว่าจะเป็นใครเมื่อเผชิญหน้ากับแสงอาทิตย์ยามเช้า ย่อมรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาบ้าง เผยเฉียนก็ไม่ข้อยกเว้น เขายืดเส้นยืดสายสองสามครั้งเพื่ออบอุ่นร่างกาย หยิบขนมมากินเล่นนิดหน่อย ก็รู้สึกว่าร่างกายกลับมามีพลังอีกครั้ง
ดื่มเหล้าไปตั้งครึ่งค่อนวัน แถมยังแทบไม่ได้นอนทั้งคืน กลับไม่รู้สึกอ่อนเพลียเท่าไหร่นัก การเป็นคนหนุ่มนี่มันดีจริงๆ ถ้าเป็นในโลกปัจจุบัน โดนแบบนี้เข้าไป ไม่สองสามวันคงฟื้นตัวไม่ได้แน่
เป็นเพราะร่างกายนี้ หรือเป็นเพราะวิถีชีวิตในยุคโบราณและปัจจุบันต่างกันกันนะ?
เมื่อเทียบกันแล้ว ชุยโฮ่วดูห่อเหี่ยวไปถนัดตา แอบเอาแขนเสื้อปิดหน้าหาวหวอดใหญ่จนน้ำตาเล็ด พอหันมาเห็นเผยเฉียนมองอยู่ ก็รู้สึกเขินอายขึ้นมาบ้าง “อ๊ะ เสียมารยาทแล้วๆ อย่าถือสาๆ ข้าต้องไปทักทายตอนเช้า ขอตัวก่อนนะ น้องชายตามสบายเถอะ”
พูดจบชุยโฮ่วก็ประสานมือคารวะ แล้วกลับเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อไปทักทายตอนเช้ากับชุยอี้
ในยุคโบราณ กฎเกณฑ์และมารยาทบางอย่างก็ดีงาม เช่น มารยาทของบุตร ‘ฤดูหนาวให้อุ่น ฤดูร้อนให้เย็น พบค่ำดูแลที่นอน รุ่งเช้าทักทาย’ แต่พอมาถึงยุคปัจจุบัน กลับกลายเป็นว่าพ่อแม่ต้องคอยปรนนิบัติลูกทั้งเช้าเย็น ทำให้เด็กหลายคนโตขึ้นมา พอเจอเรื่องอะไรก็มักจะนึกถึงแต่ตัวเองก่อน ไม่เคยนึกถึงพ่อแม่ก่อนเลย ไม่รู้ว่านี่คือวิวัฒนาการหรือความเสื่อมถอยกันแน่
การอาบน้ำในยุคฮั่นไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่ว่าจะมีถังน้ำร้อนให้อาบได้ตลอดเวลา ถ้าเหงื่อออกหรือมีกลิ่นตัวจะทำอย่างไร? ชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีเงินก็ต้องทนไป ส่วนตระกูลสูงศักดิ์ที่มีฐานะหน่อย วิธีแก้ปัญหาก็คือการเปลี่ยนเสื้อผ้า
เผยเฉียนรู้สึกว่าตัวเองก็ควรกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องพักแขกเหมือนกัน และแวะไปดูเด็กสองคนนั้นด้วย
บอกตามตรง หนึ่งคือจิตวิญญาณจากยุคหลังของเผยเฉียนไม่มีความรู้สึกยำเกรงต่อฮ่องเต้เลยแม้แต่น้อย สองคือเด็กสองคนนี้ยังเด็กเกินไป จนทำให้คนรู้สึกเคารพยำเกรงไม่ลง
คนโตอย่างมากก็อยู่ ม.4 หรือ ม.5 ถ้าเป็นในยุคหลังก็เป็นช่วงวัยต่อต้าน พอจะดีก็ดีใจหาย พอจะเกเรก็ทำเอาคนรอบข้างปวดหัว ส่วนคนเล็กก็เพิ่งจะเรียน ป.1 เป็นช่วงที่น่ารักน่าชังที่สุด สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าเด็กวัยใส ไม่ว่าชายหญิงแก่ชราก็ล้วนตกหลุมรักกันทั้งนั้น
ผลก็คือเด็กสองคนวัยนี้กลับต้องมารับภาระอันหนักอึ้งของราชวงศ์ แบกรับความเป็นความตายของคนนับพันนับหมื่น
เมื่อเผยเฉียนเดินทอดน่องกลับมาถึงห้องพักแขก ก็เห็นเด็กทั้งสองลุกขึ้นโดยมีสาวใช้คอยปรนนิบัติเรียบร้อยแล้ว และกำลังกินขนมและน้ำชาอยู่ หลังจากได้พักผ่อน สีหน้าของพวกเขาก็ดูดีขึ้นกว่าเมื่อคืนอย่างเห็นได้ชัด
เด็กคนเล็กกินไปพลาง กรอกตาไปมาพลาง พอมองผ่านหน้าต่างเห็นเผยเฉียน ก็ยิ้มแฉ่งกวักมือเรียกทันที
เผยเฉียนก็ยิ้มตอบ ยกมือขึ้นทักทาย กำลังจะเดินเข้าไปในห้อง ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากที่ไกลๆ ชายชราสองคนเดินโซเซพุ่งตรงเข้ามา เผยเฉียนตกใจรีบหลีกทางให้ ยืนหลบอยู่ข้างๆ
ชายชราทั้งสองตั้งใจจะพุ่งเข้าไปในห้อง แต่ประตูห้องเล็กเกินไป ทำให้ทั้งคู่ชนกันดังพลั่กที่หน้าประตู เผยเฉียนเห็นแล้วยังรู้สึกเจ็บแทน
หลังจากชายชราทั้งสองบีบตัวเข้าไปในห้องได้สำเร็จ หลังจากเงียบไปชั่วอึดใจ ก็เห็นชายชราทั้งสองคุกเข่าดังปึงลงกับพื้น กอดขาเด็กคนโตคนละข้าง ร้องไห้โฮ น้ำมูกน้ำตาไหลพราก
เด็กคนโตมีสีหน้าอ่อนใจ ผิดกับเด็กคนเล็กที่ตากลอกไปมา ไม่สนใจใยดี กินขนมคำเล็กๆ ต่อไปเรื่อยๆ ไม่หยุด พอเห็นเผยเฉียนทำหน้าตกตะลึง ก็ยังแอบขยิบตาให้ตอนที่ไม่มีใครสังเกตเห็นอีกต่างหาก
ตอนนั้นเอง ชุยโฮ่วก็มาถึงหน้าห้องด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย ยืนอยู่ข้างๆ เผยเฉียน แล้วกระซิบอธิบายเรื่องราวให้ฟัง
เมื่อครู่ตอนที่ชุยโฮ่วไปทักทายชุยอี้ ก็บังเอิญพบกับชุยอี้และชายชราอีกคนชื่อหมิ่นก้ง คุยกันไม่กี่คำพอรู้ว่าเมื่อคืนเผยเฉียนพบเด็กสองคน ชายชราทั้งสองก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง พากันวิ่งหน้าตั้งมาที่นี่ ทำเอาชุยโฮ่วงุนงงไปหมด
ชุยโฮ่วไม่รู้เรื่อง แต่เผยเฉียนนั้นรู้ดีอยู่แก่ใจ
เป็นไปตามคาด พอเสียงแหบพร่าของหมิ่นก้งตะโกนว่า “ฝ่าบาท ข้าน้อยสมควรตาย” หลุดปากออกมา เผยเฉียนก็เห็นชุยโฮ่วตัวสั่นสะท้าน คุกเข่าลงทันที พอเห็นเผยเฉียนยังยืนนิ่ง ก็รีบดึงเสื้อเผยเฉียนไว้
เอาเถอะ เข้าเมืองตาหลิวต้องหลิวตาตาม คุกเข่าก็คุกเข่า อีกอย่างปกติก็นั่งคุกเข่าอยู่แล้ว เผยเฉียนคุกเข่าลงข้างๆ ชุยโฮ่ว คนทั้งในและนอกห้องต่างก็คุกเข่าลดตัวต่ำลงไปพร้อมๆ กัน
“บ้านเมืองจะขาดพระมหากษัตริย์มิได้ ขอฝ่าบาทเสด็จกลับเมืองหลวงเถิดพ่ะย่ะค่ะ!” ชายชราหมิ่นก้งพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เด็ดขาด น่าเสียดายที่น้ำมูกน้ำตาบนใบหน้าทำให้ดูขัดตานิดหน่อย
แน่นอนว่าชุยอี้ย่อมไม่เต็มใจนัก ฮ่องเต้นะ ไม่ใช่คนที่จะได้พบกันง่ายๆ อุตส่าห์มาถึงบ้านทั้งที ไม่สนหรอกว่ามายังไง จะปล่อยให้กลับไปง่ายๆ ได้อย่างไร? แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้ตัวเองไม่มีตำแหน่งขุนนาง แถมหมิ่นก้งยังยกเหตุผลอันชอบธรรมมาอ้าง จึงได้แต่หาข้ออ้างว่า “ขอเวลาสักครู่ ให้ข้าไปเตรียมรถม้าและขบวนเสด็จก่อน” อย่างน้อยก็ต้องให้คนรู้ว่าตระกูลชุยของข้าก็มีส่วนร่วมด้วย! และหวังว่าจะรั้งตัวฮ่องเต้ไว้ให้นานที่สุด เผื่อจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง?
หมิ่นก้งนั้นเป็นคนแก่ที่เจนโลก มีหรือจะไม่รู้ทันความคิดของชุยอี้ ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ไม่รู้ว่ามีคนกำลังตามหากันกี่ร้อยกี่พันคน การหาพบแล้วพากลับลั่วหยางได้ก่อนคือความดีความชอบใหญ่หลวง จะมัวชักช้าอยู่ได้อย่างไร? ถ้าเกิดโดนคนอื่นชิงตัวไประหว่างทางจะไม่ได้อะไรเลยใช่ไหม? จึงถลึงตาใส่แล้วพูดว่า “เรื่องด่วนต้องใช้วิธีพลิกแพลง! ขอฝ่าบาทเสด็จทันทีเถิดพ่ะย่ะค่ะ!” ถ้าขืนชักช้าให้คนอื่นมาแย่งความดีความชอบไปข้าจะทำยังไง?
ชุยอี้โกรธจัด อุตส่าห์เป็นเพื่อนกันมา ในยามคับขันกลับคิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง? จึงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังเช่นกันว่า “ขบวนเสด็จของฝ่าบาทยังไม่พร้อม เกรงว่าจะทำให้เสียพระเกียรติ! ไม่ถูกต้องตามธรรมเนียม จะพลิกแพลงได้อย่างไร?” เจ้าจะเอาความดีความชอบไปคนเดียวแล้วทิ้งข้าไว้ แบบนี้มันได้ที่ไหน?
หมิ่นก้งตอบว่า “ข้าน้อยมีม้ามาด้วยหนึ่งตัว ให้ขี่ร่วมกับท่านอ๋องตันลิว (เล่าเหียบ) ได้ ขอเพียงเตรียมม้าอีกหนึ่งตัวให้ฝ่าบาทขี่ก็พอ! ไม่ต้องใช้รถม้าหรือขบวนเสด็จใดๆ เดินทางเบาเพื่อความรวดเร็ว ตรงเข้าลั่วหยาง จะได้ไม่เปิดโอกาสให้คนชั่วฉวยโอกาส” ชุยอี้เอ๋ยชุยอี้ อย่าบอกนะว่าม้าสักตัวเจ้าก็ไม่มี? รถม้าขบวนเสด็จเอิกเกริกขนาดนั้น จะหลบสายตาผู้คนได้อย่างไร?
พูดจบหมิ่นก้งก็ไม่รอให้ชุยอี้พูดอะไรต่อ คว้าแขนเสื้อฮ่องเต้เล่าเปียนแล้วดึงเดินออกไป ทำเอาชุยอี้โกรธจนแทบจะหมดสติ
ชุยอี้โกรธจนหัวเราะ “ดี! ดี! เอาตามที่เจ้าว่า! ไปเตรียมม้ามาหนึ่งตัว!” เจ้านี่มันร้ายนัก!
หมิ่นก้งก็ไม่เกรงใจ ไม่พูดพร่ำทำเพลง พาฮ่องเต้เล่าเปียนและอ๋องตันลิวเล่าเหียบเดินออกไปทันที
เผยเฉียนและชุยโฮ่วคุกเข่าอยู่หน้าประตู พอเห็นหมิ่นก้งพาฮ่องเต้และอ๋องตันลิวออกมา ก็รีบก้มหน้าลง ไม่กล้ามอง
ขาหลายคู่เดินผ่านหน้าไป ทันใดนั้นก็มีเท้าเล็กๆ คู่หนึ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้า เผยเฉียนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ก็เห็นอ๋องตันลิวเล่าเหียบยืนอยู่ตรงหน้า ยื่นมือเล็กๆ ส่งขนมให้ชิ้นหนึ่ง “ขนมนี่อร่อยดี แบ่งให้เจ้ากิน” พูดจบก็ซอยเท้าเล็กๆ วิ่งตามหมิ่นก้งและเล่าเปียนไป
เผยเฉียนจับขนมในมือไว้ด้วยความรู้สึกกึ่งขำกึ่งสงสาร ไอ้หนูนี่ประสาทแข็งไม่เบา เวลานี้แล้วยังห่วงเรื่องขนมอร่อยอีก? พอมองดูดีๆ ก็เป็นแค่ขนมธรรมดาๆ จากห้องครัวตระกูลชุยนั่นแหละ เขาโยนเข้าปากเคี้ยว อาจจะเป็นเพราะตอนเช้ายังไม่ได้กินข้าว ท้องกำลังว่าง เลยรู้สึกว่ามันหวานหอมอร่อยดีเหมือนกัน
________________________________________
ความคิดของหมิ่นก้งนั้นดี แต่น่าเสียดายที่มีคนคิดเหมือนเขายังมีอีกเยอะ เพิ่งจะออกจากบ้านไร่ตระกูลชุยไปได้ไม่ถึงสามลี้ ก็ไปเจอคนกลุ่มหนึ่งเข้า ตอนแรกหมิ่นก้งใช้อำนาจความเป็นขุนนางข่มขู่ชุยอี้ แต่ตอนนี้สถานการณ์พลิกกลับ เขาต้องมาเจอการเหยียดหยามจากคนที่มีตำแหน่งสูงกว่า
ซือถูอ้องอุ้น, ไท่เว่ย์เอียวเปียว, ขุนพลซ้ายสุนเขง, ขุนพลขวาเตียวเบง, ขุนพลหลังเปาสิ้น, ขุนพลกลางอ้วนเสี้ยว… คนเหล่านี้ล้วนมีตำแหน่งสูงกว่าเขาทั้งนั้น ดังนั้นจึงน่าเศร้าที่ภารกิจอัญเชิญเสด็จกลับเมืองหลวงจะไม่มีชื่อของหมิ่นก้งอีกต่อไป คนกลุ่มใหญ่เล่นละครเจ้านายลูกน้องกอดกันร้องไห้อีกรอบ ว่ากันตามตรง น่าจะเป็นฮ่องเต้เล่าเปียนและอ๋องตันลิวเล่าเหียบมองดูเหล่าขุนนางร้องไห้ แล้วก็คอยปลอบประโลมมากกว่า
ส่วนม้าที่ชุยอี้มอบให้เล่าเปียน ทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า การคุ้มครองฝ่าบาทกลับเมืองหลวงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ไว้มีเวลาว่างค่อยคืนม้าให้ชุยอี้สักสองตัว ถือเป็นการขอบคุณอย่างเป็นทางการสำหรับคุณูปการที่เขาทำเพื่อราชวงศ์ฮั่น
แม้จะยังไปไม่ถึงลั่วหยาง แต่คณะของซือถูอ้องอุ้นก็ดีใจกันสุดขีด พวกขันทีถูกกวาดล้าง เครือญาติฝ่ายหญิงก็ถูกกำจัด ตั้งแต่ตั้งราชวงศ์ฮั่นมายังไม่เคยมีท้องฟ้าที่สดใสปานนี้มาก่อน การเมืองจะโปร่งใสได้ถึงเพียงนี้ จะไม่ให้ผู้คนโห่ร้องยินดีได้อย่างไร?
ซือถูอ้องอุ้นมองดูดวงอาทิตย์ที่กำลังโผล่พ้นขอบฟ้า รู้สึกถึงพลังแห่งความถูกต้องที่พวยพุ่งขึ้นในอก ชั่วขณะนั้นเขารู้สึกถึงภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ แผ่นดินที่กว้างใหญ่ไพศาลนี้ ในที่สุดก็ถึงเวลาที่พวกบัณฑิตอย่างพวกตนจะได้แสดงฝีมือเสียที!
แต่ยังไม่ทันจะได้วาดฝันถึงอนาคตอย่างเต็มที่ ก็รู้สึกได้ถึงความสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงของแผ่นดิน ม้าที่ทุกคนขี่เริ่มกระสับกระส่ายและส่งเสียงร้อง
ซือถูอ้องอุ้นหันขวับไปมองแต่ไกล ธงผืนใหญ่ถูกชูขึ้นสูง จากนั้นไม่นานก็ปรากฏธงทิวอีกมากมาย ปลิวไสวในสายลม ภายใต้ธงเหล่านั้นคือกองทัพมืดฟ้ามัวดินที่หลั่งไหลมาตามถนนราวกับกระแสน้ำหลาก
ซือถูอ้องอุ้นมือเท้าสั่นเทา ทำอะไรไม่ถูก โชคดีที่ขุนพลหลังเปาสิ้นลุกขึ้นมาตะโกนสั่งให้เหล่าองครักษ์ตั้งค่ายกล ปกป้องฮ่องเต้ อ๋องตันลิว และเหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นไว้ตรงกลาง
ชั่วพริบตากองทัพก็มาถึง ล้อมกรอบค่ายกลเล็กๆ นั้นไว้อย่างแน่นหนา องครักษ์ที่อยู่วงนอกสุดอดไม่ได้ที่จะหน้าซีดเผือด ไม่ต้องพูดถึงขุนนางฝ่ายบุ๋นที่ไม่เคยผ่านศึกสงครามที่อยู่ตรงกลางเลย
อ้วนเสี้ยวชักม้าไปอยู่ข้างเปาสิ้น ตะโกนถามเสียงดัง “ผู้มาเยือนคือใคร?”
ภายใต้ธงทิวถูกแหวกออกเป็นทาง ชายผู้หนึ่งขี่ม้าออกมายืนอยู่ตรงกลาง ร่างกายกำยำ หน้าตาถมึงทึง กวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างเย็นชา สะบัดแส้ม้าในมืออย่างไม่ใส่ใจ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน “ฮ่องเต้อยู่ที่ใด?”
เหล่าองครักษ์ไม่อาจต้านทานบารมีของตั๋งโต๊ะได้ ต่างก็หันไปมองตรงกลางค่ายกลโดยสัญชาตญาณ
ตั๋งโต๊ะมองตามสายตาของเหล่าองครักษ์เข้าไป แต่น่าเสียดายที่ถูกผู้คนบังจนมิด มองไม่เห็นอะไรเลย เขาไม่พอใจอย่างมาก จึงใช้แส้ม้าชี้ “ทหาร แหวกทางให้ข้า!”
ทันใดนั้น ทหารสวมเกราะก็บุกทะลวงเข้าไปหมายจะทำลายค่ายกล ชั่วพริบตาก็เกิดการปะทะกันด้วยอาวุธ สถานการณ์ตึงเครียดถึงขีดสุด
ท่ามกลางค่ายกล ฮ่องเต้เล่าเปียนกำบังเหียนม้าแน่น ทั้งชีวิตเขาไม่เคยเห็นเลือดมากเท่าเมื่อคืนนี้เลย หลายครั้งที่เลือดอุ่นๆ สาดกระเซ็นใส่ใบหน้าและร่างกายของเขา คนคุ้นเคยที่เคยอยู่เคียงข้างเขา ล้วนถูกคนวิ่งไล่ฆ่าราวกับไก่กับหมาทีละคนๆ
เขาเพิ่งจะได้ลิ้มรสการเป็นฮ่องเต้ แต่ชั่วพริบตาก็รู้สึกเหมือนความตายอยู่ห่างไปเพียงก้าวเดียว
เขาหวาดกลัว เขาตื่นตระหนก เขากลัวว่าวินาทีต่อไปเขาจะกลายเป็นเหมือนคนที่ตายไปแล้ว จากร่างอุ่นๆ ที่มีชีวิตกลายเป็นศพที่เย็นเฉียบและซีดเผือด
วันนี้เพิ่งจะมีคนมาปกป้อง มาห้อมล้อม จิตใจของเขาเพิ่งจะสงบลงได้บ้าง คิดว่าจะได้กลับลั่วหยาง กลับไปในที่ที่เขาคุ้นเคย นึกไม่ถึงว่าจะมาถูกขวางทางอยู่ที่นี่
คนพวกนี้ดูเหมือนทหารสวมเกราะที่บุกเข้าวังเมื่อคืนนี้ไม่มีผิด หน้าตาถมึงทึง ทั่วทั้งตัวแผ่รังสีคาวเลือดจนน่าสะอิดสะเอียน…
เขาหวาดกลัวจริงๆ
เขาไม่อยากตายจริงๆ
ฮ่องเต้เล่าเปียนไม่อาจรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันนี้ได้ ภายในลำคอมีเสียงดังครืดคราด ร่างกายโอนเอนไปมาบนหลังม้าแทบจะร่วงลงมา

0 Comments