ตอนที่ 139 การสนทนาแบบถอดหมวก
แปลโดย เนสยังขณะที่เฟยเฉียนกำลังคุยกับสวีซู่ ผางถ่งและจ่าวจือก็กลับมาจากข้างนอก
ผางถ่งชะเง้อคอมองเข้ามาด้านใน กล่าวว่า “จื่อเยวียน คนนั้น… คนนั้นกลับมาหรือยัง?”
ฟังดูตลกดี ตระกูลผางและตระกูลหวงมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน คนรุ่นหลังก็ไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ ผางถ่งอายุน้อยกว่าหวงเยว่อิงเล็กน้อย คาดว่าตั้งแต่เด็กจนโตคงโดนหวงเยว่อิงรังแกมาไม่น้อย ดังนั้นตอนที่หวงเยว่อิงกำลังจะแต่งงานกับเฟยเฉียน ผางถ่งจึงรู้สึกดีใจมาก ในที่สุดก็มีคนมาจัดการกับหวงเยว่อิงได้เสียที
ผางถ่งคิดว่าเมื่อยัยเด็กป่าเถื่อนแห่งตระกูลหวงแต่งงานไปแล้ว อย่างน้อยก็น่าจะสำรวมนิสัยลงบ้าง และนี่ก็เป็นโอกาสดีที่เขาจะได้เอาคืนหลังจากถูกรังแกมานานหลายปี
แต่คิดไม่ถึงว่าเฟยเฉียนแทบจะไม่เคยผูกมัดความเป็นธรรมชาติของหวงเยว่อิงเลย ไม่เคยตั้งกฎเกณฑ์ว่าสิ่งนี้ห้ามทำ สิ่งนั้นทำไม่ได้ ดังนั้นเวลาหวงเยว่อิงรับมือกับการล้อเลียนของผางถ่ง หากเถียงชนะก็นับว่าโชคดีไป แต่ถ้าเถียงสู้ไม่ได้ นางก็จะลงไม้ลงมือทันที ทำเอาผางถ่งอึดอัดใจสุดๆ ได้แต่บ่นว่านี่มันกิ่งทองใบหยกชัดๆ เฟยเฉียนมีประวัติชอบรังแกคนที่อายุน้อยกว่าและแรงน้อยกว่าอยู่แล้ว พอมาจับคู่กับหวงเยว่อิงที่ป่าเถื่อนแบบนี้ก็เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย มีแต่เขาคนเดียวนี่แหละที่ต้องรับเคราะห์…
เฟยเฉียนย่อมรู้ดีว่าผางถ่งหมายถึงใคร เขาจึงยิ้มและตอบว่า “ยังไม่กลับ มีธุระติดพันอยู่ที่นั่นน่ะ”
“อ้อ…” ผางถ่งเดินเข้ามาใกล้ ปากก็บ่นงึมงำเสียงเบา “…ถ้าอย่างนั้นก็ให้อยู่ที่นั่นไปตลอดเลยก็ดีสิ…”
เมื่อสวีซู่เห็นผางถ่ง เขาก็ยืนขึ้นอย่างสำรวม และสละที่นั่งฝั่งขวาของเฟยเฉียนให้ รอจนผางถ่งและจ่าวจือนั่งลงแล้ว เขาจึงไปนั่งที่นั่งด้านล่าง
เฟยเฉียนมองดูเหตุการณ์ทั้งหมด ก็เกิดความคิดขึ้นมา มิน่าล่ะช่วงนี้ถึงรู้สึกว่าสวีซู่มีพฤติกรรมแปลกๆ ที่แท้ก็ไม่ใช่แค่เรื่องรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่รวมถึงการกระทำด้วย ดูการกระทำของสวีซู่ตอนนี้สิ ไม่เหมือนคนที่มีความมั่นใจและเต็มไปด้วยสติปัญญาอย่างในประวัติศาสตร์เลยสักนิด กลับดูเหมือนไท่สื่อหมิงที่เพิ่งมาใหม่ ที่ทั้งเกร็งและมีความไม่มั่นใจในตัวเองอยู่บ้าง
เมื่อนึกถึงไท่สื่อหมิง เฟยเฉียนก็เดาว่าเขาคงหมกตัวอ่านหนังสืออยู่ในห้องเหมือนสวีซู่แน่ๆ จึงตะโกนเรียกให้เขาออกมา อย่างไรเสียเมื่อมีโอกาสดีๆ ที่ทุกคนอยู่พร้อมหน้ากันแบบนี้ ก็ถือเป็นโอกาสดีในการพูดคุยและทำความรู้จักกัน การอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน หากทำตัวห่างเหินเกินไปก็คงไม่สนุก
ไท่สื่อหมิงเดินออกมาจากห้อง เมื่อเห็นว่ามีคนอยู่มากมายก็รู้สึกประหม่า เบิกตากว้างทำตัวไม่ถูก
สวีซู่ สวีหยวนจื่อ เห็นดังนั้น ก็ยืดตัวขึ้นและเรียกให้ไท่สื่อหมิงมานั่งข้างๆ จึงช่วยคลี่คลายความกระอักกระอ่วนของไท่สื่อหมิงได้
เฟยเฉียนถอดหมวกบนศีรษะออก วางไว้บนโต๊ะตรงหน้า แล้วกล่าวว่า “พอดีเลย วันนี้ทุกคนว่างพร้อมกัน เรามานั่งคุยกันสบายๆ เถอะ ตามหลักแล้ว หากนับตามอายุ หยวนจื่ออายุมากที่สุด หากนับตามชาติตระกูล ซื่อหยวนย่อมสูงส่งที่สุด แต่ข้าขอเสนอว่า ในเมื่อเรามาอยู่ร่วมชายคาเดียวกันแล้ว ก็ควรเคารพและรักใคร่กลมเกลียวกัน ดังนั้นวันนี้เรามาละทิ้งยศถาบรรดาศักดิ์ แล้วมาคุยกันแบบสบายๆ ดีไหม ซื่อหยวน เจ้าว่าอย่างไร?”
ผางถ่งยื่นมือไปถอดหมวกของตัวเองออกเช่นกัน กล่าวว่า “ดีสิ ทุกวันต้องใส่ไอ้ของพรรค์นี้หนักชะมัด ถอดออกให้สบายหัวบ้างก็ดี…”
อย่าเห็นว่าผางถ่งหน้าตาธรรมดาเชียว ความคิดความอ่านของเขานั้นเฉียบแหลมเป็นที่หนึ่ง เขารู้ดีว่าเฟยเฉียนจงใจถามเขาเพียงคนเดียวหมายความว่าอย่างไร ก่อนหน้านี้เขาไม่ค่อยเป็นมิตรกับสวีซู่นัก หากปล่อยไว้นานไป ทั้งสองคนก็ย่อมต้องเกิดความบาดหมางกัน และสวีซู่ก็กำลังศึกษาอยู่กับผางเต๋อกง แม้จะเป็นเพียงความผิดพลาดที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่หากคนภายนอกรู้ว่าเขาเข้ากับสวีซู่ไม่ได้ คนที่จะเสียหน้าก็คงไม่ใช่แค่ตัวเขาเพียงคนเดียว
ดังนั้นเมื่อมีโอกาสปรับปรุงความสัมพันธ์เช่นนี้ ก็ถือเป็นเรื่องดี อย่างน้อยก็ไม่ต้องมานั่งอึดอัดใส่กัน ผางถ่งคิดตกในชั่วพริบตา จึงให้ความร่วมมือด้วยการพูดจาติดตลกและถอดหมวกออก
และก็เป็นไปตามคาด การกระทำของผางถ่งทำให้สวีซู่และไท่สื่อหมิงผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งคู่ถอดหมวกออกตาม ส่วนจ่าวจือที่มักจะเป็นคนดีตามแบบฉบับสวีซู่คนที่สองอยู่แล้ว ย่อมไม่มีความเห็นขัดแย้งใดๆ
ผางถ่งส่ายหัวไปมา กล่าวว่า “จื่อเยวียน ได้ยินมาว่าไคว่เยว่แห่งตระกูลไคว่ มาขอขมาท่านถึงที่นี่เลยหรือ?”
จ่าวจือที่อยู่ด้านข้างก็ถามด้วยความสนใจเช่นกัน “ใช่แล้ว จื่อเยวียน เรื่องนี้เป็นความจริงหรือ?”
เฟยเฉียนรู้สึกประหลาดใจ อดถามไม่ได้ว่า “พวกเจ้าสองคนไม่ได้เข้าไปซื้อของในเมืองหรอกหรือ? ทำไมถึงรู้เรื่องนี้ได้ล่ะ?” หรือว่าจะบังเอิญเจอกันกลางทาง? ก็ไม่น่าใช่ ตอนไคว่เยว่แห่งตระกูลไคว่มา ก็ไม่ได้จัดขบวนใหญ่โตอะไร เป็นแค่รถม้าธรรมดาๆ คันหนึ่ง ไม่มีป้ายชื่อตระกูล ต่อให้เจอกันก็คงจำไม่ได้หรอกมั้ง?
“เฮ้อ ในเมืองเขาพูดกันให้แซ่ดไปหมดแล้ว…” จ่าวจือกล่าว
ผางถ่งสังเกตสีหน้าของเฟยเฉียน ก็อดที่จะส่งเสียงหึในคอไม่ได้ กล่าวว่า “ดูท่าคงจะเป็นความจริง… หึ ตระกูลไคว่นี่…” ผางถ่งค่อนข้างจะดูแคลนตระกูลไคว่ การเล่นลูกไม้แบบนี้มันดูเล็กน้อยเกินไป
เฟยเฉียนหัวเราะหึๆ เขาเข้าใจเรื่องทั้งหมดแล้ว ไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่ตระกูลไคว่ส่งไคว่เยว่มาขอขมา ย่อมต้องทำให้การกระทำนี้เกิดประโยชน์สูงสุด มิฉะนั้นก็เท่ากับเสียหน้าไปเปล่าๆ โดยไม่บรรลุเป้าหมายอะไรเลย ในเมื่อที่เขาหลู่ซานมีคนเห็นเพียงไม่กี่คน หากเอาไปป่าวประกาศในเมือง ก็คงจะรู้กันทั่ว…
เฟยเฉียนพูดหยอกล้อว่า “นั่นก็เพราะเห็นแก่หน้าซื่อหยวนต่างหากล่ะ…”
“ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับข้าเลยสักนิด? ชัดเจนว่าตอนนี้ท่านเฟยจื่อเยวียนกำลังได้ใจต่างหาก!” ผางถ่งตอบกลับอย่างไม่เกรงใจ
“ฮ่าฮ่า จะเป็นไปได้อย่างไร ช่วงสองวันนี้ข้ารู้สึกว่าตัวเองผอมลงด้วยซ้ำ!” เฟยเฉียนหัวเราะร่า มองดูบรรยากาศกระอักกระอ่วนระหว่างเขากับผางถ่งที่ค่อยๆ คลายลงจากการหยอกล้อกัน จึงกล่าวว่า “เอาล่ะ ไม่พูดเรื่องนั้นแล้ว ช่วงสองวันนี้ข้ากำลังคิดปัญหาเล็กๆ น้อยๆ อยู่ อยากจะให้ทุกคนช่วยกันคิดหน่อย…”
“ตระกูลใหญ่คือสิ่งใด?”
“ราษฎรสามัญคือสิ่งใด?”
“แผ่นดินนี้ ถูกชักนำโดยตระกูลใหญ่หรือราษฎรสามัญ?”
จ่าวจืออดไม่ได้ที่จะร้องออกมา “โอ้โห! จื่อเยวียน คำถามแบบนี้ท่านยังเรียกว่าปัญหาเล็กๆ น้อยๆ อีกหรือ ถ้าอย่างนั้นปัญหาใหญ่ของท่านคืออะไรล่ะ!”
“ปัญหาใหญ่น่ะหรือ อย่างเช่น คืนนี้เราจะกินอะไรดี กินข้าวฟ่างหรือข้าวสาลีดี นี่แหละคือปัญหาใหญ่…” คำตอบที่จริงจังเกินเหตุของเฟยเฉียนเรียกเสียงโห่ฮาจากทุกคนได้ทันที แต่เจตนาของเฟยเฉียนทุกคนก็เข้าใจดี คืออยากให้ทุกคนทำตัวสบายๆ นึกอะไรออกก็พูดมาได้เลย
จ่าวจือหัวเราะร่า ชี้ไปที่ผางถ่งแล้วกล่าวว่า “ตระกูลใหญ่น่ะหรือ เขานี่แหละคือตระกูลใหญ่!”
ผางถ่งรีบปฏิเสธ ชี้ไปที่เฟยเฉียนแล้วร้องว่า “นี่ต่างหากล่ะตระกูลใหญ่ของจริง! ข้าเป็นแค่ราษฎรสามัญ!”
สวีซู่ก็ผ่อนคลายลงเช่นกัน ชี้ไปที่ตัวเองแล้วกล่าวว่า “ข้าต่างหากล่ะคือราษฎรสามัญ…”
ไท่สื่อหมิงที่อยู่ด้านข้างก็พลอยสนุกไปด้วย ยิ้มแล้วกล่าวว่า “พูดแบบนี้ ข้าก็คงเป็นราษฎรสามัญด้วยสินะ!”
เฟยเฉียนหัวเราะลั่น ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ล้วนถูกต้อง และล้วนไม่ถูกต้อง! หากเป็นความคิดของข้า ราษฎรสามัญและตระกูลใหญ่ไม่ได้แบ่งแยกกันเช่นนี้!”
“ถ้าอย่างนั้นท่านลองพูดมาสิ?”
เฟยเฉียนหยิบม้วนตำราขึ้นมาม้วนหนึ่ง วางไว้ด้านซ้ายของโต๊ะ แล้วกล่าวว่า “สมมติว่านี่คือราษฎรสามัญ…”
จากนั้นก็หยิบม้วนตำราอีกม้วนหนึ่งไปวางไว้ด้านขวา แล้วกล่าวว่า “นี่คือตระกูลใหญ่…”
สุดท้ายก็ชี้ไปที่ช่องว่างระหว่างม้วนตำราทั้งสอง แล้วกล่าวว่า “…ส่วนพวกเราทุกคน น่าจะอยู่ตรงจุดนี้…”

0 Comments