ตอนที่ 138 ตระกูลใหญ่และราษฎรสามัญ
แปลโดย เนสยังเฟยเฉียนส่งยิ้มและเดินไปส่งไคว่เยว่จนไกล รอจนกระทั่งรถม้าของไคว่เยว่ลับสายตาไป เขาจึงหุบรอยยิ้มแล้วหันหลังเดินกลับ
เฟยเฉียนไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า ไคว่เยว่แห่งตระกูลไคว่ จะตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดขนาดนี้ ความกล้าหาญที่แสดงออกมานับว่าน่าทึ่งมาก
ไคว่เยว่เดินทางมาที่ตีนเขาหลู่ซานเพื่อเข้าพบเฟยเฉียนด้วยตนเอง และเมื่อพบหน้าเฟยเฉียน เขาก็คำนับและกล่าวขอขมาทันที
ตอนนั้นทำเอาเฟยเฉียนถึงกับตกใจ เขาไม่นึกจริงๆ ว่าไคว่เยว่จะยอมลดตัวลงมาได้ขนาดนี้…
เฟยเฉียนย่อมไม่ทำตัวสร้างความลำบากให้ ในเมื่อไคว่เยว่ยอมลดตัวลงมาต่ำขนาดนี้ เพื่อเป็นการให้เกียรติเฟยเฉียน รวมถึงตระกูลผางและตระกูลหวงที่อยู่เบื้องหลัง หากเฟยเฉียนยังทำตัวจองหองและจงใจหาเรื่อง มันก็จะกลายเป็นความผิดของเฟยเฉียนเสียเอง
ดังนั้นเฟยเฉียนจึงรับฟังไคว่เยว่กล่าวอ้างข้อแก้ตัวต่างๆ นานา เช่น ถูกเสมียนที่มีเจตนาไม่ดีหลอกลวงบ้าง หรือวู่วามทำเรื่องโง่เขลาลงไปบ้าง ด้วยรอยยิ้ม โดยไม่ได้พูดเปิดโปง อย่างไรเสียเรื่องราวแท้จริงเป็นอย่างไรต่างฝ่ายต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจ ปล่อยให้ไคว่เยว่พูดไปเถอะ เขาแค่ฟังก็พอ ถือซะว่าฟังนิทาน
การที่ไคว่เยว่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก่อนเขาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ แต่กลับยอมทิ้งหน้าตาตัวเองได้อย่างง่ายดาย ความสามารถในการอดทนอดกลั้นแบบนี้ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ เฟยเฉียนอดไม่ได้ที่จะคิดในใจว่า หากเปลี่ยนเป็นตัวเองก็อาจจะยังทำได้ไม่ค่อยเป็นธรรมชาตินัก แต่ไคว่เยว่แห่งตระกูลไคว่กลับทำได้อย่างแนบเนียน นี่คือวิถีแห่งการรุกรับของตระกูลใหญ่ที่เล่นได้อย่างเชี่ยวชาญจริงๆ…
แต่ถึงกระนั้น เขาก็ไม่มีข้ออ้างที่จะไปหาเรื่องไคว่เยว่อีก อย่างน้อยก็ในตอนนี้ กฎของตระกูลใหญ่ก็เป็นเช่นนี้ ในเมื่อตระกูลไคว่ส่งไคว่เยว่มาขอขมา แสดงท่าทียอมรับความพ่ายแพ้แล้ว ในฐานะผู้ชนะ เฟยเฉียนก็ต้องไว้หน้าบ้าง เว้นเสียแต่ว่าเขาจะตั้งใจสู้กับตระกูลไคว่ให้ตายกันไปข้างหนึ่ง มิฉะนั้นเรื่องนี้ก็ถือว่ายุติลงชั่วคราวเพียงเท่านี้
นี่แหละคือตระกูลใหญ่!
เฟยเฉียนกลับเข้าไปในเรือนไม้ เดินไปพลางก็ส่ายหน้าและทอดถอนใจไปพลาง
สวีซู่ สวีหยวนจื่อ เดินออกมาจากในห้อง บังเอิญชนเข้ากับเฟยเฉียนพอดี เขาจึงหลบไปยืนด้านข้าง เพื่อให้เฟยเฉียนเดินไปก่อน
“หยวนจื่อ ท่านกำลังจะไปไหนหรือ?” เฟยเฉียนมักจะรู้สึกว่าสวีซู่ สวีหยวนจื่อ มีความขัดแย้งในตัวเองอยู่บ้าง แต่ความขัดแย้งที่ว่านี้ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นแค่เรื่องของรูปร่างภายนอกเท่านั้น น่าจะมีสาเหตุอื่นด้วย…
สวีซู่ สวีหยวนจื่อ ชี้ไปที่ม้วนตำราในมือ แล้วตอบว่า “ข้าเพิ่งอ่านตำราเล่มนี้จบ กำลังจะไปเปลี่ยนเล่มใหม่ที่ห้องโถงด้านหน้า”
เรือนที่เฟยเฉียนสร้างขึ้นที่ตีนเขาหลู่ซาน เดิมทีไม่คิดว่าจะมีคนมาอยู่เยอะขนาดนี้ จึงตั้งใจจะใช้ห้องหนึ่งเป็นห้องสมุด แต่ตอนนี้ทั้งห้าห้องมีคนอยู่เต็มไปหมด จึงต้องย้ายชั้นหนังสือไปไว้หลังฉากกั้นในห้องโถงด้านหน้า ตำราคัมภีร์และงานประพันธ์ทั่วไปก็วางไว้ที่นั่น ใครอยากอ่านก็หยิบได้ตามสบาย ถือว่าสะดวกดี…
แต่ตำราพิเศษบางเล่ม อย่างเช่น “ลิ่วเทา” ที่เฟยเฉียนกำลังอ่าน หรือตำราเกษตรกรรมที่จ่าวจืออ่าน ก็เก็บไว้ในห้องส่วนตัว ผางถ่งเองก็ดูเหมือนจะมีตำราบางเล่มที่ไม่ได้หยิบออกมาให้ใครเห็นง่ายๆ อยู่ในห้องเช่นกัน
เฟยเฉียนอยากจะพูดคุยกับสวีซู่ สวีหยวนจื่อ มาตลอด แต่หลายวันมานี้วิ่งวุ่นไปมาจนไม่มีเวลา วันนี้บังเอิญเจอกันพอดี จึงดึงสวีซู่ไปนั่งที่ห้องโถงด้านหน้า และเริ่มพูดคุยกัน
พูดกันตามตรง แม้จะได้เห็นรูปร่างหน้าตาของสวีซู่มาหลายครั้งแล้ว แต่เฟยเฉียนก็ยังไม่ค่อยชินเท่าไหร่นัก รูปร่างที่สูงใหญ่กำยำ กว้างกว่าเขามากโข หากมายืนตรงหน้าก็บังเขาเสียมิด แล้วคนตัวใหญ่เบ้อเริ่มแบบนี้ เข้าไปอยู่ในค่ายของเฉาเชาแล้วไม่ปริปากพูดสักคำ ทำตัวเป็นตัวประกอบได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น การพรรณนาในสามก๊กอาจจะมีปัญหาเล็กน้อย เฉาเชาคนนั้น แม้จะรักคนเก่ง แต่เวลาฆ่าคนเก่งก็ไม่เคยปรานี ในประวัติศาสตร์ก็มีคนเก่งถูกเขาฆ่าตายไปไม่น้อย แล้วสวีซู่เป็นแบบนี้ เฉาเชาจะทนได้หรือ? แถมยังทนมาตั้งสิบยี่สิบปี?
ดังนั้นเรื่องนี้จะต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังแน่ๆ…
แต่ตอนนี้มันยังไม่ถึงเวลานั้น สวีซู่ยังไม่ได้เจอหลิวเป้ยจอมหูยาวเลยด้วยซ้ำ
“หยวนจื่อ อยู่ที่นี่คุ้นเคยดีหรือไม่?” เฟยเฉียนใช้วิธีชวนคุยแบบคลาสสิก การจะเปิดบทสนทนาย่อมต้องเริ่มจากเรื่องทั่วๆ ไป
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ สวีซู่ก็ต้องขอบคุณเฟยเฉียนจริงๆ หนึ่งคือเพราะเฟยเฉียนสร้างเรือนไม้หลังนี้ขึ้น สวีซู่จึงมีโอกาสได้พักอยู่ที่ตีนเขาหลู่ซาน มิฉะนั้นก็ต้องเข้าไปอยู่ในปี้ยงที่หลิวเปี่ยวตั้งขึ้นในเมืองเซียงหยาง ซึ่งนอกจากจะต้องเสียค่าใช้จ่ายแล้ว ยังไม่สะดวกสบายเท่าตอนนี้อีกด้วย อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องนิสัยส่วนตัวของเขาเอง แม้เขาจะรู้ดี แต่การกรนนี้ก็… ควบคุมไม่ได้จริงๆ… เฟยเฉียนจึงได้นำผ้าฝ้าย ป่าน และเศษไม้ไผ่ มาบุผนังห้องของสวีซู่ให้หนาขึ้น เพื่อให้เขาสามารถนอนกรนได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องทนเห็นสายตาขุ่นเคืองของผางถ่งทุกครั้งที่เจอกัน…
เมื่อคิดได้เช่นนี้ สวีซู่จึงประสานมือกล่าวขอบคุณเฟยเฉียน นี่ถือเป็นการช่วยเหลือเขาอย่างมาก เพราะเขามาขอร่ำเรียนกับผางเต๋อกง แม้การกรนจะเป็นเรื่องที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่หากไปรบกวนให้ผางถ่งหลานชายของผางเต๋อกงไม่ได้หลับไม่ได้นอน เขาก็คงไม่มีหน้าจะอยู่ต่อไป
เฟยเฉียนยิ้มและกล่าวว่า “การได้มาพบเจอกันก็ถือเป็นบุพเพสันนิวาส ยิ่งไปกว่านั้นพวกเราต่างก็เป็นศิษย์ของท่านผาง ถือว่าเป็นศิษย์ร่วมสำนักกันแล้ว ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอก จริงสิ ข้ายังไม่มีโอกาสได้ถามเลย ท่านไปรู้จักกับท่านซือหม่าฮุยได้อย่างไร?”
เมื่อพูดถึงท่านซือหม่าฮุย สวีซู่ก็ยิ้มและกล่าวว่า “ก็เหมือนกับที่จื่อเยวียนเพิ่งกล่าวไปนั่นแหละ ถือเป็นบุพเพสันนิวาสเช่นกัน ตอนนั้นข้า… ข้าไม่ปิดบังจื่อเยวียนหรอก ตอนนั้นข้าไปก่อคดีบางอย่าง ถูกเจ้าหน้าที่ทางการจับตัวได้ โชคดีที่ได้สหายร่วมหมู่บ้านช่วยชีวิตไว้ ส่วนท่านแม่ของข้า…”
สวีซู่ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อ “ท่านแม่ของข้าวิ่งเต้นไปทั่วเพื่อเรื่องของข้า ยอมสละทรัพย์สินจนหมดเนื้อหมดตัว แต่ก็ยังไม่มีผู้ใดรับข้าเข้าศึกษา ไม่มีหนทางให้ร่ำเรียน โชคดีที่สือกว่างหยวน สหายร่วมหมู่บ้าน แนะนำให้ไปพบท่านซือหม่าฮุย จึงมีวาสนาได้มากราบท่านผางเป็นอาจารย์…”
ที่แท้สวีซู่ก็เกิดในตระกูลเจ้าของที่ดินขนาดกลางและขนาดย่อม แม้ครอบครัวจะไม่ได้ร่ำรวยล้นฟ้า แต่ก็ถือว่าพอมีพอกิน อย่างน้อยก็สามารถส่งเสียให้เขาเรียนเพลงทวนและกระบองได้ วันๆ ก็เอาแต่รวมกลุ่มกับเพื่อนฝูง ทำตัวเป็นนักเลงหัวไม้ คล้ายๆ กับพวกเด็กแว้นในยุคหลัง จะบอกว่าเป็นคนดีก็คงไม่ใช่ แต่จะบอกว่าเป็นคนเลว ก็ไม่ได้ถึงขั้นไปขโมยหรือปล้นใคร…
แต่สวีซู่วู่วาม ไปออกหน้าแทนผู้อื่น ลงมือไม่ระวังจนพลั้งมือทำคนตาย ถึงได้รู้จัดหวาดกลัว แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตามจับได้ระหว่างหลบหนี ถูกมัดประจานอยู่กับเสาไม้ และเกือบจะถูกประหารชีวิตแล้ว โชคดีที่เพื่อนฝูงที่เคยเที่ยวเล่นด้วยกันยังพอมีน้ำใจ สร้างความวุ่นวายขึ้นจนสามารถช่วยสวีซู่หนีรอดมาได้
สวีซู่ผู้ได้รับชีวิตใหม่ จึงเปลี่ยนชื่อจากสวีฝูเป็นสวีซู่ และได้รับคำแนะนำจากท่านซือหม่าฮุย จึงได้เดินทางรอนแรมมาฝากตัวเป็นศิษย์ของผางเต๋อกง
เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ สวีซู่ก็รู้สึกเศร้าใจ ทอดถอนใจแล้วกล่าวว่า “เดิมทีครอบครัวข้าแม้ไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็มีกินมีใช้ไม่ขาดแคลน แต่บัดนี้กลับต้องกลายเป็นราษฎรสามัญ เหลือที่นาเพียงน้อยนิด แม้แต่มารดาผู้ชราของข้า ก็ยังต้องกลับไปทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ… แท้จริงแล้ว ข้าคือคนบาปของตระกูลสวี…”
เฟยเฉียนนิ่งเงียบไป นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้สวีฝูเปลี่ยนชื่อเป็นสวีซู่ (ซู่ หมายถึง สามัญชน) ก็เป็นได้…

0 Comments