ตอนที่ 127 ท่านแทงเถอะ
แปลโดย เนสยังหลังจากวุ่นวายมาทั้งวัน ในที่สุดพิธีแต่งงานก็เสร็จสิ้นลง เฟยเฉียนทิ้งผางถ่งและคนอื่นๆ ที่คอยโห่ร้องเชียร์อยู่ข้างนอก แล้วเดินเข้าไปในห้องหอ
พิธีแต่งงานจัดขึ้นที่ตีนเขาหลู่ซาน โดยมีการสร้างกระโจมสีเขียว (ชิงหลู) ไว้ด้านนอกเรือนไม้ เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีไหว้ฟ้าดิน จากนั้นก็มีการขึงผ้าใบชั่วคราวบนลานกว้างเพื่อบังลมภูเขา จุดคบเพลิงเพื่อบรรเทาความหนาวเย็น และเนื่องจากมีแขกมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก แม้จะเป็นช่วงเดือนอ้าย แต่อุณหภูมิก็ถือว่าพอทนได้
ผางถ่ง จ่าวจือ และสวีซู่ กำลังช่วยเฟยเฉียนรับแขกที่มาร่วมงานแต่งอยู่ด้านนอก เฟยเฉียนเองก็ดื่มฉลองไปถึงสามรอบแล้ว แม้สุราในยุคราชวงศ์ฮั่นจะมีดีกรีต่ำ แต่เขาก็เริ่มรู้สึกมึนๆ แล้ว ทว่าไอ้พวกชอบดูเรื่องสนุกพวกนี้กลับยังจะยุให้เขาไปดื่มต่ออีกรอบที่สี่…
ยังมีรอบที่สี่อีกหรือ? แล้วหลังจากรอบที่สี่จะมีรอบที่ห้าอีกไหม?
เฟยเฉียนรู้สึกว่าขืนปล่อยไว้แบบนี้คงไม่มีวันจบสิ้นแน่ เขาจึงตัดสินใจชิ่งหนี ปล่อยให้ผางถ่งและคนอื่นๆ หัวเราะเยาะกันอยู่ข้างนอก เขาไม่สนแล้ว ใครอยากจะหัวเราะก็หัวเราะไปเถอะ ขืนออกไปก็ตายลูกเดียว…
และก็เป็นอย่างที่คิด เมื่อเห็นว่าเฟยเฉียนไม่ออกมา พวกตัวแสบที่ชอบส่งเสียงเชียร์อยู่หน้าห้องหอก็ค่อยๆ สลายตัว แยกย้ายกันไปหาคนดื่มเหล้าด้วย
เฟยเฉียนเพิ่งจะได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่พอหันกลับมามองเด็กสาวตัวเล็กๆ ตรงหน้า เขาก็ต้องกลับมารู้สึกปวดหัวอีกครั้ง
หากเป็นในยุคหลัง อายุขนาดนี้น่าจะเพิ่งอยู่ชั้นมัธยมต้นเท่านั้น แต่พอมาอยู่ในยุคราชวงศ์ฮั่น กลับถึงวัยที่สามารถออกเรือนได้แล้ว นี่มันเรื่องดีหรือไม่ดีกันแน่นะ…
แท้จริงแล้ว เฟยเฉียนไม่รู้เลยว่า เจ้าสาวตรงหน้านี้ยังไม่ถือว่าอายุน้อยที่สุด ลองนึกถึงตอนที่เตียวหุย (จางเฟย) ฉุดคร่าเด็กสาวตระกูลแฮหัว (เซี่ยโหว) สิ เด็กสาวผู้โชคร้ายคนนั้นอายุแค่สิบสองหรือสิบสามเองมั้ง?
ก็คงประมาณนั้นแหละ
“แบบนั้นจะดีหรือ! ท่านแม่บอกให้เรียกแบบนี้! อืม… แต่ก็บอกด้วยว่า ต้องเชื่อฟังคำพูดของ… ของ… ของท่านพี่…”
“เอาเถอะ ตามใจเจ้าเลย คิดว่าเรียกแบบไหนถนัดก็เรียกแบบนั้นเถอะ” เฟยเฉียนตอบอย่างจนใจ “มาเล่าต่อสิว่าเจ้าเจอข้าตอนไหน?”
“อืม วันนั้นที่บาดเจ็บตรงประตูเมืองเซียงหยาง เสี่ยวโม่โต่วก็… อ้อ เสี่ยวโม่โต่วคือสาวใช้คนสนิทของข้าเอง…”
เฟยเฉียนพยักหน้า ในใจแอบขำ สาวใช้บ้านอื่นมักจะมีชื่อเพราะๆ อย่างเช่น บัวเขียว ผีเสื้อสีรุ้ง หรือแหนเขียว อะไรทำนองนี้ แต่แม่หนูคนนี้กลับชื่อ ‘โม่โต่ว’ (เต๊าตีเส้น) โชคดีนะที่ไม่ตั้งชื่อว่า ‘กบไสไม้’ หรือ ‘เลื่อย’ …
“ตอนที่เสี่ยวโม่โต่วออกมาตามหาพวกท่าน พวกท่านก็ไปกันหมดแล้ว หลังจากนั้น ในงานแต่งงานของท่านผู้ว่าการหลิว เสี่ยวโม่โต่วเห็นท่านเข้า ก็รู้สึกว่ารูปร่างคล้ายกันมาก จึงไปขอให้ผางถ่งช่วยดู…”
“แค่ให้ผางถ่งดูแวบเดียวก็แน่ใจเลยหรือ? ถ้าบังเอิญมีคนอื่นที่หัวแตกเหมือนกันล่ะ?”
“ตอนนั้นก็ยังไม่แน่ใจนักหรอก แต่หลังจากนั้น ผางถ่งพาท่านมาทำลูกธนูที่บ้านข้า แล้วยังได้เจอลุงฝูอีก… อืม ข้าเรียกเขาแบบนี้ได้ไหม?” หวงเยว่อิงกะพริบตาปริบๆ ถาม
“ได้สิ ข้าก็เรียกแบบนี้ เจ้าก็เรียกได้เหมือนกัน”
“อืม ตอนนั้นข้ากับเสี่ยวโม่โต่วแอบดูท่านกับลุงฝูตั้งหลายรอบ ถึงได้แน่ใจว่าเป็นท่านจริงๆ!”
เฟยเฉียนพยักหน้า แต่ก็ยังรู้สึกสงสัย จึงถามว่า “ข้าจำได้ว่าข้าไม่เคยไปหลังบ้านของเจ้าเลยนะ เจ้าเห็นข้าได้อย่างไร?”
“เรื่องนี้…” หวงเยว่อิงรู้สึกเขินอาย ก้มหน้าลง เสียงแผ่วเบา “…ที่หลังบ้านของข้ามีคันไถไม้อยู่คันหนึ่ง… เอ่อ… พอขึ้นไปยืนก็พอจะมองเห็นแล้ว…”
“อ้อ เป็นอย่างนี้นี่เอง…” เฟยเฉียนคิดในใจ นึกไม่ถึงว่าหวงเยว่อิงจะปีนกำแพงเป็นด้วย มิน่าล่ะ บางครั้งเขาถึงรู้สึกเหมือนมีคนแอบมองอยู่ แต่ก็หาตัวไม่เจอ ที่แท้ก็เป็นเพราะอย่างนี้นี่เอง
“จริงสิ” เฟยเฉียนนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงถามว่า “ชื่อของเจ้าน่ะ… ข้าเห็นในใบหนังสืองานแต่งงานมีแค่คำว่า หวงเยว่อิง นี่มันคือชื่อจริงหรือชื่อรองกันแน่?”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ หวงเยว่อิงก็ยิ้มออก ดวงตากลมโตโค้งเป็นรูปสระอิ นางตอบว่า “เรื่องนี้… เป็นทั้งชื่อจริงและชื่อรองเลยล่ะ ท่านพ่อขี้เกียจตั้งชื่อให้ หลังจากตั้งชื่อเล่นให้ข้าแล้ว ก็ไม่ได้ตั้งชื่อจริงให้ พอข้าโตขึ้น ก็เลยตั้งชื่อรองให้ข้าเลย เพราะยังไงทุกคนก็เรียกข้าแบบนี้ ข้าก็ชินแล้วล่ะ”
เฟยเฉียนฟังแล้วก็รู้สึกแปลกใหม่ มิน่าล่ะ พ่อตาของเขาเองก็ชื่อหวงเฉิงเยี่ยน คาดว่าคงใช้ชื่อรองแทนชื่อจริงเหมือนกัน เมื่อนึกขึ้นได้ว่าหวงเยว่อิงมีชื่อเล่นด้วย เขาจึงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า “แล้วชื่อเล่นของเจ้าคืออะไรล่ะ?”
หวงเยว่อิงบิดตัวไปมาอย่างเขินอาย ลังเลอยู่นานกว่าจะตอบเสียงเบาหวิวว่า “ชื่อเล่นของข้า… ชื่อเล่นของข้าคือ… เอ่อ… อาโฉ่ว (นางหนูขี้เหร่)…”
เฟยเฉียนเกือบจะหลุดขำออกมา ต้องรีบเกร็งหน้าไว้สุดฤทธิ์
“ชิ! ถ้าอยากหัวเราะก็หัวเราะออกมาเถอะ…” หวงเยว่อิงทำหน้ามุ่ยอย่างแง่งอน ก่อนจะแอบชำเลืองมองเฟยเฉียนแวบหนึ่ง แล้วถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ ว่า “ท่านพี่ ข้า… ข้าขี้เหร่จริงๆ หรือเปล่า?”
“ขี้เหร่หรือ?”
เฟยเฉียนพิจารณาหวงเยว่อิง ในใจก็พอจะเข้าใจว่าทำไมนางถึงพูดเช่นนั้น
อันที่จริงหวงเยว่อิงไม่ได้ขี้เหร่เลย เครื่องหน้าได้รูป ดวงตากลมโต จมูกโด่งเป็นสัน รูปปากก็สวยงาม รูปหน้าก็เป็นรูปไข่ตามแบบฉบับมาตรฐาน ถือว่าไม่มีที่ติ เพียงแต่สีผิวของนางค่อนข้างคล้ำไปสักหน่อย และเส้นผมก็ไม่ใช่สีดำขลับ แต่เป็นสีน้ำตาลแดงเข้ม แถมยังมีผมหยักศกนิดๆ ซึ่งดูแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ในยุคราชวงศ์ฮั่นเล็กน้อย…
เฟยเฉียนหัวเราะฮ่าๆ แล้วตอบว่า “เจ้าไม่ได้ขี้เหร่หรอก จริงๆ นะ แบบนี้จะเรียกว่าขี้เหร่ได้อย่างไร?” ผิวคล้ำนิดหน่อยจะเป็นอะไรไป ในยุคหลังยังมีผู้หญิงตั้งเยอะแยะที่จงใจไปอาบแดดให้ผิวเป็นสีแทนแบบนี้…
ส่วนเรื่องเส้นผม ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ในยุคหลังเขาเห็นทรงผมสไตล์ต่างๆ มาเยอะแยะ บางคนทำสีผมตั้งสิบกว่าสีก็ยังไม่เห็นจะดูน่าเกลียดตรงไหน ผมสีน้ำตาลแดงเข้มแถมหยักศกนิดๆ แบบหวงเยว่อิง ดีไม่ดีอาจจะมีผู้หญิงในยุคหลังหลายคนอิจฉาแต่ทำไม่ได้ด้วยซ้ำ!
หวงเยว่อิงเบิกตากว้าง สังเกตสีหน้าของเฟยเฉียนอย่างละเอียด เมื่อรู้สึกว่าเขาไม่ได้พูดปดหรือแค่พูดปลอบใจ นางก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ราวกับยกภูเขาออกจากอก
เฟยเฉียนเรอออกมาเบาๆ หลังจากวุ่นวายมาทั้งวันแถมยังดื่มเหล้าไปไม่น้อย ตอนนี้เขาจึงรู้สึกเหนื่อยล้าเต็มที เขาเอ่ยกับหวงเยว่อิงว่า “ดึกมากแล้ว พวกเราพักผ่อนกันเถอะ…”
ในเมื่อนางยังเป็นแค่เด็กสาวตัวน้อย เฟยเฉียนจึงบอกกับตัวเองว่าเขายังไม่มีรสนิยมชอบพรากผู้เยาว์ เขาแค่เหนื่อยมากและอยากจะนอนพักผ่อนแล้วเท่านั้น
“พะ… พักผ่อนหรือ?” หวงเยว่อิงสะดุ้งตกใจ ก่อนจะลังเลอยู่พักใหญ่ ราวกับต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมาก นางยื่นมือข้างหนึ่งมาตรงหน้าเฟยเฉียน หลับตาปี๋ กัดฟันแน่น แล้วเอ่ยว่า “งะ… งั้น… ท่านแทงเถอะ!”
“หา?!”
หวงเยว่อิงลืมตาขึ้นข้างหนึ่ง ชำเลืองมองเฟยเฉียน แล้วพูดต่อว่า “ก็ท่านแม่บอกว่า ท่านจะเอาเข็มมาแทงข้านี่นา? แถมยังบอกว่าต้องแทงให้เลือดออกถึงจะดี? ไม่เป็นไร ข้าไม่กลัวเจ็บหรอก ท่านแทงเถอะ…” พูดจบนางก็หลับตาปี๋อีกครั้ง แต่ขนตาที่สั่นระริกก็เป็นตัวฟ้องว่านางกลัวแค่ไหน…
ใบหน้าของเฟยเฉียนดำคล้ำลงทันที นี่มันการสอนเพศศึกษาก่อนแต่งงานที่ไม่ได้เรื่องสุดๆ ไปเลย…

0 Comments