ตอนที่ 123 ลิขิตสวรรค์
แปลโดย เนสยังในเมื่อหวงเฉิงเยี่ยน ผู้นำตระกูลหวง จะเดินทางไปเอาด้วยตนเองที่เขาหลู่ซาน การจะปล่อยให้ลุงฝูไปกับหวงเฉิงเยี่ยนเพียงลำพังก็ดูจะเสียมารยาทไปสักหน่อย ดังนั้นเฟยเฉียนจึงตัดสินใจเดินทางไปเป็นเพื่อนหวงเฉิงเยี่ยนด้วย
อย่างไรเสีย งานผลิตลูกธนูทางฝั่งนี้ เมื่อมีช่างฝีมือผู้ช่ำชองของตระกูลหวง บวกกับเครื่องมือใหม่ๆ ที่เฟยเฉียนเตรียมไว้ให้ ก็แทบไม่ต้องกังวลอะไรมากนัก ดูจากความคืบหน้าในปัจจุบัน การบรรลุเป้าหมายสี่หมื่นดอกภายในเดือนนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่แน่นอนแล้ว
เมื่อเป็นเช่นนี้ เฟยเฉียนจึงฝากฝังงานกับช่างฝีมือตระกูลหวง และพาหวงเฉิงเยี่ยนกลับไปที่เขาหลู่ซาน
ในตอนที่เดินทางออกจากลั่วหยาง ตำราทั่วไปส่วนใหญ่ถูกทิ้งไว้ให้เฟยหมิ่น ผู้นำตระกูล ส่วนม้วนตำราที่นำติดตัวมาด้วยนั้นมีไม่มากนัก นอกจาก “ฉีลุ่น” แล้ว ก็มีเศษตำราโบราณล้ำค่าอีกสองสามม้วน และเศษตำราหูเฟยจื่อก็เป็นหนึ่งในนั้น
หวงเฉิงเยี่ยนรับหูเฟยจื่อมาด้วยมือที่สั่นเทา เขารู้สึกตื่นเต้นมากจนหนวดเคราสั่นระริก ลำคอขยับกลืนน้ำลาย ก่อนจะกล่าวขอบคุณเฟยเฉียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เฟยเฉียนรีบเบี่ยงตัวหลบ ไม่กล้ารับการคำนวณนั้น
หวงเฉิงเยี่ยนใช้มือลูบคลำม้วนตำราอย่างเบามือ สีหน้าแสดงออกถึงความรู้สึกอันซับซ้อน เฟยเฉียนมองออกว่าหวงเฉิงเยี่ยนอยากจะเปิดอ่านเดี๋ยวนั้นเพื่อความสบายใจ แต่ก็เหมือนมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้เขาต้องหักห้ามใจ ไม่ยอมเปิดม้วนตำราออกดูในทันที
หวงเฉิงเยี่ยนพึมพำอะไรบางอย่างเสียงเบา เฟยเฉียนได้ยินไม่ค่อยถนัดนัก จับใจความได้เลือนรางว่าหวงเฉิงเยี่ยนเหมือนจะพูดถึงเรื่องลิขิตสวรรค์อะไรทำนองนั้น…
ดูเหมือนว่าตำราเล่มนี้จะมีความสำคัญต่อหวงเฉิงเยี่ยนมากทีเดียว ถึงได้ทำให้เขาเสียกิริยาได้ถึงเพียงนี้…
หวงเฉิงเยี่ยน ผู้นำตระกูลหวง ใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ เขาค่อยๆ สอดเศษตำราหูเฟยจื่อเข้าไปในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง ใช้เสื้อคลุมห่อหุ้มไว้อย่างแน่นหนา ตบเบาๆ ที่ด้านนอก แล้วเอามือปิดทับไว้ ก่อนจะกล่าวลาเฟยเฉียน
ตอนแรกเฟยเฉียนตั้งใจจะตามหวงเฉิงเยี่ยนกลับไปที่เรือนลี้ลับตระกูลหวง แต่นึกไม่ถึงว่าหวงเฉิงเยี่ยนจะบอกว่าผางเต๋อกงน่าจะมีเรื่องพูดคุยกับเฟยเฉียน เขาจึงบอกให้เฟยเฉียนอยู่ที่เขาหลู่ซานต่อ ส่วนตัวเขาจะเดินทางกลับเอง
หวงเฉิงเยี่ยนยังยืนยันอีกว่า ในเมื่อการผลิตลูกธนูเป็นไปอย่างราบรื่น เฟยเฉียนก็ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องที่เรือนลี้ลับตระกูลหวงอีก มีเขากับบรรดานายช่างใหญ่ของตระกูลหวงอยู่ รับรองว่าไม่เกิดเรื่องผิดพลาดแน่นอน
“ผางเต๋อกงมีธุระกับข้า?” เฟยเฉียนมองส่งหวงเฉิงเยี่ยน พลางทบทวนคำพูดเมื่อครู่ แล้วก็บ่นพึมพำกับตัวเอง ผางเต๋อกงมีธุระกับข้า แล้วท่านผู้นำตระกูลหวงไปรู้ได้ยังไง? หรือว่าผางเต๋อกงฝากข้อความอะไรมาให้ท่าน?
แต่การจะไปพบผางเต๋อกง ก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน อย่างน้อยก็ต้องกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียก่อน ช่วงสองวันนี้เขาคลุกอยู่แต่ในสถานที่ก่อสร้าง แม้จะไม่ได้ลงมือทำเอง แต่ก็เปรอะเปื้อนเศษไม้และฝุ่นดินไปไม่น้อย ขืนไปพบผางเต๋อกงด้วยสภาพมอมแมมแบบนี้ คงถือเป็นการไม่ให้เกียรติ…
เมื่อกลับมาถึงเรือนไม้ ก็เห็นผางถ่งยื่นนามบัตรใบหนึ่งมาให้ด้วยท่าทีหงอยเหงา บอกว่าเป็นของคนมาทิ้งไว้เมื่อหลายวันก่อน
เฟยเฉียนรับมา พลางถามผางถ่งด้วยความสงสัยว่า “เจ้านี่เป็นอะไรไป? เมื่อคืนนอนไม่หลับหรือ?”
ผางถ่งดูหงุดหงิด ตอบว่า “ไม่ใช่แค่เมื่อคืนที่นอนไม่หลับ! ช่างเถอะ ท่านกลับมาแล้ว เดี๋ยวตกดึกท่านก็จะรู้เอง… ข้าขอตัวไปนอนเอาแรงก่อนล่ะ…” พูดพลางหาวหวอดๆ แล้วก็เดินกลับเข้าห้องไป…
“อ้าว! แล้ว… จื่อจิ้งล่ะ?”
ผางถ่งบ่นพึมพำก่อนจะปิดประตูห้อง “…ออกไปหาชาวนาแก่ๆ อีกแล้ว…”
เฟยเฉียนส่ายหน้า เจ้านี่นี่นะ เขาไม่สนใจผางถ่งอีก แกะนามบัตรออก แล้วหยิบจดหมายที่แนบมาด้วยขึ้นมาอ่าน
ที่แท้ก็เป็นจดหมายที่ชุยจวิน ลูกพี่ลูกน้องของชุยโฮ่วทิ้งไว้
ชุยจวินเป็นบุตรชายของชุยเลี่ย หลังจากที่ชุยเลี่ยถูกพวกสิบขันทีกลั่นแกล้ง เขาก็ออกจากลั่วหยางมาตลอด เพื่อหาทางแก้แค้น แต่ใครจะไปคาดคิดว่าพวกสิบขันทีที่มีอำนาจล้นฟ้า จะถูกกำจัดจนสิ้นซากในพริบตาเดียว
ดังนั้น ชุยจวินที่เดิมทีต้องเปลี่ยนชื่อแซ่หลบซ่อนตัวอยู่ในจิงเซียง จึงไม่มีความจำเป็นต้องซ่อนตัวอีกต่อไป เขาจึงเผยตัวอย่างเปิดเผย
ประกอบกับในตอนนี้ ต่งจั๋วกำลังกุมอำนาจบริหารประเทศ และต้องการเลื่อนขั้นผู้คนเพื่อมาเป็นลูกศิษย์และลูกน้องของตน จึงได้จงใจคัดเลือกบุคลากรจากตระกูลขุนนางที่เคยถูกพวกสิบขันทีกลั่นแกล้งให้ไปรับตำแหน่งขุนนางในที่ต่างๆ
แน่นอนว่านี่อาจจะเป็นฝีมือของหลี่หรูก็เป็นได้…
และด้วยเหตุนี้ ชุยจวินจึงเข้าสู่รายชื่อการคัดเลือกของต่งจั๋ว และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าการเมืองซีเหอ พร้อมกับมีคำสั่งให้เดินทางไปรับตำแหน่งทันที
ชุยจวินได้รับเอกสารจากราชสำนัก และยังได้รับจดหมายจากชุยโฮ่วผู้เป็นลูกพี่ลูกน้อง ทำให้ทราบว่าเฟยเฉียนเคยช่วยเหลือตระกูลชุยไว้ เขาจึงตั้งใจแวะมาเยี่ยมเยียนเฟยเฉียนก่อนจะเดินทางไปรับตำแหน่ง เพื่อหวังจะตอบแทนบุญคุณ แต่นึกไม่ถึงว่าเฟยเฉียนจะไปอยู่ที่เรือนลี้ลับตระกูลหวง จึงไม่ได้พบหน้ากัน เขาจึงทิ้งจดหมายไว้ บอกว่าเนื่องจากมีคำสั่งจากราชสำนัก จึงไม่อาจรอได้ รู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่ง หากมีวาสนาได้พบกันอีก ก็จะขอตอบแทนเฟยเฉียนในภายหลัง บลาๆๆ…
คราวนี้ตระกูลชุยก็มีโอกาสพลิกฟื้นแล้วสินะ แต่ว่าเมืองซีเหอนี่มันอยู่ตรงไหนกันนะ? เฟยเฉียนนึกภาพไม่ออกเลย ถ้าเป็นเหอซี เขาก็ยังพอจะรู้คร่าวๆ ว่าหมายถึงพื้นที่แถบไหน แต่ซีเหอนี่สิ มันคือที่ไหนกัน ไม่มีความทรงจำเลย…
หลังจากเฟยเฉียนอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เขาก็เดินทางขึ้นเขาหลู่ซานเพื่อไปพบผางเต๋อกง
แม้ผางเต๋อกงจะชอบชมวิวทิวทัศน์ที่ศาลาเฟยหลง แต่เนื่องจากช่วงนี้อากาศยังค่อนข้างหนาวเย็น และศาลาเฟยหลงก็มีทั้งลมและละอองน้ำ ชายชราจึงทนไม่ไหว ต้องจำใจหมกตัวอยู่แต่ในห้อง
เอ๊ะ?
ทำไมที่พักของท่านผางถึงมีคนอื่นอยู่ด้วย?
ก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน หรือว่าจะเป็นเด็กใหม่?
คนรูปร่างใหญ่โตบึกบึนแบบนี้ จะเป็นใครกันนะ…
หลังจากให้คนไปรายงาน เฟยเฉียนก็เดินเข้าไปในห้องของผางเต๋อกง พบว่าภายในห้องนอกจากผางเต๋อกงแล้ว ยังมีชายอีกคนหนึ่งอยู่ด้วย ดูเหมือนกำลังขอคำชี้แนะบางอย่างจากผางเต๋อกง เขารู้สึกสงสัยอยู่บ้าง แต่ก็ยังคงทำความเคารพผางเต๋อกงตามมารยาท
ผางเต๋อกงยิ้มอย่างอ่อนโยน แล้วกล่าวว่า “จื่อเยวียนไม่ต้องมากพิธี งานผลิตลูกธนูของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
“เรียนท่านผาง ตอนนี้ทุกอย่างราบรื่นดี ไม่น่าจะมีปัญหาใหญ่อะไรขอรับ” เฟยเฉียนตอบอย่างนอบน้อม
“ดี!” ผางเต๋อกงพยักหน้า จากนั้นก็ชี้ไปที่ชายอีกคนที่อยู่ในห้อง แล้วกล่าวกับเฟยเฉียนว่า “มาๆ นี่คือสวีซู่ สวีหยวนจื่อ…”
จากนั้นก็หันไปกล่าวกับสวีซู่ว่า “…นี่คือเฟยเฉียน เฟยจื่อเยวียน”
สวีซู่ สวีหยวนจื่อ!
คุณพระช่วย สวีซู่ สวีหยวนจื่อหน้าตาแบบนี้หรอกหรือ?
พวกละครโทรทัศน์กับภาพยนตร์ในยุคหลังนี่ทำมาผิดหมดเลย!
คนตรงหน้านี้ดูไม่มีเค้าลางของความเป็นบัณฑิตเลยแม้แต่น้อย
ดูคิ้วเข้มตาโตคู่นั้นสิ ดูท่อนแขนล่ำสันนั่นสิ ดูรูปร่างสูงใหญ่บึกบึนนั่นสิ พี่ชายท่านแน่ใจนะว่าไม่ได้เดินผิดสาย? นี่มันอัปสกิลสายนักรบชัดๆ ดีไหมเนี่ย?
แต่ในเมื่อผางเต๋อกงเป็นคนแนะนำ ก็คงไม่ผิดตัวแน่ ดังนั้นเฟยเฉียนจึงจำใจกลืนคำถามที่ดูไม่เข้าท่าลงท้องไป แล้วทำความเคารพทักทายกับสวีซู่
เรื่องรูปร่างหน้าตาของสวีซู่เอาไว้ก่อนเถอะ เฟยเฉียนหันไปถามผางเต๋อกงว่าเรียกเขามามีธุระอะไร
นึกไม่ถึงว่าผางเต๋อกงจะตอบว่า “มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ? ข้าไม่เคยเรียกเจ้ามานะ ผู้ใดเป็นคนบอกหรือ?”
เฟยเฉียนเองก็แปลกใจ จึงตอบไปว่า “ก็ที่ตีนเขา ท่านหวงเป็นคนบอกนี่ขอรับ”
“อ้อ…” ผางเต๋อกงเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ในเมื่อท่านหวงเป็นคนบอก… ก็คงมีเรื่องจริงๆ…” พูดจบก็ปรายตามองสวีซู่
เมื่อสวีซู่เห็นดังนั้น ก็รีบขอตัวลากลับ ทิ้งให้ผางเต๋อกงและเฟยเฉียนอยู่กันตามลำพัง
ผางเต๋อกงเงียบไปพักใหญ่ เหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง จากนั้นก็ขยับตัวนั่งตัวตรง แล้วเอ่ยประโยคหนึ่งกับเฟยเฉียน ทำเอาเฟยเฉียนถึงกับตกตะลึงจนอ้าปากค้าง…

0 Comments