ตอนที่ 114 การประชุมสรุปงานปีชูผิงศกที่หนึ่ง
แปลโดย เนสยังในยุคราชวงศ์ฮั่น เดือนอ้ายจะมีวันหยุดรวมเจ็ดวัน บวกกับวันหยุดช่วงครีษมายันอีกเจ็ดวัน และเหมันตฤดูอีกเจ็ดวัน ในหนึ่งปีจึงมีวันหยุดยาวถึงสามช่วง นอกจากนี้ยังมีวันเซ่นไหว้เทพเจ้าแห่งฤดูใบไม้ผลิ วันซานฝู วันเซ่นไหว้เทพเจ้าแห่งฤดูใบไม้ร่วง วันไหว้พระจันทร์ วันล่าปา และวันสำคัญอื่นๆ อย่างวันที่แปดเดือนสอง วันที่สามเดือนสาม วันที่สิบห้าเดือนเจ็ด เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น ยุคราชวงศ์ฮั่นยังนิยมธรรมเนียม ‘วันมู่ซิว’ คือทำงานห้าวันหยุดหนึ่งวัน เมื่อรวมๆ กันแล้ว ในหนึ่งปีจะมีวันหยุดเกือบร้อยวันเลยทีเดียว…
คำว่า ‘มู่ซิว’ ก็คือการให้เวลาคุณกลับบ้านไปอาบน้ำสระผมนั่นเอง แต่หลังจากกลับไปอาบน้ำแล้วจะทำอะไรต่อนั้น ทางการก็ไม่ได้มีกฎเกณฑ์อะไรเป็นพิเศษ
แต่ในทำนองเดียวกัน หลังจากวันหยุดยาวหรือวันมู่ซิว มักจะมีการเรียกประชุมในวันแรกที่กลับมาทำงาน เพื่อสรุปงานและตรวจสอบความคืบหน้า ดังนั้นหลังจากวันหยุดยาวเจ็ดวันของเดือนอ้ายสิ้นสุดลง จึงได้มีการจัดการประชุมสรุปงานเมืองเซียงหยางรัฐจิงโจวประจำปีชูผิงศกที่หนึ่งขึ้น ผู้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ได้แก่
เอาล่ะ เลิกเล่นมุกได้แล้ว
ที่จริงเป็นเพราะเฟยเฉียนนั่งรอมานานจนเบื่อต่างหาก
แน่นอนว่าเฟยเฉียนก็ต้องเข้าร่วมประชุมด้วย ในเมื่อรับเงินเดือนเปล่าๆ ไม่ได้ทำงานมาเป็นเดือนๆ แล้ว ต่อให้จะไม่เห็นหัวเปี๋ยเจี้ยอย่างหลิวเปี่ยวอยู่ในสายตา อย่างน้อยก็ต้องเห็นแก่เงินทองและเสบียงที่ได้รับแจกทุกเดือนล่ะนะ…
เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งหรือสองเดือน ขุมกำลังของหลิวเปี่ยวก็ดูเหมือนจะขยายตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
หากไม่นับเฟยเฉียนซึ่งเป็นเปี๋ยเจี้ยที่ไม่มีอำนาจบริหาร นอกจากผางจี้ เหวินพิ่ง ฝูซวิ่น อีจี๋ ช่ายเหอ เเติ้งซี หวังเวย ที่มีอยู่แต่เดิม ตอนนี้ในสังกัดของหลิวเปี่ยวก็มีไคว่เหลียงและไคว่เยว่สองพี่น้องเพิ่มเข้ามา รวมถึงช่ายเม่าและช่ายจงจากตระกูลช่ายด้วย
นอกจากนี้ เฟยเฉียนยังสังเกตเห็นใบหน้าใหม่ๆ อีกหลายคน ในสายขุนนางบุ๋นมีจางอวิ่นที่มาจากเมืองซานหยาง ว่ากันว่าเป็นหลานชายของหลิวเปี่ยว และยังมีซ่งจงและฉีอู๋ข่าย สองปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่เดินทางมาสวามิภักดิ์เพราะหลิวเปี่ยวเพิ่งเปิดปี้ยง ส่วนสายขุนพลบู๊ ก็มีจางอวิ่น ซูเฟย และหลี่ว์เจี้ยเพิ่มเข้ามา
ทุกคนล้วนทำหน้าเคร่งขรึมจริงจัง นั่งคุกเข่าตัวตรงแหน่ว รอคอยการปรากฏตัวของหลิวเปี่ยวเจ้านายใหญ่ แน่นอนว่าเฟยเฉียนก็เช่นกัน
ในที่สุดหลิวเปี่ยวก็เดินทอดน่องเข้ามา
หลังจากทุกคนประสานมือคารวะหลิวเปี่ยวตามธรรมเนียมแล้ว ก็ผลัดกันรายงานผลการดำเนินงานทีละเรื่อง:
เรื่องการจับกุมโจรตระกูล ได้ประหารชีวิตหัวหน้าโจรเพื่อเชือดไก่ให้ลิงดูไปแล้วเจ็ดสิบแปดคน ส่วนที่เหลือถูกส่งไปรวมกับกองทัพของช่ายเม่าและกำลังอยู่ระหว่างการฝึกฝน…
เรื่องการซ่อมแซมและปรับปรุงถนนหนทางรวมถึงระบบชลประทานรอบเมืองเซียงหยาง ได้เกณฑ์แรงงานไปแล้วกว่าสามหมื่นคน…
เรื่องการเปิดปี้ยง ตอนนี้ได้รับสมัครอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิสิบกว่าท่าน และมีบัณฑิตมาร่วมศึกษากว่าร้อยคนแล้ว…
เรื่องการจัดตั้งตลาดใต้เมืองเซียงหยาง ตอนนี้มีพ่อค้าแม่ค้ากว่าหกสิบรายแล้ว…
…
ทุกคนรายงานด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง แต่เฟยเฉียนกลับฟังจนง่วงนอน อยากให้การประชุมจบไวๆ จะได้กลับไปอ่านหนังสือที่เรือนไม้ต่อ…
หลังจากทุกคนรายงานจบ จู่ๆ บรรยากาศก็เงียบกริบลงอย่างผิดปกติ
เดิมทีไคว่เยว่คิดว่าได้ตกลงกับหลิวเปี่ยวไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ตอนนี้จึงเป็นโอกาสดีที่สุด รอแค่ให้หลิวเปี่ยวเอ่ยปากวิจารณ์สถานการณ์สักหน่อย แล้วค่อยถามนำไปถึงเฟยเฉียนอย่างเป็นธรรมชาติ ว่าท่านเปี๋ยเจี้ยเฟย ท่านทำผลงานอะไรบ้างล่ะ…
จากนั้นไคว่เยว่ก็จะตามน้ำ ด่าทอและโจมตีเฟยเฉียนอย่างหนักหน่วง แล้วใช้โอกาสนี้เตะเฟยเฉียนกระเด็นตกจากตำแหน่งเปี๋ยเจี้ย…
แต่ไคว่เยว่กลับพบว่า หลังจากทุกคนพูดจบ หลิวเปี่ยวกลับเอาแต่ยิ้มและพยักหน้าโดยไม่ยอมพูดอะไร นี่มันหมายความว่ายังไง! หลิวเปี่ยว หลิวจิ่งเซิง ตาเจ้าต้องออกโรงแล้วนะ!
ไคว่เยว่เริ่มทนไม่ไหว กำลังจะอ้าปากพูด แต่ไคว่เหลียงที่อยู่ข้างๆ กลับชิงตัดหน้าไปก่อน
ไคว่เหลียงรายงานหลิวเปี่ยวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เรียนนายท่าน ตอนนี้ตำแหน่งผู้ว่าการเมืองหนานหยางยังว่างเปล่า หยวนกงลู่ถือวิสาสะแต่งตั้งขุนนางเอาเอง หากปล่อยไว้นานย่อมเกิดความวุ่นวาย นับเป็นภัยคุกคามอย่างยิ่งขอรับ”
หลิวเปี่ยวหรี่ตามองไคว่เหลียง ก่อนจะปรายตามองไคว่เยว่อย่างมีเลศนัย พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “จื่อโหรวกล่าวมีเหตุผล มีแผนการใดหรือไม่?”
“หากยกทัพไปปราบหยวนตอนนี้ เกรงว่าจะไร้ความชอบธรรม ดังนั้นควรเขียนจดหมายถึงหยวน แสร้งทำเป็นแต่งตั้งให้เขาเป็นผู้ว่าการเมือง เพื่อให้เขาตายใจ ขณะเดียวกันก็เร่งรัดให้ราชสำนักส่งคนมาประจำตำแหน่งโดยเร็ว เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมเกิดความขัดแย้ง และต้องมาขอความช่วยเหลือจากนายท่าน เมื่อถึงเวลานั้นก็สามารถยกทัพบุกขึ้นเหนือ และจัดการให้ราบคาบได้ในคราวเดียวขอรับ”
หลิวเปี่ยวคิดทบทวนดูแล้ว ก็รู้สึกว่ามีเหตุผลมาก จึงยิ้มแล้วกล่าวว่า “ประเสริฐ! เอาตามแผนของจื่อโหรว”
หากเป็นคนอื่น ต่อให้ไม่มีเหตุผลก็อาจจะส่งทหารไปตีก่อนแล้วค่อยว่ากัน แต่ตระกูลหยวนนั้นต่างออกไป เป็นถึงตระกูลขุนนางสี่รุ่นที่ลูกศิษย์ลูกหาเต็มบ้านเต็มเมือง การจะไปจัดการหยวนซู่โดยไม่มีเหตุผลอันควร ก็ไม่ต่างอะไรกับการเอามือเปล่าไปล้วงรังแตน
แต่หากผู้ว่าการเมืองหนานหยางคนใหม่ถูกตระกูลหยวนรังแก แล้วมาร้องขอความเป็นธรรมจากผู้ว่าการรัฐจิงโจว ในฐานะหลิวเปี่ยว ก็ย่อมมีความชอบธรรมที่จะพาลูกน้องไป ‘ช่วยไกล่เกลี่ย’ ได้อย่างสง่าผ่าเผย ส่วนจะไกล่เกลี่ยยังไงนั้น ค่อยว่ากันอีกที…
หลิวเปี่ยวกระแอมเบาๆ แสร้งทำเป็นจริงจัง “ทุกท่านยังมีเรื่องอื่นอีกหรือไม่?”
อ๊ะ นี่แปลว่าจะเลิกประชุมแล้วใช่ไหม?
เฟยเฉียนหูผึ่งทันที มองซ้ายมองขวา…
เฟยเฉียนอยากให้เลิกประชุมใจจะขาด แต่ไคว่เยว่กลับร้อนรน นี่มันไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่นา! ไหนบอกว่าจะจัดการกับพวกกินเงินเดือนเปล่าไง? ทำไมยังไม่ทันได้พูดอะไรสักคำก็จะเลิกประชุมแล้วล่ะ?
ช่ายเม่าที่นั่งอยู่ฝั่งขุนพลบู๊ลุกขึ้นยืน กล่าวว่า “เรียนนายท่าน ตอนนี้โจรตระกูลที่เพิ่งรับเข้ามา ส่วนใหญ่ยังเป็นแค่กลุ่มคนไร้ระเบียบ มีผู้ที่ชำนาญการยิงธนูน้อยมาก ตามความเห็นของข้า จำเป็นต้องเร่งฝึกพลธนูสองพันนายโดยด่วน แต่ธนูในกองทัพมีไม่เพียงพอ หวังว่านายท่านจะเบิกจ่ายให้ห้าหมื่นดอกเพื่อใช้ในการฝึกขอรับ” พูดจบ ก็แอบปรายตามองไคว่เหลียงและไคว่เยว่อย่างมีเลศนัย ยิ้มมุมปาก ก่อนจะนั่งลง
ใช่แล้ว การขาดแคลนพลธนูเป็นปัญหาใหญ่จริงๆ หลิวเปี่ยวพยักหน้า หันไปถามฉีอู๋ข่ายว่า “ในคลังมีลูกธนูอยู่เท่าใด?” ตอนนี้ฉีอู๋ข่ายดำรงตำแหน่งสมุห์บัญชี ย่อมเป็นผู้ที่รู้เรื่องนี้ดีที่สุด
ฉีอู๋ข่ายขมวดคิ้ว ตอบว่า “เหลือเพียงหมื่นกว่าดอกขอรับ” ตอนกบฏโพกผ้าเหลืองที่เซียงหยางคราวก่อนก็ใช้ไปไม่น้อย แล้วก็ยังไม่เคยได้รับการเติมเต็มเลย ตอนนี้ยังขาดอยู่อีกราวสี่หมื่นดอก นี่มันไม่ใช่งานง่ายๆ เลยนะ…
ไคว่เยว่รู้สึกว่านี่คือโอกาสทอง โดยเฉพาะท่าทีของช่ายเม่าก่อนจะนั่งลงเมื่อครู่ ดูเหมือนกำลังบอกใบ้อะไรบางอย่าง หรือว่าตระกูลช่ายเองก็รู้สึกขัดตาเปี๋ยเจี้ยอย่างเฟยเฉียน และอยากได้ตำแหน่งนี้เหมือนกัน ถึงได้จงใจโยนโจทย์ยากๆ แบบนี้ออกมา?
ยิ่งไคว่เยว่คิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นเช่นนั้น ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ดึงเฟยเฉียนลงมาก่อนแล้วกัน ส่วนตำแหน่งเปี๋ยเจี้ยในภายหลังจะตกเป็นของตระกูลไคว่หรือตระกูลช่าย ก็ค่อยไปวัดฝีมือกันทีหลัง…
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ไคว่เยว่ก็รีบก้าวออกมาทันที
ไคว่เหลียงที่อยู่ข้างๆ เห็นดังนั้นก็ยื่นมือจะรั้งไว้ แต่เห็นว่าไคว่เยว่ก้าวออกไปแล้ว จึงได้แต่ถอนหายใจเบาๆ และปล่อยเลยตามเลย
ไคว่เยว่กล่าวด้วยเสียงอันดัง “เสบียงพร้อม ทหารจึงมีขวัญกำลังใจ อาวุธพร้อม ทหารจึงจะแข็งแกร่ง สิ่งที่แม่ทัพช่ายกล่าวนั้นมีเหตุผลยิ่งนัก ตามแผนในตอนนี้ สามารถนำลูกธนูในคลังออกมาใช้ก่อน แล้วคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญมาควบคุมการผลิตธนูโดยเฉพาะ เพื่อให้มีพร้อมใช้ในกองทัพภายในหนึ่งเดือนขอรับ” พูดจบ ก็เห็นช่ายเม่าที่อยู่ข้างๆ ยิ้มและพยักหน้าให้ ทำให้เขายิ่งมั่นใจว่าการร่วมมือกับตระกูลช่ายในครั้งนี้ จะต้องโค่นเฟยเฉียนลงได้อย่างแน่นอน!
หลิวเปี่ยวก็พยักหน้า กล่าวว่า “สิ่งที่อี้ตู้กล่าวมามีเหตุผล แต่เรื่องการควบคุมดูแลการผลิตอาวุธนั้น…”
ไคว่เยว่รีบรับช่วงต่อทันที “เรียนนายท่าน การควบคุมดูแลการผลิตอาวุธมิใช่เรื่องเล็ก จำเป็นต้องได้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถและมีตำแหน่งสูงส่ง จึงจะไม่ทำให้เสียการงาน ดังนั้น ” พูดพลางหันสายตาไปทางเฟยเฉียน…
เฟยเฉียนกะพริบตาปริบๆ นี่มันหมายความว่ายังไง? หรือว่าตั้งใจจะให้ข้าเป็นคนคุมการผลิตลูกธนู? บ้าไปแล้ว ข้าไม่ใช่ขงเบ้งนะ จะไปหาลูกธนูสี่ห้าหมื่นดอกมาจากไหน…

0 Comments