ตอนที่ 107 การแต่งงานทางการเมือง
แปลโดย เนสยังในฐานะเปี๋ยเจี้ยซึ่งเป็นขุนนางระดับสูงรองจากผู้ว่าการรัฐ แน่นอนว่าเฟยเฉียนย่อมต้องไปร่วมงานแต่งงานของหลิวเปี่ยว หลิวจิ่งเซิง และเนื่องจากผางเต๋อกงอายุมากแล้วไม่สะดวกเดินทาง จึงส่งผางถ่งไปเป็นตัวแทนของตระกูลผางเพื่อร่วมแสดงความยินดี
งานมงคลสมรสของผู้ว่าการรัฐซึ่งเป็นขุนนางระดับสูงในท้องถิ่นย่อมไม่ธรรมดา
ตลอดสองข้างทางที่เฟยเฉียนและผางถ่งนั่งรถม้าผ่านไป ล้วนประดับประดาไปด้วยโคมไฟและริ้วผ้าสีสันสดใส ถนนหนทางก็ถูกปัดกวาดจนสะอาดเอี่ยมอ่อง
ดูเหมือนว่าแผน ‘จัดระเบียบรูปโฉม’ ของอีจี๋จะได้ผลดีทีเดียวนะ…
แต่เมื่อเทียบกับบรรยากาศอันชื่นมื่นแล้ว เฟยเฉียนก้มมองเสื้อผ้าของตัวเอง สลับกับเสื้อผ้าของผางถ่ง แล้วก็รู้สึกไม่ค่อยคุ้นชินสักเท่าไหร่
งานแต่งงานในยุคราชวงศ์ฮั่นไม่ได้ใส่ชุดสีแดง แต่กลับต้องใส่ชุดสีดำสนิททั้งตัว แถมในมือยังต้องถือเทียนอีกต่างหาก…
นี่ถ้าเอาดอกไม้สีขาวมาติดอกเสื้อสักดอก ก็คงจะเหมือน…
ไม่เพียงแต่คนจะใส่ชุดดำ แม้แต่รถม้าก็ยังเป็นสีดำ…
โดยเฉพาะผางถ่ง ที่เดิมทีก็เป็นคนผิวคล้ำอยู่แล้ว พอมาใส่ชุดดำสนิททั้งตัว ยิ่งตอนที่ผางถ่งยืนนิ่งๆ กะพริบแต่ตา มองแล้วมันช่างสุดจะบรรยายจริงๆ
ธรรมเนียมของราชวงศ์ฮั่นนี่แปลกประหลาดจริงๆ
ตอนที่ลุงฝูนำชุดสีดำสนิทชุดนี้มาให้ เฟยเฉียนแทบจะนึกว่าหยิบมาผิดเสียแล้ว แต่พอเห็นผางถ่งก็ใส่ชุดดำเดินออกมา เฟยเฉียนจึงแน่ใจว่า อย่างน้อยในยุคราชวงศ์ฮั่นตอนนี้ งานแต่งงานเขาก็ใส่ชุดสีดำกัน…
และที่น่าสนใจคือ สถานที่สำหรับทำพิธีกราบไหว้ฟ้าดินไม่ได้จัดในร่ม แต่กลับกางเต็นท์ผ้าใบสีเขียวอ่อนไว้กลางแจ้ง และทำพิธีกันในเต็นท์นั้น
บริเวณรอบเต็นท์สีเขียวนี้ มีการจุดเทียนนับไม่ถ้วน สว่างไสวราวกับตอนกลางวัน แขกเหรื่อที่มาร่วมงานส่วนใหญ่ก็มารวมตัวกันอยู่ที่นี่
บรรดาแขกที่มาร่วมแสดงความยินดี นอกจากขุนนางน้อยใหญ่ในจวนผู้ว่าการของหลิวเปี่ยวแล้ว คนจากตระกูลใหญ่ต่างๆ ก็มากันแทบจะครบถ้วน ไม่เพียงแต่แขกผู้ชายเท่านั้น แต่ยังมีแขกผู้หญิงจำนวนไม่น้อยด้วย เพราะธรรมเนียมของยุคราชวงศ์ฮั่นนั้นไม่ได้เข้มงวดและกดขี่สตรีเหมือนในยุคราชวงศ์หมิงและชิง ดังนั้นในงานมงคลของหลิวเปี่ยววันนี้ จึงมีสตรีจากตระกูลใหญ่ทั้งที่แต่งงานแล้วและยังไม่ได้แต่งงานมาร่วมงานด้วยมากมาย พวกนางจับกลุ่มคุยกันเสียงเจื้อยแจ้วดูคึกคักไม่เบา
ท่ามกลางกลุ่มแขกผู้ชาย เฟยเฉียนมองซ้ายมองขวา ก็รู้สึกว่าไปหาอีจี๋เพื่อพูดคุยฆ่าเวลา น่าจะดีกว่า อย่างน้อยก็พอจะคุ้นเคยกันอยู่บ้าง แถมอีจี๋ก็ดูเป็นมิตรดีไม่ใช่หรือ?
ดังนั้นเขาจึงดึงตัวผางถ่งให้เดินไปทางอีจี๋ แต่เดินไปได้ครึ่งทาง ผางถ่งก็ถูกใครบางคนเรียกตัวไป แล้วก็เดินอ้อมไปอ้อมมาจนไปโผล่อยู่ในกลุ่มแขกผู้หญิงเสียอย่างนั้น…
เด็กคนนี้ ท่าทางจะป๊อปไม่เบาเลยนะเนี่ย?
ยังไงเสียตอนนี้ผางถ่งก็อายุแค่สิบกว่าขวบ เป็นแค่เด็กวัยรุ่น ต่อให้ไปคลุกคลีกับแขกผู้หญิงก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เฟยเฉียนจึงส่ายหน้า แล้วเดินไปหาอีจี๋ตามลำพัง
อีจี๋ยังคงรักษามารยาทอันดีงามเช่นเคย เมื่อเห็นเฟยเฉียนเดินเข้ามา ก็ประสานมือทำความเคารพและเรียกตำแหน่งเปี๋ยเจี้ย
เฟยเฉียนจึงกล่าวว่า “ปั๋วจีมากพิธีไปแล้ว เรียกข้าว่าจื่อเยวียนเถิด วันนี้เห็นถนนหนทางเป็นระเบียบเรียบร้อย ร้านรวงก็ดูเข้าที่เข้าทาง คาดว่าหลายวันมานี้ปั๋วจีคงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อยทีเดียว…”
“ล้วนเป็นความดีความชอบของนายท่าน ข้ามิกล้าบ่นว่าเหนื่อยหรอก” อีจี๋ยังคงตอบอย่างระมัดระวังไร้ช่องโหว่เช่นเคย
ทั้งสองคนเพิ่งจะคุยสัพเพเหระกันได้ไม่กี่ประโยค ผางถ่งก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ ดึงเสื้อเฟยเฉียนแล้วกระซิบอะไรบางอย่าง แต่เสียงเบามาก
เฟยเฉียนฟังไม่ถนัด จึงเอียงตัวก้มลงไปถามผางถ่งว่า “เมื่อกี้เจ้าพูดว่าอะไรนะ?”
ผางถ่งจ้องมองเฟยเฉียนตาเขม็ง แววตาสั่นระริก หัวเราะแห้งๆ แล้วบอกว่า “ไม่มีอะไรๆ คุยต่อเถอะ คุยต่อเถอะ…” แล้วก็หันหลังวิ่งหนีไป ทิ้งให้เฟยเฉียนยืนงงเป็นไก่ตาแตก
ไอ้เด็กนี่ เล่นตลกอะไรของมันเนี่ย?
พอดีกับที่หลิวเปี่ยว หลิวจิ่งเซิงขี่ม้านำขบวนขันหมากมาถึงพอดี แขกเหรื่อทั้งชายหญิงที่รออยู่หน้าเต็นท์สีเขียวต่างก็พากันส่งเสียงเอะอะ เฟยเฉียนจึงลืมท่าทีประหลาดของผางถ่งไปเสียสนิท และหันไปมองทางหลิวเปี่ยวพร้อมกับคนอื่นๆ
หลิวเปี่ยวขี่ม้าตัวใหญ่สง่างามมาตามทาง ผู้คนสองข้างทางต่างก็ค้อมตัวแสดงความยินดีกับเขาอย่างต่อเนื่อง หลิวเปี่ยวก็ประสานมือตอบรับ ใบหน้าเปื้อนยิ้ม ส่งเสียงหัวเราะอย่างเบิกบานใจเป็นระยะ
แหงล่ะสิ ตอนนี้หลิวเปี่ยวเรียกได้ว่าสามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคงแล้ว ตราบใดที่ไม่มีเรื่องผิดพลาดร้ายแรงเกิดขึ้น ก็ไม่มีใครสามารถโยกคลอนเขาได้ง่ายๆ สำหรับคนที่มีความทะเยอทะยานและต้องการจะสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ในดินแดนจิงเซียงอย่างเขา นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับการผูกเชือกนิรภัยไว้กับตัว ทำให้เขาสามารถเดินไต่ลวดเส้นนี้ได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น
ไม่นาน หลิวเปี่ยวก็เดินมาถึงตรงหน้าเฟยเฉียน
เฟยเฉียนและอีจี๋ประสานมือทำความเคารพเพื่อแสดงความยินดีกับหลิวเปี่ยว หลิวเปี่ยวก็หัวเราะร่วน ประสานมือตอบรับจากบนหลังม้า พยักหน้าให้ แล้วก็ขี่ม้าผ่านไป
รถม้าที่ตามหลังหลิวเปี่ยวมา ก็คือรถม้าของนางเอกในงานวันนี้ บุตรีแห่งตระกูลช่าย
เมื่อมาถึงหน้าเต็นท์สีเขียว คู่บ่าวสาวจะต้องทำพิธีกราบไหว้ฟ้าดิน หลิวเปี่ยวจึงจูงมือบุตรีตระกูลช่ายลงมาจากรถม้า เรียกเสียงฮือฮาจากผู้คนได้อีกระลอก
ในยุคราชวงศ์ฮั่นยังไม่ค่อยนิยมใช้ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวมากนัก ดังนั้นในตอนนี้ทุกคนจึงสามารถมองเห็นใบหน้าของบุตรีตระกูลช่ายได้อย่างชัดเจน
เฟยเฉียนประเมินดูแล้ว บุตรีตระกูลช่ายอายุน่าจะเต็มที่ไม่เกินยี่สิบ เมื่อมายืนเทียบกับหลิวเปี่ยวที่มีหนวดเครายาวเฟื้อย มันช่างเป็นภาพที่ขัดตากันสุดๆ…
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของผู้คน บุตรีตระกูลช่ายก้มหน้าหลุบตาต่ำ ดูเหมือนจะขวยเขิน แต่เฟยเฉียนที่ยืนอยู่ค่อนข้างใกล้ กลับสังเกตเห็นถึงความผิดปกติบางอย่าง
เรียบเฉย ใช่แล้ว ใบหน้าของนางช่างเรียบเฉยและไร้ความรู้สึก
ต่างจากหลิวเปี่ยวที่มีรอยยิ้มเบิกบานเต็มหน้า แม้บุตรีตระกูลช่ายจะเม้มปากเล็กน้อย ก้มหน้าหลุบตาต่ำ แต่มันกลับดูเหมือนนางสวมหน้ากากอยู่ รอยยิ้มบนใบหน้าดูเหมือนถูกวาดขึ้นมา แข็งทื่อและไร้อารมณ์
ก็จริงนะ หญิงสาวคนไหนบ้างจะไม่มีความรักในวัยหนุ่มสาว?
ก็เหมือนกับที่เรื่องไซอิ๋วเคยบอกไว้ หญิงสาวคนไหนบ้างจะไม่หวังให้ชายคนรักขี่เมฆสีรุ้งมารับตน?
เมฆสีรุ้งน่ะมาแล้ว แต่คนที่ยืนอยู่บนเมฆนั่น ดันอายุรุ่นราวคราวพ่อเสียนี่…
บางทีอาจจะไม่ใช่แค่เฟยเฉียนคนเดียวที่สังเกตเห็นสีหน้าอันเรียบเฉยของบุตรีตระกูลช่าย แต่คงไม่มีใครสนใจเรื่องนี้หรอก นอกจากเฟยเฉียน
สำหรับหลิวเปี่ยว จะแต่งกับคุณหนูสามหรือคุณหนูสี่ของตระกูลช่ายก็ไม่สำคัญ ขอแค่เป็นสายเลือดตรงของตระกูลช่ายก็พอ…
สำหรับตระกูลช่าย ลูกสาวจะแต่งกับผู้ชายอายุสี่สิบหรือห้าสิบก็ไม่สำคัญ ขอแค่เขาเป็นผู้ว่าการรัฐจิงโจวก็พอ…
และรูปแบบเช่นนี้ ก็มีให้เห็นดาษดื่นในยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออก โดยเฉพาะในหมู่ตระกูลใหญ่และผู้มีอำนาจ
ฝูงชนพากันแห่แหนรุมล้อมคู่บ่าวสาวเข้าไปในเต็นท์สีเขียว จากนั้นก็ได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่ประกอบพิธีร้องตะโกนก้อง พิธีกราบไหว้ฟ้าดินได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว…
เฟยเฉียนไม่ได้รีบตามเข้าไป แต่ยืนอยู่หน้าเต็นท์สีเขียว พึมพำกับตัวเองเบาๆ “นี่มัน… การแต่งงานทางการเมืองชัดๆ”
ผางถ่งโผล่มาจากไหนไม่รู้อีกแล้ว บังเอิญได้ยินสิ่งที่เฟยเฉียนพูดพอดี แต่ฟังไม่เข้าใจ จึงถามเซ้าซี้ “จื่อเยวียน เมื่อกี้ท่านพูดว่าอะไรนะ? การแต่งงานอะไรนะ?”
“การเมือง… ช่างเถอะ พวกเราเข้าไปข้างในกันก่อนดีกว่า เดี๋ยวข้าค่อยอธิบายให้เจ้าฟังทีหลัง” เฟยเฉียนลากตัวผางถ่งเดินเข้าไปในเต็นท์สีเขียว พลางคิดในใจว่า หวังว่าชีวิตแต่งงานของข้า จะไม่จบลงด้วยการเป็นเครื่องมือทางการเมืองแบบนี้นะ…

0 Comments