You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

เมื่อเฟยเฉียนกลับมาถึงบนเขาหลู่ซาน ตั้งใจจะไปคิดบัญชีกับเด็กหนุ่มผิวดำ ก็พบว่าผางเต๋อกงได้ย้ายไปอยู่ที่ศาลาเฟยหลงแล้ว และเด็กหนุ่มคนนั้นก็กำลังเดินตามผางเต๋อกงไปติดๆ…

เมื่อเห็นเฟยเฉียนถลึงตาใส่ เด็กหนุ่มก็แอบถลึงตาตอบ

โอ้โห มีอารมณ์ขันซะด้วย

แต่ในเมื่อสามารถติดตามผางเต๋อกงได้ ตามหลักแล้วก็คงไม่ใช่คนนอก แต่ทำไมเมื่อครู่ถึงต้องหลอกข้าด้วยล่ะ?

ผางเต๋อกงเอ่ยขึ้นช้าๆ “ผู้ว่าการหลิวมีคำกล่าวอันใดบ้าง?”

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เฟยเฉียนก็รู้สึกจนใจอยู่บ้าง จึงเล่าคำพูดของหลิวเปี่ยวที่ตีนเขาเมื่อครู่ รวมถึงอุบายที่ตนเสนอให้หลิวเปี่ยวฟังจนหมดสิ้น

ผางเต๋อกงไม่ได้ตำหนิที่เฟยเฉียนออกอุบายส่งเดช เพียงแต่ถามว่า “ตามความเห็นของเจ้า ข้าควรจะลงจากเขาหรือไม่?”

เฟยเฉียนกะพริบตาปริบๆ ทำไมท่านผู้อาวุโสผางเต๋อกงถึงให้ข้าเป็นคนตัดสินใจว่าจะลงจากเขาหรือไม่ล่ะ? แต่แล้วก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ทันที แท้จริงแล้วผางเต๋อกงไม่ได้ถามเรื่องการลงจากเขาของตนเอง แต่กำลังถามความคิดเห็นส่วนตัวของเฟยเฉียนที่มีต่อหลิวเปี่ยว หลิวจิ่งเซิงต่างหาก

ยังไงเสียตอนนี้เฟยเฉียนก็ยังมีตำแหน่งเป็นเปี๋ยเจี้ยของผู้ว่าการรัฐอยู่

เฟยเฉียนปรายตามองเด็กหนุ่มผิวดำที่อยู่ข้างกายผางเต๋อกง

ผางเต๋อกงเห็นดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะยิ้ม แล้วเอ่ยกับเฟยเฉียนว่า “นี่คือหลานชายของข้า ผางถ่ง ผางซื่อหยวน” ความหมายแฝงก็คือเป็นคนกันเองทั้งนั้น พูดมาเถอะไม่ต้องเกรงใจ

แต่เฟยเฉียนกลับตกใจสุดขีด เด็กหนุ่มผิวดำหน้าตาธรรมดาๆ ตาโตๆ คนนี้คือผางถ่งงั้นหรือ?

หงส์ดรุณผางถ่งหน้าตาแบบนี้เนี่ยนะ?

แม้จะไม่ได้น่าเกลียดอะไรนัก แต่ก็ไม่ได้ดูหล่อเหลาหมดจดเลย

เฟยเฉียนแอบค่อนขอดในใจ มิน่าล่ะถึงได้ฉายาว่าหงส์ดรุณ โบราณว่าไว้หงส์ไร้ขนยังสู้ไก่ไม่ได้ แล้วลูกหงส์ที่ยังโตไม่เต็มที่ล่ะ อาฮะ…

อืม ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้ได้รับฉายานี้มาหรือยัง แต่ดูจากอายุแล้ว น่าจะแค่สิบกว่าขวบ ตามหลักแล้วก็คงจะยังไม่ได้ล่ะมั้ง?

เด็กหนุ่มผิวดำผางถ่งก้าวออกมากระทำความเคารพอย่างเป็นทางการ ใบหน้าเล็กๆ ตึงเครียด ไม่ยิ้มแย้มเลยสักนิด

เฟยเฉียนก็ตอบรับการคารวะ จากนั้นจึงหันไปตอบคำถามของผางเต๋อกงก่อนว่า “ผู้ว่าการหลิวผู้นี้ แม้จะมีท่าทางน่าเกรงขาม แต่ภายนอกดูใจกว้าง ภายในกลับขี้ระแวงและใจแคบ จึงไม่ควรไปร่วมงานด้วยขอรับ”

ผางเต๋อกงพยักหน้า จากนั้นก็มองลงไปที่ตีนเขา แล้วจู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า “เจ้าลงเขาไปได้แล้ว”

เฟยเฉียนถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง หรือว่าข้าพูดอะไรผิดไป? หรือทำอะไรผิดพลาดตรงไหน? นี่กะจะไล่ข้าลงเขางั้นหรือ? จะทำยังไงดีล่ะเนี่ย…

ผางเต๋อกงปรายตามองเฟยเฉียน แล้วชี้มือลงไปที่พื้นที่ด้านล่างเขา

เมื่อเฟยเฉียนมองตามไป ก็ถึงบางอ้อ ที่แท้เรือนไม้บนที่ดินของเขาได้สร้างเสร็จเรียบร้อยโดยที่เขาไม่รู้ตัวเลย ตอนนี้เหลือแค่เก็บรายละเอียด ทำความสะอาดและจัดเตรียมข้าวของเท่านั้น

ที่แท้ก็ตกลงกับผางเต๋อกงไว้แล้วว่า หากเรือนไม้สร้างเสร็จเมื่อใดก็จะย้ายลงไปอยู่ตีนเขา

คราวนี้เฟยเฉียนถึงกับโล่งอก เขารู้ดีว่าแม้ช่วงหลายวันนี้เขาจะเหนื่อยยาก แต่ผางเต๋อกงเองก็คงไม่ได้สบายไปกว่ากันนัก ไม่เพียงแต่ต้องจัดเตรียมตำรามากมายให้เขา แต่ยังต้องคอยชี้แนะและตอบคำถามจากสิ่งที่เขาได้อ่านมาอีก สำหรับผู้เฒ่าที่อายุมากขนาดนี้ ถือเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยจริงๆ

ยิ่งไปกว่านั้น เฟยเฉียนรู้ดีว่าคนแก่พอกลางคืนก็หลับยาก พอตอนกลางวันก็มักจะง่วงนอน และแม้เขาจะระมัดระวังแค่ไหน แต่ก็หนีไม่พ้นที่จะทำเสียงดังรบกวนผางเต๋อกงอยู่บ้าง

ดังนั้น เฟยเฉียนจึงไม่ดึงดันอีก อย่างไรเสียระยะทางระหว่างบนเขากับตีนเขาก็ไม่ได้ไกลกันนัก ตราบใดที่ผางเต๋อกงยังยินดีสั่งสอน เขาก็แค่เดินขึ้นลงให้บ่อยขึ้นหน่อยก็พอแล้ว

เด็กหนุ่มผิวดำผางถ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ หรี่ตาลงเล็กน้อย พลางคิดในใจว่า ฮ่าฮ่า บังอาจมาแย่งห้องข้านัก แถมยังทำห้องข้ารกไปหมด คราวนี้แหละ ข้าจะได้กลับไปอยู่ห้องเดิมแล้ว…

แต่ใครจะไปคิดว่าพอผางเต๋อกงถามเฟยเฉียนว่าที่เรือนไม้ตีนเขามีห้องว่างหรือไม่ และได้รับคำตอบว่ามี ผางเต๋อกงก็หันไปพูดกับผางถ่งว่า “เจ้าก็ลงเขาไปพร้อมกับจื่อเยวียนด้วยก็แล้วกัน”

“อ๊ะ!” ผางถ่งถึงกับอึ้งไป แทบจะกระโดดตัวลอย “ทำไมล่ะขอรับ?”

ผางเต๋อกงเอ่ยช้าๆ ว่า “แต่เดิมที่ตีนเขาไม่มีที่พักอาศัย ข้าจึงให้เจ้ามาพักอยู่ด้วยชั่วคราว ตอนนี้เรือนของจื่อเยวียนก็งดงามดี จะรั้งเจ้าไว้ทำไม? รีบไปเถอะ อย่าได้พูดพร่ำทำเพลงเลย”

ผางถ่งทำหน้ามุ่ย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จึงจำใจกราบลาผางเต๋อกงพร้อมกับเฟยเฉียน เก็บข้าวของแล้วเดินตามกันลงเขาไป

ระหว่างทาง เฟยเฉียนนึกถึงเรื่องที่ถูกผางถ่งแกล้ง จึงชะลอฝีเท้าลง รอจนผางถ่งเดินมาอยู่ข้างๆ ก็ใช้ร่างกายของตัวเองบังทางผางถ่งไว้ พลางถามว่า “เมื่อครู่บนเขาทำไมถึงต้องหลอกข้าด้วย?”

ยังไงเสียตอนนี้หงส์ดรุณก็ยังเป็นแค่เด็กน้อย เฟยเฉียนจึงรู้สึกว่าการแกล้งเด็กก็ไม่ได้กดดันอะไร ยิ่งไปกว่านั้นบัญชีแค้นก่อนหน้านี้ก็ยังไม่ได้ชำระเลย…

ผางถ่งกลอกตาไปมา พยายามขืนตัวออกจากแรงกดดันของเฟยเฉียน พลางปากแข็งไม่ยอมรับความผิด ยืนกรานว่าทุกคำที่พูดไปเมื่อครู่ล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น อย่างมากก็แค่สีหน้าท่าทางทำให้เข้าใจผิดไปเอง เฟยเฉียนจะมาเอาผิดอะไรเขาได้

เฟยเฉียนลองคิดดูแล้ว มันก็จริงอย่างที่ว่า…

ผางถ่งขยับตัวไปมา แต่ด้วยความที่เป็นเด็กเรี่ยวแรงน้อยจึงผลักเฟยเฉียนไม่ขยับ เลยพูดด้วยความโมโหว่า “เก่งแต่ใช้กำลังมีอะไรน่าภูมิใจนักหนา ถ้าแน่จริงมาประลองปัญญากันสิ ดูสิว่าข้าจะจัดการเจ้ายังไง!”

เฟยเฉียนได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกว่าเด็กคนนี้พูดจาใหญ่โตจัง น่าสนุกดี จึงตอบไปว่า “ข้าเป็นคนตั้งโจทย์ใช่ไหม? ไม่มีข้อจำกัดใช่ไหม?”

ผางถ่งยืดคอขึ้น ตอบอย่างหยิ่งผยองว่า “คัมภีร์ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา บทประพันธ์ ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ เชิญท่านเลือกมาได้เลย!”

เอาล่ะสิ ถ้าให้สู้กับหงส์ดรุณร่างสมบูรณ์อาจจะยากหน่อย แต่กับร่างครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้น่ะหรือ หึๆ…

เฟยเฉียนมองซ้ายมองขวา จู่ๆ ก็เห็นน้ำตกไหลลงมาจากบนเขา จึงคิดโจทย์ออกข้อหนึ่ง หันไปถามผางถ่งว่า “น้ำมีน้ำหนักเท่าใด?”

ผางถ่งกลอกตา แล้วตอบว่า “ท่านต้องระบุปริมาณน้ำมาด้วยสิ ไม่อย่างนั้นข้าจะตอบอย่างไรก็ผิดอยู่ดี!”

เก่งนี่นา ไม่หลงกลด้วย แต่ถึงจะรอดพ้นหลุมพรางแรกไปได้ ก็หนีหลุมพรางที่สองไม่พ้นหรอก

เฟยเฉียนจึงพูดต่อว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ขอถามว่าน้ำหนึ่งหยดมีน้ำหนักเท่าใด?”

“ห๊ะ?” ผางถ่งกลืนน้ำลายเอื้อกอย่างยากลำบาก “…นะ..น้ำหนึ่งหยดเนี่ยนะ?!”

“ใช่แล้ว!”

ผางถ่งโวยวาย “น้ำหนึ่งหยดจะชั่งน้ำหนักได้อย่างไร!? ใครเขาจะไปชั่งน้ำหนึ่งหยดกัน?!”

เฟยเฉียนชี้เข้าหาตัวเองแล้วบอกว่า “ข้าไงล่ะ! ว่ายังไง จะยอมแพ้ไหม ข้าจะได้บอกคำตอบให้?”

“ไม่ยอม!” ผางถ่งกัดฟันกรอด พูดด้วยความโกรธแค้น “ข้าต้องคำนวณออกมาให้ได้!”

“งั้นก็ตกลงตามนี้” เฟยเฉียนพูดอย่างสบายๆ “งั้นรอให้เจ้าคำนวณเสร็จแล้วค่อยมาบอกข้าก็แล้วกัน หวังว่าจะไม่ทำให้ข้ารอนานเกินไปนะ ฮ่าฮ่า…”

โจทย์แบบนี้ถ้าเป็นในยุคหลัง ถือว่าง่ายแสนง่าย แต่ในยุคราชวงศ์ฮั่นที่มีข้อจำกัดเรื่องเครื่องมือวัด การจะคำนวณให้แม่นยำคงต้องใช้ความพยายามอย่างหนัก…

บนศาลาเฟยหลง ผางเต๋อกงมองดูการหยอกล้อของทั้งสองคนไปตลอดทาง ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มและพยักหน้า จากนั้นก็เลิกสนใจ และหลับตาพักผ่อนต่อไป

ในมุมมองของเขา วิถีแห่งการศึกษาต้องอาศัยการขัดเกลาซึ่งกันและกัน จึงจะบังเกิดผล การที่เขาจงใจไล่ทั้งคู่งเขาไปอยู่ด้วยกัน จุดประสงค์ที่แท้จริงก็เพื่อให้ทั้งสองคนได้แข่งขันชิงดีชิงเด่นกัน ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นให้พวกเขาทุ่มเทให้กับการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น…

แน่นอนว่าช่วงหลายวันนี้มันหนวกหูเกินไปจริงๆ ไล่ลงเขาไปหมดจะได้เงียบสงบขึ้นบ้าง…

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note