ตอนที่ 101 กลศาสตร์เบื้องต้น
แปลโดย เนสยังเฟยเฉียนครุ่นคิดอย่างหนัก แต่ก็ยังคิดไม่ตกสักที ความอึดอัดใจก่อตัวขึ้นราวกับมีหินก้อนใหญ่กดทับอยู่ในอก ช่างทรมานเหลือเกิน
เฟยเฉียนทบทวนถึงผู้คนที่เขาได้รู้จักในช่วงเวลานี้ ผนวกกับความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่เขามีจากยุคหลัง ลองคิดดูให้ดี แทบทุกคนล้วนใช้การกระทำของตนเพื่อพิสูจน์มรรคาของตนเองทั้งสิ้น
มรรคาของเฉาเชา เริ่มต้นตั้งแต่วัยเยาว์เมื่อได้รับคำทำนายว่า “ขุนนางผู้มีความสามารถในยามสงบ วีรบุรุษในยามกลียุค” เขาใช้ชีวิตทั้งชีวิตดำเนินไปตามเส้นทางนี้ แม้ในยามชราที่มีอำนาจล้นฟ้า ทรงอิทธิพลเหนือราชสำนัก และทะเยอทะยานจนสุดกู่ แต่เขาก็ยังคงยึดมั่นใน “มรรคา” ของตน ไม่ยอมก้าวข้ามเส้นแบ่งสุดท้าย…
มรรคาของหยวนเซ่า คือ “การเป็นที่เคารพรักของมวลชน” ในเส้นทางของการรวบรวมศรัทธาจากผู้คน หยวนเซ่าแสดงความกล้าหาญและความเด็ดเดี่ยวออกมาอย่างน่าทึ่ง มิฉะนั้นเหล่าวีรบุรุษในเหอเป่ยคงไม่ยอมสยบแทบเท้าเขาอย่างง่ายดาย น่าเสียดายที่เมื่อเขาได้เป็นผู้นำกองทัพพันธมิตรต่อต้านต่งจั๋ว เขาก็ขึ้นสู่จุดสูงสุดของศรัทธามหาชนแล้ว หลังจากนั้นเส้นทางของเขาก็มีแต่ดิ่งลงเหว เมื่อไม่สามารถหามรรคาใหม่ได้ เขาก็ไม่อาจลุกขึ้นยืนได้อีกเลย…
อย่างเช่น ช่ายยง ซุนอวี้ และผู้คนอีกมากมาย…
ล้วนเป็นเช่นนี้ทั้งสิ้น
ลองนึกย้อนไปถึงยุคที่ธงแดงปลิวไสว เพื่อพิสูจน์มรรคาแห่งค้อนและเคียว มีผู้คนมากมายยอมทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งสละชีวิตก็ยอม…
มรรคา คือความมุ่งมั่น
มรรคา คือความศรัทธา
มรรคา คือเป้าหมายและความเชื่อที่ยอมทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อทำให้เป็นจริง แม้จะต้องเผชิญความยากลำบากแสนสาหัสก็ยินดีรับไว้ แม้จะต้องถูกผู้คนรุมประณามก็ยังยืนหยัดก้าวต่อไป แม้จะต้องเหยียบย่ำโครงกระดูกนับหมื่นก็ยังคงเชิดหน้าก้าวเดินต่อไป…
ตอนนี้เขารู้แล้วว่ามรรคาคือสิ่งใด แต่แล้วสิ่งใดเล่าคือมรรคาของข้า?
เฟยเฉียนรู้สึกหงุดหงิดแทบคลั่ง สายตาจับจ้องไปเบื้องหน้าอย่างเลื่อนลอย…
เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่อาจทราบได้ จู่ๆ เฟยเฉียนก็รู้สึกเหมือนมีเงาดำก้อนใหญ่ๆ กลิ้งไปกลิ้งมาอยู่ตรงหน้า เฟยเฉียนขยับมุมมองไปหลายครั้งแต่ก็สลัดเงานั้นไม่หลุดสักที…
เมื่อเฟยเฉียนได้สติกลับมาและเพ่งมองดูดีๆ ก็พบว่าเป็นนายช่างใหญ่หวงนั่นเองที่เอาแต่เดินวนเวียนไปมาอยู่ตรงหน้าเขา
เมื่อครู่นี้นายช่างใหญ่หวงมีเรื่องจะปรึกษาเฟยเฉียน แต่พอเดินมาถึงตรงหน้า ก็พบว่าเฟยเฉียนหันหน้าหนีไปทางอื่นอย่างเหม่อลอย…
เขาจึงจำใจเดินตามไปยืนขวางทางที่เฟยเฉียนหันไปมอง แต่ก็พบว่าเฟยเฉียนหันหน้าหนีไปอีกทางด้วยท่าทีเหม่อลอยอีกแล้ว…
โชคดีที่นายช่างใหญ่หวงพอมองออกว่าเฟยเฉียนกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิด แต่ตัวเขาเองก็มีเรื่องจำเป็นต้องให้เฟยเฉียนออกหน้าจริงๆ ไม่อย่างนั้นคงหันหลังกลับไปตั้งนานแล้ว
เมื่อนายช่างใหญ่หวงเห็นว่าในที่สุดสายตาของเฟยเฉียนก็กลับมาโฟกัสที่ตัวเขา เขาก็รีบฉีกยิ้มประจบประแจงแล้วเอ่ยว่า “แหะๆ ขออภัยที่รบกวนท่านเปี๋ยเจี้ย เพียงแต่ข้าน้อยมีเรื่องยุ่งยากที่จำเป็นต้องมารายงานจริงๆ…”
“เงินไม่พอแล้วหรือ?” ปฏิกิริยาแรกของเฟยเฉียนคือเงินที่เบิกจ่ายล่วงหน้าให้นายช่างใหญ่หวงหมดแล้ว แต่ทำไมถึงหมดเร็วนักล่ะ?
“หามิได้ เงินยังคงมีอยู่ เพียงแต่… เพียงแต่คนงานไม่พอแล้ว… พรุ่งนี้ก็จะต้องยกคานหลังคาแล้ว… ด้วยคนเพียงเท่านี้… เกรงว่าจะเลยฤกษ์งามยามดีไปได้…” นายช่างใหญ่หวงรู้สึกละอายใจ เขาเองก็ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันจนทำให้คนงานขาดแคลน
เฟยเฉียนยังไม่ค่อยเข้าใจ คนงานไม่พอก็ไปหาเพิ่มสิ จะมาบอกข้าทำไม?
เมื่อสอบถามจนรู้ความกระจ่าง เฟยเฉียนก็อดถอนใจไม่ได้ เอาเถอะ สุดท้ายก็ขุดหลุมฝังตัวเองจนได้…
เฟยเฉียนไม่ใช่คนที่เสนอแผน “จัดระเบียบรูปโฉม” ให้หลิวเปี่ยวหรอกหรือ ช่วงหลายวันนี้อีจี๋จัดการงานอย่างขะมักเขม้น ทั้งเกณฑ์คนมาทำความสะอาดถนน จัดเวรยามตรวจตราตลาดสด ซ้ำยังส่งคนออกไปตามอำเภอต่างๆ อีก ไม่เพียงเท่านั้นยังเกณฑ์ชาวนาที่ว่างเว้นจากการทำนามาซ่อมแซมกำแพงเมือง ปรับปรุงถนนหนทางรอบเมืองเซียงหยาง ขุดลอกคูคลองและซ่อมแซมระบบชลประทานขนานใหญ่…
ด้วยเหตุนี้ แรงงานที่เคยมีเหลือเฟือจึงขาดแคลนขึ้นมาทันที โชคดีที่อีจี๋รู้ว่านายช่างใหญ่หวงกำลังคุมงานสร้างบ้านให้เฟยเฉียน ไม่อย่างนั้นแม้แต่นายช่างใหญ่หวงก็คงโดนเกณฑ์ตัวไปแล้ว
และพรุ่งนี้ก็คือฤกษ์ดีที่กำหนดไว้นานแล้วว่าจะทำการยกคานหลังคาใหญ่ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับนายช่างใหญ่หวง ไม่เพียงแต่ต้องวางคานให้ตรงเป๊ะ แต่ยังต้องทำให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด ห้ามล่วงเลยเวลาเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะเป็นลางร้าย แต่ตอนนี้คนงานมีไม่พอ เรื่องนี้จึงกลายเป็นปัญหาใหญ่ สำหรับนายช่างใหญ่หวงที่สร้างบ้านมาทั้งชีวิต เรื่องนี้ถือเป็นการทุบหม้อข้าวตัวเองเลยทีเดียว ด้วยความจนปัญญา เขาจึงต้องบากหน้ามาขอความช่วยเหลือจากเฟยเฉียน
เพราะในความคิดของนายช่างใหญ่หวง เฟยเฉียนก็คือเปี๋ยเจี้ย การจะเกณฑ์คนมาช่วยสักหน่อยย่อมไม่ใช่เรื่องยาก
มิน่าล่ะ ช่วงหลายวันนี้ถึงเห็นคนเดินพลุกพล่านตามท้องถนนดูวุ่นวายไปหมด หลังจากได้ฟังนายช่างใหญ่หวงเล่า เฟยเฉียนเพิ่งจะสังเกตเห็น แต่ถึงจะรู้ เฟยเฉียนก็ไม่มีวิธีแก้ปัญหาอยู่ดี การที่อีจี๋ไม่เกณฑ์นายช่างใหญ่หวงไปก็ถือว่าไว้หน้ามากแล้ว จะให้เขาวิ่งโร่ไปหาหลิวเปี่ยว ขอให้หยุดแผน “จัดระเบียบรูปโฉม” ชั่วคราว เพื่อเจียดคนมาช่วยสร้างบ้านส่วนตัวของเขางั้นหรือ? เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด
จะเลื่อนเวลายกคานออกไปหรือ? แล้วจะต้องรอไปถึงเมื่อไหร่? จะให้เขารอจนกว่าแผน “จัดระเบียบรูปโฉม” จะเสร็จสิ้นถึงค่อยสร้างบ้านต่อหรือ? ก็เป็นไปไม่ได้อีกเช่นกัน
เห็นทีคงต้องหาวิธีเองเสียแล้ว
เมื่อเฟยเฉียนเดินตามนายช่างใหญ่หวงไปที่ไซต์ก่อสร้าง เขาพบว่าเพียงไม่กี่วัน โครงสร้างหลักก็เกือบจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ส่วนคานหลักท่อนเขื่องที่ผูกผ้าแดงไว้เรียบร้อย ถูกวางพาดรออยู่บนโครงไม้ด้านข้าง เตรียมพร้อมสำหรับการยกขึ้นในวันพรุ่งนี้
นี่คือคานของห้องโถงหลัก จึงมีความยาวและขนาดใหญ่มาก และแน่นอนว่าต้องมีน้ำหนักมหาศาล หากใช้เพียงแรงคนก็ต้องใช้คนจำนวนมากจริงๆ
แต่ในเมื่อตอนนี้หาคนเพิ่มไม่ได้แล้ว ทางออกเดียวก็คือต้องพึ่งเครื่องจักรช่วย
เฟยเฉียนสอบถามขั้นตอนการยกคานอย่างละเอียดจากนายช่างใหญ่หวง ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วถามว่า “ทำไมไม่ใช้ระบบเชือกรอกล่ะ?”
นายช่างใหญ่หวงไม่คิดว่าเฟยเฉียนจะรู้เรื่องนี้ด้วย จึงอธิบายว่า “ก็ใช้ระบบเชือกรอกอยู่ขอรับ แต่ปัญหาคือตอนที่ต้องดึงรั้งเชือก หากแรงคนไม่พอ เชือกก็จะไม่ตึง หากคานเอียงไปก็จะเกิดปัญหาได้” พลางชี้มือไปที่สองฝั่งของโครงสร้างห้องโถง
เฟยเฉียนเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก็ถึงบางอ้อ ที่แท้ก็ใช้รอกเดี่ยวตายตัวนี่เอง แบบนี้มันจะไปผ่อนแรงได้ยังไง? มิน่าล่ะถึงต้องใช้คนเยอะขนาดนั้น
ดังนั้นเฟยเฉียนจึงหันกลับมาและพูดว่า “ก็แค่เพิ่มรอกที่เคลื่อนที่ได้เข้าไปอีกนิด ก็ไม่ต้องใช้คนเยอะขนาดนั้นแล้ว”
“…รอกที่เคลื่อนที่ได้?” นายช่างใหญ่หวงไม่ค่อยเข้าใจนัก รอกก็คือรอก มันจะเคลื่อนที่ได้ยังไง?
เฟยเฉียนชี้ไปที่รอกที่ถูกยึดติดอยู่กับโครงไม้ทั้งสองข้าง พลางทำท่าประกอบและอธิบายว่า “รอกตัวนั้นมันเคลื่อนที่ไม่ได้… ต้องเพิ่มตัวที่ขยับได้เข้าไปอีก… เฮ้อ! วาดรูปให้ดูเลยดีกว่า…”
เฟยเฉียนพบว่าการอธิบายด้วยคำพูดมันเข้าใจยาก จึงหยิบกิ่งไม้เล็กๆ มาวาดแผนผังลงบนพื้น แล้วชี้ไปที่รูปพลางอธิบายให้นายช่างใหญ่หวงฟัง “ก็แบบนี้ไง เพิ่มรอกที่เคลื่อนที่ได้เข้าไปตัวนึง ก็จะช่วยผ่อนแรงลงได้ครึ่งนึงแล้ว ถ้าเพิ่มเข้าไปอีกหลายๆ ตัว ต่อให้เป็นคนๆ เดียวก็ดึงคานขึ้นไปได้สบายๆ แบบนี้คนงานก็น่าจะพอแล้วใช่ไหม?”
นายช่างใหญ่หวงมองตามรูปแล้วตัวสั่นเทิ้มด้วยความตื่นเต้น น้ำเสียงสั่นเครือ กลืนน้ำลายอึกใหญ่แล้วเอ่ยอย่างยากลำบากว่า “ท่านเปี๋ยเจี้ยเฟย… นี่… วิธีนี้… ท่าน… ยินดี… จะ… จะ… จะถ่ายทอดให้ข้าจริงๆ หรือ?”
“ห๊ะ? อา” เมื่อเห็นท่าทางของนายช่างใหญ่หวง เฟยเฉียนก็ตระหนักได้ว่า เขาคงเผลอเปิดปมเทคโนโลยีแบบสุ่มสี่สุ่มห้าไปอีกแล้วสินะ…

0 Comments