บทที่ 74 เริ่มการประกวดความสามารถ
แปลโดย เนสยังเจิ้งเจี๋ยมองขวดน้ำของฟางเหวินชง แล้วถามขึ้นว่า: “เพื่อน น้ำขวดนี้ดูเหมือนนายไม่ได้ตั้งใจจะเอามาให้คู่ดูตัวนะ แต่เอามากินเองใช่ไหม?”
ฟางเหวินชงรีบดึงขวดน้ำเข้าหาตัวโดยสัญชาตญาณ: “อ๋อ ขวดนี้น่ะเหรอ
“ขวดนี้ฉันกินเองแหละ แต่ฉันก็กำลังคิดอยู่เหมือนกันว่าจะซื้อไปให้ผู้เล่นหญิงตอนเจอกันดีไหม”
เจิ้งเจี๋ยก็ก้มมองขวดน้ำในมือตัวเอง: “จำเป็นต้องซื้อด้วยเหรอ? นั่นแปลว่าทุกครั้งที่เจอกัน เราต้องเสียเวลาวีซ่าเพิ่มอีก 50 นาทีเลยนะ!
“บวกกับค่าห้องอีก 200 รวมเป็น 250 ถ้าเจอ 20 ครั้ง ก็เสียเวลาวีซ่าไปตั้ง 5,000 นาทีเลยนะ!”
เจิ้งเจี๋ยเองก็เริ่มหิวน้ำเหมือนกัน ก็เลยอยากจะกินน้ำขึ้นมาบ้าง
ฟางเหวินชงถอนหายใจ: “นายก็พูดไป ถ้าไม่ทำแบบนี้แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ? ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนที่เคยผ่าน ‘โป๊กเกอร์สีเลือด’ มาแล้ว จะยังถามคำถามแบบนี้ได้อีก
“เกมที่มีคนเล่นเยอะๆ แบบนี้ ถ้าไม่แข่งขันกันเอง ผลลัพธ์ก็ต้องออกมาแย่สุดๆ อยู่แล้ว
“คนอื่นเขาให้กันหมด ถ้านายไม่ให้ ก็อย่าหวังว่าจะได้ไลก์จากใครเลย
“ถึงในเกมจะยังไม่ได้บอกว่าไลก์เอาไว้ทำอะไรก็เถอะ แต่มันก็ต้องเป็นของดีแน่ๆ ใช่ไหมล่ะ? ถึงจะเอาไปแลกเป็นเวลาวีซ่าตรงๆ ไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็น่าจะเอาไปแลกเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้แหละ
“ถ้ามันแลกเป็นอะไรได้สักอย่าง การเสียเวลาวีซ่า 50 นาทีก็ถือว่าคุ้มค่ามากแล้วล่ะ
“อีกอย่าง ถ้าหาผู้เล่นหญิงที่เข้ากันได้ แล้วไปตกลงแลกไลก์กันในการพบปะครั้งสุดท้าย ก็จะได้เวลาวีซ่าเพิ่มอีกตั้ง 3 หมื่นนาทีเลยนะ
“นายคงไม่ได้กะจะไปลุ้นเอาตอนเจอกันครั้งสุดท้ายหรอกใช่ไหม? มันก็ต้องหาคนที่ถูกใจไว้ก่อน แล้วก็ต้องสานสัมพันธ์กันไว้ล่วงหน้าสิ”
เจิ้งเจี๋ยพยักหน้าเห็นด้วย: “อืม ก็จริงแหละ ผมก็เข้าใจนะ แต่ก็แค่รู้สึกว่ามันไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่”
ฟางเหวินชงขยับตัวนั่งให้สบายขึ้น: “ไม่เต็มใจแล้วจะทำไงได้ล่ะ กฎของเกมมันก็เป็นแบบนี้นี่นา!
“จะว่าไป ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าผู้เล่นหญิงที่นายเจอเป็นคนยังไง แต่สองคนที่ฉันเจอนี่ นิสัยเสียสุดๆ เลย พอฉันถามว่าจะขอแบ่งจ่ายค่าห้องได้ไหม ก็ทำท่าจะกดดิสไลก์ใส่ฉันซะงั้น
“ฉันต้องพยายามพูดดีๆ สารพัดกว่าจะทำให้พวกเธออารมณ์ดีขึ้นได้ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าสุดท้ายแล้วพวกเธอจะกดไลก์ให้ฉันหรือเปล่า
“ก็เลยต้องระวังตัวไว้หน่อย เกมแค่นี้เอง ไม่จำเป็นต้องไปเถียงกับผู้หญิงให้เสียเวลาหรอก ยอมๆ ไปเถอะ ยังไงสุดท้ายเราก็ได้เวลาวีซ่ามากกว่าพวกเธออยู่ดี”
…
เวลา 10 นาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว เจิ้งเจี๋ยยังรู้สึกว่าคุยกันไม่จุใจเลย
โดยเฉพาะตอนที่ทั้งสองคนแอบนินทาผู้เล่นหญิงนิสัยเสียที่เจอมา รู้สึกสะใจบอกไม่ถูก
เจิ้งเจี๋ยพูดอย่างตรงไปตรงมา: “พี่ ขอบคุณมากนะที่อุตส่าห์เล่าอะไรให้ผมฟังตั้งเยอะ แต่ผมไม่มีไลก์ให้แลกแล้วล่ะ ผมกดให้คนอื่นไปแล้ว”
ฟางเหวินชงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ: “ไม่เป็นไรหรอก
“อีกอย่าง นายก็อย่าไปแลกไลก์กับผู้ชายเลยนะ”
เจิ้งเจี๋ยถึงกับงง: “ถ้าผู้ชายสองคนเชื่อใจกัน การแลกไลก์กันมันจะไม่ชัวร์กว่าเหรอครับ?”
ฟางเหวินชงถอนหายใจ: “มันก็ชัวร์กว่าแหละ แต่จะแลกไปทำไมล่ะ? การพบปะครั้งสุดท้าย ถ้าผู้ชายกับผู้ชายแลกไลก์กัน มันก็ไม่ได้เวลาวีซ่าเพิ่มซะหน่อย!
“นายก็ต้องไปแลกไลก์กับผู้เล่นหญิงล่วงหน้า แล้วก็ต้องสร้างความเชื่อใจกับความรู้สึกดีๆ ต่อกันไว้ก่อนสิ
“ถ้านายเอาไลก์ไปแลกกับผู้ชายหมด ถึงรอบสุดท้ายนายอยากจะไปแลกกับผู้เล่นหญิง เขาก็คงไม่เชื่อใจนายหรอก”
เจิ้งเจี๋ยถึงกับบรรลุ: “อ๋อ ใช่แฮะ โอเค งั้นไว้เจอกันใหม่นะพี่”
…
กลับมาที่ห้องพัก เจิ้งเจี๋ยเพิ่งจะนั่งลงที่โซฟา ก็เห็นหน้าจอใหญ่มีภาพปรากฏขึ้นมา
การประกวดความสามารถเริ่มขึ้นแล้ว
หน้าจอใหญ่ถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งเป็นผู้หญิงร่างอวบที่ดูเกร็งๆ ส่วนอีกฝั่งเป็นผู้ชายวัยกลางคนผิวคล้ำที่ดูโทรมๆ
ดูจากฉากหลังแล้ว น่าจะอยู่ในห้องรอที่เหมือนกับของเจิ้งเจี๋ยเป๊ะเลย โดยยืนอยู่ตรงพื้นที่ว่างที่มีไฟสปอตไลต์ส่องลงมา
ตอนนี้ไฟทุกดวงเปิดสว่างจ้า ได้บรรยากาศเหมือนอยู่บนเวทีจริงๆ
บนหน้าจอมีชื่อของหญิงสาวร่างอวบปรากฏขึ้น: [ชุมชนที่ 1 – จงหยวนหยวน]
“สวัสดีค่ะ ฉัน… ฉันจะมาร้องเพลงให้ทุกคนฟังนะคะ…”
หญิงสาวร่างอวบเริ่มร้องเพลง แน่นอนว่าเป็นการร้องสดแบบไม่มีดนตรี เสียงก็ไม่ได้ไพเราะอะไรมากมายนัก แต่เสียงหวานๆ ของเธอก็ทำให้คนฟังรู้สึกสบายใจได้
เจิ้งเจี๋ยฟังไปพลาง ก็คิดเรื่องกฎของเกมไปพลาง
หญิงสาวร่างอวบร้องเพลงไปได้ประมาณสามนาที ก็โค้งคำนับให้กล้องอย่างเขินอาย แล้วกดปุ่มเพื่อจบการแสดง
ผู้เล่นแต่ละคนมีเวลาแสดงได้สูงสุด 5 นาที แต่จะจบการแสดงก่อนก็ได้
ระบบเสียงของหน้าจอใหญ่ถูกตัดสลับไปอีกฝั่ง ผู้ชายวัยกลางคนที่ดูโทรมๆ คนนั้นก็เริ่มแสดงบ้าง
[ชุมชนที่ 8 – เจียวหงเทา]
เขาไม่ได้มีความสามารถอะไรพิเศษ ก็เลยเลือกที่จะร้องเพลงเหมือนกัน
เจิ้งเจี๋ยสังเกตเห็นว่า ข้างๆ เก้าอี้ในตำแหน่งที่ดูหน้าจอใหญ่ได้ชัดที่สุด มีปุ่มอยู่สองชุด แต่ละชุดจะมีปุ่ม ‘น่าสนใจ’ กับ ‘น่าเบื่อ’ ซึ่งตรงกับผู้เข้าแข่งขันทั้งสองคนบนหน้าจอใหญ่
ข้างๆ ยังมีข้อความเตือนอีกว่า: [ไม่ว่าคุณจะโหวตอะไรในการประกวดความสามารถ ก็จะไม่ทำให้เสียทรัพยากรที่มีอยู่เลย]
นั่นก็หมายความว่า ในการประกวดความสามารถแต่ละครั้ง จะกดปุ่มสองปุ่มนี้ยังไงก็ได้ ไม่มีข้อจำกัดเลย
แต่สำหรับการแสดงของคนๆ เดียว จะโหวต ‘น่าสนใจ’ กับ ‘น่าเบื่อ’ พร้อมกันไม่ได้ ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
“ผู้หญิงน่ารักๆ แบบนี้ ถึงจะอวบไปหน่อย แต่ก็ไม่มีคนกดไลก์ให้เลยเหรอเนี่ย?
“เกมนี้มันโหดร้ายไปหน่อยไหมเนี่ย”
เจิ้งเจี๋ยไม่ได้คิดอะไรมาก เขากดปุ่ม ‘น่าสนใจ’ ให้หญิงสาวร่างอวบที่แสดงจบไปแล้วทันที
เพราะตามกฎของเกม คนที่ได้ขึ้นเวทีประกวดความสามารถ ล้วนแต่เป็นคนที่มีจำนวน ‘กดไลก์’ น้อยที่สุดทั้งนั้น
ในเมื่อเป็นแบบนั้น การกดไลก์ให้สักครั้งก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร
ส่วนผู้ชายวัยกลางคนที่ดูโทรมๆ คนนี้…
เขาร้องเพลงได้แย่มาก เจิ้งเจี๋ยอยากจะปิดเสียงหน้าจอใหญ่ แต่ก็ไม่มีปุ่มให้ปิด
เจิ้งเจี๋ยรู้สึกลังเลนิดหน่อย ถ้าจะว่ากันตามตรง ผู้ชายคนนี้ก็เป็นคนที่น่าสงสารที่ไม่มีคนกดไลก์ให้เลย การกดไลก์ให้เขาสักครั้งก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่…
ในขณะที่เขากำลังลังเล เสียงของหน้าจอใหญ่ก็ถูกตัดไป ถึงภาพจะยังอยู่ แต่ก็มีข้อความแจ้งเตือนใหม่ปรากฏขึ้นด้านบน
[ผู้แสดงคนที่ 2 ได้รับโหวต ‘น่าเบื่อ’ เกิน 20 โหวต การแสดงถูกบังคับให้จบลง]
[ผู้แสดงคนที่ 1 ได้รับโหวต ‘น่าสนใจ’ 31 โหวต ได้รับ ‘กดไลก์’ เพิ่ม 3 ครั้ง]
[ผู้แสดงคนที่ 2 ได้รับโหวต ‘น่าสนใจ’ 2 โหวต ได้รับ ‘กดไลก์’ เพิ่ม 0 ครั้ง]
บนหน้าจอ หญิงสาวร่างอวบจงหยวนหยวน รีบโค้งคำนับขอบคุณผู้ชมหน้าจออย่างลนลาน ถึงจะไม่ได้ยินเสียง แต่ก็รับรู้ได้ถึงความดีใจของเธอผ่านท่าทาง
ภาพการประกวดความสามารถบนหน้าจอใหญ่ถูกตัดไป กลับไปเป็นหน้าจอกฎพื้นฐานของเกมเหมือนเดิม
เจิ้งเจี๋ยรู้สึกสลดใจ ผู้เล่นสองคนนี้ได้รับโอกาสในการประกวดความสามารถเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์กลับต่างกันราวฟ้ากับเหว
จู่ๆ เขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงรีบลุกขึ้นเดินไปที่เครื่องตรวจสอบข้อมูล
ผ่านไป 1 ชั่วโมงแล้ว ในที่สุดเขาก็สามารถเช็คจำนวน ‘กดไลก์’ กับ ‘กดดิสไลก์’ ของตัวเองได้สักที
[ชุมชนที่ 17 – เจิ้งเจี๋ย]
[จำนวน ‘กดไลก์’ ที่มีอยู่: 1]
[จำนวน ‘กดดิสไลก์’ ที่มีอยู่: 2]
[จำนวน ‘กดไลก์’ ที่ได้รับ: 0]
[จำนวน ‘กดดิสไลก์’ ที่ได้รับ: 0]
“นี่มัน…”
ถึงเจิ้งเจี๋ยจะเผื่อใจไว้บ้างแล้ว แต่พอเห็นผลลัพธ์นี้ เขาก็ยังรู้สึกผิดหวังอยู่ดี
เพราะนี่มันเริ่มชั่วโมงใหม่แล้ว เกมก็เลยให้ ‘กดไลก์’ กับ ‘กดดิสไลก์’ มาใหม่อย่างละ 1 ครั้ง
แต่ ‘กดไลก์’ กับ ‘กดดิสไลก์’ ที่คนอื่นกดให้เขา มันกลับเป็นศูนย์
นั่นก็หมายความว่า…
ลู่ซินอี๋ไม่ได้กดไลก์ให้เขาเลย
“ฉันนี่มันโง่จริงๆ ไปคาดหวังอะไรอยู่ได้…”
เจิ้งเจี๋ยอยากจะตบหน้าตัวเองสักสองฉาด เขาแอบหวังอยู่ลึกๆ ว่าคนอย่างลู่ซินอี๋จะรักษาสัญญาแล้วแลกไลก์กับเขา
เห็นได้ชัดว่า ลู่ซินอี๋แค่ทำท่ากดปุ่มหลอกๆ แต่ไม่ได้กดไลก์ให้เขาจริงๆ
เริ่มจากการกดปุ่ม [แบ่งกันจ่าย] จริงๆ แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยๆ ทำให้เจิ้งเจี๋ยลดความระแวงลงไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายก่อนออกจากห้อง ก็ทำท่ากดปุ่มหลอกๆ ได้อย่างแนบเนียน จนเจิ้งเจี๋ยที่ไร้เดียงสาคนนี้ถูกหลอกจนเปื่อย
ก่อนหน้านี้เจิ้งเจี๋ยยังแอบคิดเข้าข้างตัวเองว่า ลู่ซินอี๋คงเห็นว่าเขาเป็นคนของชุมชนที่ 17 ก็เลยอาจจะเกรงใจทนายหลินอยู่บ้าง?
ในสถานการณ์ที่เกมยังไม่ชัดเจน การแลกไลก์กันเพื่อสร้างมิตรภาพไว้ก่อน จะมาหลอกกันตั้งแต่แรกเลยเหรอ?
ตอนนี้เขาถึงได้รู้ว่า เขาอยู่แค่เลเวล 2 แต่ลู่ซินอี๋ไปถึงเลเวล 3 แล้ว
สำหรับลู่ซินอี๋แล้ว ตลอดทั้งเกม คงไม่มี ‘กดไลก์’ อันไหนที่จะหลอกได้ง่ายไปกว่านี้อีกแล้วล่ะ

0 Comments