บทที่ 59 ตัวเลือกสมาชิกใหม่
แปลโดย เนสยังเมื่อได้ยินประกาศใหม่ ผู้เล่นในห้องโถงต่างก็รู้สึกประหลาดใจ
“เอ๊ะ? ผู้เล่นใหม่เหรอ?”
“เพิ่มคนได้ด้วยเหรอเนี่ย? หมายความว่าชุมชนเราจะรักษาจำนวนคนไว้ที่ 12 คนได้ตลอดเลยสิ?”
ชุมชน 12 คนที่ลดเหลือเพียง 11 คน แม้จะหายไปแค่คนเดียว แต่ก็มักจะทำให้รู้สึกว่าห้องโถงมันว่างเปล่า ไม่คึกคักเหมือนแต่ก่อน
ความรู้สึกนี้ทำให้หลายคนรู้สึกหดหู่ใจ
แต่ถ้าสามารถเติมคนให้ครบ 12 คนได้ล่ะก็ มันจะต้องกลับมาคึกคักเหมือนเดิมแน่ๆ
ซึ่งนี่ก็ทำให้หลายคนต่างพากันตั้งตารอคอยสมาชิกใหม่
ซูซิ่วเฉินส่ายหน้าโดยสัญชาตญาณ: “แต่ว่า พอคนใหม่มาแล้ว เขาจะไปพักที่ไหนล่ะ? เรามีห้องพักแค่ 12 ห้องเองนะ”
หลี่เหรินซูคิดอยู่ครู่หนึ่ง: “ในประกาศบอกว่า เขาจะกลายเป็นผู้เล่นหมายเลข 10 คนใหม่ พูดอีกอย่างก็คือ เขาน่าจะเข้าไปพักในห้องเดิมของลุงติงนั่นแหละค่ะ
“ฉันคิดว่า โถงระเบียงน่าจะทำการ ‘รีเซ็ต’ สภาพห้อง ให้กลับไปเป็นสภาพเดิมเหมือนตอนที่ยังไม่มีใครเข้าพักล่ะมั้งคะ”
ซูซิ่วเฉินรู้สึกต่อต้านโดยสัญชาตญาณ: “แบบนั้นไม่ได้นะ! ถ้าทำแบบนั้น ร่องรอยที่ลุงติงเคยอยู่ที่นี่ ก็จะหายไปจนหมดเลยไม่ใช่เหรอ?”
ทุกคนเงียบไปชั่วขณะ
เห็นได้อย่างชัดเจนว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลย แต่ก็รู้สึกกระอักกระอ่วนที่จะพูดออกมาตรงๆ
บรรยากาศภายในห้องโถงตกอยู่ในความอึดอัด
สุดท้ายหลี่เหรินซูก็เป็นคนเอ่ยปากปลอบใจ: “ป้าซูคะ ของใช้ส่วนตัวในห้องพักมันเอาออกมาไม่ได้อยู่แล้ว และพวกเราก็เข้าไปในห้องของลุงติงไม่ได้เหมือนกันค่ะ
“สร้อยข้อมือของลุงติงยังอยู่ นั่นก็คือหลักฐานที่บ่งบอกว่าเขาเคยมีตัวตนอยู่ เขาเป็นคนดี และพวกเราทุกคนก็จะจดจำเขาไว้ในใจตลอดไปค่ะ
“แต่ชุมชนเราจำเป็นต้องรับสมาชิกใหม่นะคะ เพราะหลังจากนี้มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีเกมแบบกลุ่มอีก ถ้าขาดคนไปหนึ่งคน พวกเราก็จะเสียเปรียบโดยธรรมชาติค่ะ
“ฉันคิดว่า ลุงติงที่อยู่บนสวรรค์ ก็คงอยากให้พวกเราก้าวข้ามเรื่องนี้ไปให้ได้โดยเร็วเหมือนกันนะคะ”
ซูซิ่วเฉินมีสีหน้าเศร้าหมอง เธอเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเห็นสีหน้าของหลี่เหรินซู สุดท้ายเธอก็ถอนหายใจออกมา
“ก็ได้จ้ะ งั้นพวกเธอก็ปรึกษาหารือกันไปเถอะ จะหาสมาชิกใหม่แบบไหน ป้าก็ไม่มีความคิดเห็นอะไรหรอก”
พูดจบ เธอก็เดินขึ้นบันไดไปด้วยความเหนื่อยล้า
หวังหย่งซินที่กำลังดื่มกาแฟอยู่ริมหน้าต่าง อดไม่ได้ที่จะเบ้ปากด้วยความรู้สึกจนใจ
เขาลูบรอยช้ำที่คอของตัวเอง มันยังคงเจ็บอยู่ ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนถึงจะหาย
ฟู่เฉินทักทาย: “ถ้าทุกคนไม่มีอะไรแล้ว พวกเรามาประชุมกันหน่อยดีไหมครับ? ผู้เล่นหมายเลข 10 คนใหม่ เราจะเลือกคนแบบไหนดี”
ทุกคนต่างพากันมานั่งล้อมรอบโต๊ะยาว และก็มีบางคนที่เดินไปตามหาคนที่ไม่ได้อยู่ในห้องโถงด้วย
ผ่านไปไม่นาน นอกจากซูซิ่วเฉินแล้ว ทั้ง 10 คนก็มากันครบ
แม้จะพยายามเก็บซ่อนความรู้สึกไว้บ้าง แต่บนใบหน้าของคนส่วนใหญ่ก็ยังคงเผยให้เห็นถึงความคาดหวัง
ฟู่เฉินอธิบายกฎการรับสมาชิกใหม่อย่างคร่าวๆ จากนั้นก็พูดขึ้น: “ตอนนี้พวกเราสามารถยื่นข้อเสนอต่อชุมชนได้ ทุกคนคิดว่า พวกเราต้องการสมาชิกใหม่แบบไหนมากที่สุดครับ?
“สวี่ถง คุณเป็นหัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคลไม่ใช่เหรอครับ งั้นคุณลองเสนอความคิดเห็นเป็นคนแรกดูสิ”
สวี่ถงที่จู่ๆ ก็ถูกเรียกชื่อ รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เพราะในสถานการณ์คล้ายๆ กันก่อนหน้านี้ เธอแทบจะไม่ค่อยได้เป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อนเลย
เห็นได้อย่างชัดเจนว่า นี่เป็นความตั้งใจของฟู่เฉิน ที่ต้องการให้สมาชิกชุมชนที่เดิมทีไม่ค่อยมีบทบาท ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพูดคุยประเด็นต่างๆ ของชุมชนให้มากขึ้น
สวี่ถงคิดอยู่ครู่หนึ่ง: “พ่อครัวค่ะ ถ้าเป็นฉัน ฉันอยากจะได้พ่อครัวมากที่สุดเลยค่ะ”
ทุกคนต่างรู้สึกแปลกใจ: “พ่อครัวเหรอ?”
สวี่ถงพยักหน้า: “ใช่แล้วค่ะ! ทุกคนไม่คิดเหรอคะ ว่าพ่อครัวคือตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุดในตอนนี้น่ะ?
“การจะหาเวลาวีซ่าเพิ่ม หลักๆ ก็ต้องพึ่งพาการลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ค่ะ
“ในโถงระเบียงจะได้เวลาวีซ่าเท่าไหร่นั้น ไม่มีใครกล้ารับประกันหรอกค่ะ แต่ถ้าปกติเราประหยัดหน่อย เก็บหอมรอมริบไปเรื่อยๆ ก็สามารถสะสมเวลาวีซ่าได้เยอะเหมือนกันนะคะ
“ในชุมชน อาหารสำเร็จรูปถึงจะอร่อย แต่ถ้าเทียบกับราคาวัตถุดิบแล้ว มันแพงกว่ามากเลยนะคะ ข้าวผัดไข่ธรรมดาๆ ก็ปาไปตั้ง 30 หยวนแล้ว ข้าวราดแกงบางอย่างถึงกับ 45 หยวนเลยด้วยซ้ำ
“แต่ถ้าเป็นวัตถุดิบของพวกนี้ อาจจะแค่ 10 หยวนก็พอแล้วค่ะ
“ต่อให้มีค่าอาหารขั้นต่ำวันละ 80 นาที แต่ถ้ากินแบบนี้มันก็ยังตึงมืออยู่ดีนะคะ”
ฟู่เฉินคิดอยู่ครู่หนึ่ง: “แต่ว่า… งานนี้ป้าซูก็ทำได้เหมือนกันไม่ใช่เหรอครับ?”
สวี่ถงพูดด้วยความกระอักกระอ่วน: “ฉันขอพูดเบาๆ ได้ไหมคะ ว่าป้าซูทำอาหารไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่… ก็ไม่ได้ถึงกับแย่จนกินไม่ได้หรอกนะคะ แต่ก็แค่พอกินประทังชีวิตไปได้เท่านั้นแหละค่ะ
“คงไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียวที่คิดแบบนี้หรอกใช่ไหมคะ?”
ความเงียบของทุกคนได้อธิบายทุกอย่างไว้หมดแล้ว
โชคดีที่ซูซิ่วเฉินไม่ได้อยู่ที่นี่ ไม่อย่างนั้นบรรยากาศคงจะกระอักกระอ่วนยิ่งกว่านี้แน่ๆ
สวี่ถงพูดต่อ: “ดังนั้น ถ้ามีเชฟฝีมือดีเข้ามาร่วมด้วย ก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเรื่องอาหารไปได้เยอะเลยล่ะค่ะ
“ถึงตอนนั้น พวกเราก็สามารถเลือกที่จะปรับลดค่าใช้จ่ายเรื่องอาหารที่จำเป็นลง หรือจะจ่ายเวลาวีซ่าเท่าเดิม แต่ได้กินอาหารที่หรูหราขึ้นในทุกๆ มื้อก็ได้ค่ะ”
ฟู่เฉินพยักหน้าเล็กน้อย พร้อมกับจดบันทึกลงไป
“อืม จริงด้วยแฮะ ข้อเสนอนี้ก็มีเหตุผลดีเหมือนกัน ผมขอจดไว้ก่อนนะ มีข้อเสนออื่นอีกไหมครับ?”
ไช่จื้อหยวนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น: “ผมคิดว่าตอนนี้ชุมชนของเรามีตัวเลือกในการรับสมาชิกใหม่เพียงตัวเลือกเดียวเท่านั้นครับ นั่นก็คือ: หมอผู้ชายอายุน้อย”
ฟู่เฉินรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย: “เจาะจงขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”
หวังหย่งซินไอกระแอมสองสามครั้ง ก่อนจะใช้เสียงที่ยังคงแหบพร่าพูดขึ้น: “ผมเห็นด้วยครับ ต้องมีหมอสักคน
“นี่ไม่ได้หมายความว่าฝีมือการทำแผลของผู้กองเฉาไม่ดีนะครับ แต่ผู้กองเฉามีแค่ความรู้เรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ได้มีความรู้ทางการแพทย์อย่างเป็นระบบ
“ครั้งนี้พวกเราสองคนแค่บาดเจ็บเล็กน้อย ยังไม่ถึงขั้นร้ายแรงมาก แต่ถ้าครั้งหน้าเจอสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่านี้ล่ะครับ?
“จำเป็นต้องมีหมอที่เชี่ยวชาญกว่านี้ครับ”
เจียงเหอนึกถึงปัญหาใหม่ขึ้นมาได้: “หมอน่ะจำเป็นจริงๆ แหละค่ะ แต่ว่า… ไม่มีข้าวสารจะหุงข้าวได้ยังไงล่ะคะ?
“ตอนนี้อุปกรณ์การแพทย์ที่มีขายในชุมชน ก็มีแค่กล่องปฐมพยาบาลกับเครื่องมือแพทย์พื้นฐานบางอย่างเท่านั้น ไม่เห็นจะมีเครื่องมือแพทย์ระดับสูงอย่างพวกเตียงผ่าตัดเลยนี่นา
“ต่อให้มีหมอ แต่ถ้าต้องใช้แค่เครื่องมือพวกนี้รักษา มันจะต่างอะไรกับวิธีปฐมพยาบาลของผู้กองเฉามากนักเหรอคะ?”
ไช่จื้อหยวนส่ายหน้า: “คิดแบบนั้นไม่ได้หรอกครับ
“พวกคุณยังไม่สังเกตเห็นอีกเหรอครับ? กฎของโถงระเบียงไม่ได้ตายตัวนะ แต่มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
“อย่างเช่น ถ้าพวกเรายื่นญัตติ ก็สามารถปรับเปลี่ยนกฎพื้นฐานได้ในระดับหนึ่ง หรือถ้าชุมชนมีคนลดลง ก็จะมีผู้เล่นใหม่เข้ามาแทนที่
“แล้วใครจะไปรู้ล่ะครับ ว่ารายชื่อสินค้าในเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติมันจะไม่เปลี่ยนแปลงในอนาคต?
“ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่มันคือโลกที่เต็มไปด้วยพลังเหนือธรรมชาติอันแปลกประหลาด ด้วยพลังของโถงระเบียงแล้ว ต่อให้วันข้างหน้าจะเกิดปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติอะไรขึ้นมา มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้หรอกครับ
“ในสถานการณ์แบบนี้ พวกเราก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือไว้ก่อนสิครับ
“สมมติว่าในอนาคตเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติมีเครื่องมือแพทย์ระดับสูงอย่างเตียงผ่าตัดมาขาย แต่พวกเรากลับไม่มีหมอที่ใช้งานเป็น แล้วจะทำยังไงล่ะครับ?
“หรือว่าจะต้องฆ่าสมาชิกในชุมชนทิ้งสักคน เพื่อเอาพื้นที่ว่างไปรับหมอเข้ามางั้นเหรอครับ?”
คำพูดนี้แฝงไปด้วยตลกร้ายอย่างบอกไม่ถูก ทุกคนมองหน้ากัน และก็ไม่รู้จะเถียงกลับอย่างไรดี
ไช่จื้อหยวนพูดต่อ: “ส่วนเรื่องพ่อครัว ผมยอมรับว่ามันก็เป็นวิธีลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้อย่างหนึ่ง แต่ความสำคัญเร่งด่วนมันเทียบกับหมอไม่ได้เลยครับ
“การทำอาหารไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไรขนาดนั้น ในโซนหนังสือก็มีตำราอาหารอยู่ ถ้าอยากเรียนทำอาหารจริงๆ ก็แค่ซื้อวัตถุดิบมาลองทำเองก็ได้ครับ”
ทุกคนเงียบไป เห็นได้อย่างชัดเจนว่า เมื่อต้องเลือกระหว่างพ่อครัวกับหมอ ความสำคัญของหมอนั้นสูงกว่ามากจริงๆ
สวี่ถงก็พยักหน้าเห็นด้วย: “อืม ก็จริงค่ะ งั้นก็เอาหมอเป็นอันดับแรกก็แล้วกันค่ะ”
ฟู่เฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกสับสนเล็กน้อย: “ทำไมต้องเป็นหมออายุน้อยด้วยล่ะครับ?
“ผมคิดว่า การระบุว่าเป็นหมอที่มีอายุหน่อย หรือหมอที่มีประสบการณ์เยอะๆ น่าจะดีกว่าไม่ใช่เหรอครับ?

0 Comments