บทที่ 44 แขวนคอกับเสาไฟ
แปลโดย เนสยังเมื่อเทียบกับสำนักงานที่ดูหรูหราของหวังหย่งซินแล้ว สถานที่ที่ปรากฏในภาพครั้งนี้กลับรกรุงรังราวกับเล้าหมู
เห็นได้ชัดว่ามันคือบ้านเช่าราคาถูกของจางเผิงนั่นเอง
แสงสลัวๆ เล็ดลอดเข้ามาทางหน้าต่างของห้องกึ่งใต้ดิน จางเผิงที่ย้อมผมสีเหลืองนอนเกาเท้าอยู่บนเตียงที่เต็มไปด้วยขยะ ก่อนจะเอนตัวลงนอนอย่างเบื่อหน่ายอีกครั้ง
[ในฐานะของคนที่ไม่เอาถ่านและเป็นปลิงสังคม คุณมีแต่จะสร้างความเสียหายให้กับสังคมแห่งนี้ โดยไม่ได้ทำประโยชน์อะไรให้เลย]
[ลักทรัพย์ ปล้นจี้ ทะเลาะวิวาท ต่อให้ต้องเข้าออกคุกหลายครั้ง ก็ไม่เคยสำนึกผิด]
[คุณมีมือมีเท้า แต่กลับไม่ยอมหาเลี้ยงตัวเองด้วยลำแข้ง ซ้ำยังเยาะเย้ยคนที่ต้องดิ้นรนเพื่อชีวิตอีก]
[ความชั่วร้ายของคุณก็เหมือนกับผีเสื้อกระพือปีก ที่จะกลายเป็นหายนะที่ไม่ได้คาดคิดสำหรับผู้บริสุทธิ์]
[ครั้งนี้ คุณจะยังโชคดีรอดพ้นจากการตัดสินไปได้อีกไหม?]
เนื้อหาในวิดีโอเทปของจางเผิงนั้นสั้นกว่าเล็กน้อย ตามมาติดๆ บนหน้าจอขนาดใหญ่ก็ปรากฏแฟ้มประวัติขึ้นมา
[จางเผิง ชาย อายุ 26 ปี]
[อาชีพ: ว่างงาน]
[ไม่เอาถ่าน ทำตัวลอยชายไปวันๆ เคยทำความผิดทั้งลักทรัพย์ ปล้นจี้ ทะเลาะวิวาท และอีกหลายคดี สามารถรอดพ้นจากบทลงโทษทางกฎหมายมาได้หลายครั้งอย่างหวุดหวิด]
[ผลการตัดสิน: ไม่เคยถูกดำเนินคดี]
หวังหย่งซินเหลือบมองจางเผิงด้วยความเหยียดหยามเล็กน้อย ในสายตาของเขา หมอนี่มันก็แค่คนสารเลวคนหนึ่งเท่านั้น
หากจำเป็นต้องเลือกหนึ่งในสองคนนี้ หวังหย่งซินก็นึกเหตุผลที่ติงเหวินเฉียงจะเลือกตัวเองไม่ออกเลยจริงๆ
ส่วนจางเผิงเองก็รู้สึกตื่นตระหนกเล็กน้อย เขารีบอธิบาย: “พี่ติง ลุงติง! แฟ้มประวัตินี้เขียนผิดแล้วล่ะครับ ทำไมถึงเขียนเหมือนผมไม่เคยถูกจับเลยล่ะ!
“ลองคิดดูสิครับ มันเป็นไปไม่ได้หรอก ด้วยระบบรักษาความปลอดภัยของประเทศเรา ตำรวจเขาไม่ได้อยู่เฉยๆ ซะหน่อย!
“ผมต้องขอพูดให้ชัดเจนนะว่า ผมเคยปล้นแค่ครั้งเดียวจริงๆ! แค่ครั้งเดียว! แถมยังถูกจับได้อย่างรวดเร็ว แล้วก็ถูกตัดสินจำคุกสามปีด้วย
“ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็เป็นแค่พวกลักเล็กขโมยน้อย ไม่ได้มีเรื่องอะไรที่เลวร้ายจนเกินอภัยสักหน่อย!”
ติงเหวินเฉียงมองไปที่ห้องขังหมายเลข 2 แล้วก็หันไปมองห้องขังหมายเลข 3
เห็นได้อย่างชัดเจนว่า เขาไม่อยากให้หวังหย่งซินหรือจางเผิงเข้าไปในห้องขังหมายเลข 3 เพราะคนสองคนนี้ไม่มีทางยอมทุบนิ้วตัวเองเพื่อให้คนอื่นเล่นเกมจบอย่างแน่นอน
ตามกฎของเกม เมื่อเข้าไปในห้องขังแล้ว จะไม่สามารถออกมาได้อีก และไม่สามารถเปลี่ยนห้องขังได้
การจับสองคนนั้นขังไว้ข้างในมันง่าย
แต่ถ้าพวกเขาเข้าไปแล้วไม่ทำอะไรเลย เอาแต่ให้หักเวลาวีซ่าของตัวเองแล้วทนไปเรื่อยๆ นั่นก็เป็นเรื่องที่ยุ่งยากจริงๆ
หวังหย่งซินได้เวลาวีซ่าจาก ‘โป๊กเกอร์สีเลือด’ มาอย่างน้อยก็ 200,000 นาที สามารถให้หักได้สบายๆ
ส่วนจางเผิง ติงเหวินเฉียงไม่แน่ใจว่าเขามีเวลาวีซ่าอยู่เท่าไหร่ แต่อายุยังน้อยขนาดนี้ เวลาวีซ่าเริ่มต้นก็น่าจะมีมากกว่าหนึ่งเดือน
หากพิจารณาจากมุมมองของทางออกที่ดีที่สุดของเกม คนที่ยอมทุบนิ้วตัวเองเท่านั้น ถึงจะเหมาะสมที่จะเข้าไปในห้องขังที่ 3 มากที่สุด
หรืออย่างน้อยก็ควรจะเป็นคนที่มีเวลาวีซ่าน้อยๆ
กฎของเกมเคยเน้นย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ในฐานะพระราชา ติงเหวินเฉียงจะต้องทำการตัดสินอย่างยุติธรรมที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่การถูกขังแล้วโดนหักเวลาวีซ่า การลงโทษแบบนี้ดูยังไงมันก็เบาเกินไป
ติงเหวินเฉียงมองไปที่จางเผิง
หากมองจากระดับความเลวร้าย จางเผิงย่อมเป็นคนที่สมควรได้รับการตัดสินมากกว่าอย่างแน่นอน
หวังหย่งซินไม่ใช่เจ้านายที่ดี แต่เขาก็ไม่เคยทำผิดกฎหมาย แน่นอน ยกเว้นกฎหมายแรงงานที่ถูกละเมิดกันทั่วบ้านทั่วเมืองนั่นล่ะนะ
แต่คนอย่างจางเผิง ที่ทั้งขี้เกียจและมีความเลวทรามครบถ้วน ดูจะเหมาะสมที่จะได้รับการตัดสินในเกมนี้มากกว่า
จางเผิงกลืนน้ำลาย สายตาของติงเหวินเฉียงทำให้เขารู้สึกกลัว เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ตอนนี้เขาจำเป็นต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว
“ลุงติง! ผมมีเรื่องจะพูด ผมมีเรื่องจะพูด!
“ในเกมนี้ ทุกคนต่างก็เป็นคนบาป ยังจะต้องมาแบ่งชนชั้นกันอีกเหรอครับ?
“ข้อกำหนดของเกมก็คือให้คนบาปได้รับการตัดสินที่เหมาะสม เหมือนที่โปรแกรมเมอร์คนนั้นบอกเมื่อกี้ การตัดสินในเกมมันต้องมีความหมายแฝงที่สอดคล้องกับความผิดสิครับ?
“ผมเคยขโมยของ เคยปล้นจริงๆ แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเกมพวกนี้เลยนี่นา ถ้าจะฝืนโยงให้ได้ล่ะก็ มันก็น่าจะไปเกี่ยวข้องกันกับห้องขังหมายเลข 3 มากกว่านะ
“อีกอย่าง ความผิดที่ผมทำมันก็แค่พวกลักเล็กขโมยน้อย สำหรับสังคมโดยรวมแล้ว ความเสียหายแค่นี้มันจะไปนับเป็นอะไรได้?
“แต่เขาน่ะไม่เหมือนกันหรอกนะ!”
จางเผิงชี้ไปที่หวังหย่งซิน: “เขาไม่ได้ทำผิดกฎหมายก็จริง แต่มีคนกี่คนที่ต้องเหนื่อยล้าวิ่งวุ่นเพราะเขา มีคนกี่คนที่ต้องทำงานหนักจนตายเพราะเขา แล้วมีพนักงานส่งอาหาร พนักงานส่งพัสดุกี่คนที่ต้องประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เพราะเขา!
“พนักงานส่งอาหารพวกนั้นยอมฝ่าไฟแดงเพื่อส่งอาหารให้ทัน ท้ายที่สุดแล้ว ก็ไม่ใช่เพราะโดนเขารีดนาทาเร้นหรอกเหรอ!
“ใช่ ผมมันเป็นคนขี้เกียจ แต่ในสังคมตอนนี้ ขยันแล้วจะรวยได้งั้นเหรอ?
“ที่สังคมกลายเป็นแบบนี้ มันเป็นเพราะผมขี้เกียจ ชอบลักเล็กขโมยน้อย หรือเป็นเพราะพวกคนรวยที่ทำตัวสูงส่งพวกนี้กันแน่?”
หวังหย่งซินชะงักไป เห็นได้อย่างชัดเจนว่า เขาคิดไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะหันมาแว้งกัดตัวเองแบบนี้
ยิ่งไปกว่านั้น การแว้งกัดในครั้งนี้ยังรุนแรงมาก แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการฟันเข้าที่จุดตายของเขาเลยทีเดียว
“นายพูดพล่อยๆ อะไรของนาย ต่อให้ฉันจะทำไม่ดีกับพนักงานของฉัน ทำไม่ดีกับพนักงานส่งอาหาร แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับนายด้วย! ถึงตาให้นักโทษปล้นทรัพย์อย่างนายมาตัดสินฉันทางศีลธรรมแล้วเหรอ?” หวังหย่งซินถึงกับพูดไม่ออก
จางเผิงพยักหน้า: “ใช่ นี่แหละคือจุดที่พวกคนรวยอย่างคุณ แตกต่างจากพวกหมาจรจัดอย่างพวกผม
“ความเก่งกาจของพวกคนรวยอย่างคุณก็คือ ไม่ว่าจะทำผิดอะไร ก็จะไม่มีวันยอมรับผิด!
“เพราะถ้าคุณไม่รับก็เท่ากับว่าไม่ผิด แต่ถ้าคุณรับมันก็จะเป็นความผิดของคุณทั้งหมดไง!
“อย่างน้อยผมก็ยังถูกลงโทษตามกฎหมาย แล้วคุณล่ะ? กฎหมายทำอะไรคุณไม่ได้เลยสักนิด!
“เกมในห้องขังห้องที่สองนี้ มีชื่อว่า ‘แขวนคอกับเสาไฟ’
“คุณลองพูดมาสิ ระหว่างเราสองคน ใครสมควรถูกแขวนคอกับเสาไฟมากกว่ากัน?”
หวังหย่งซินถึงกับอึ้งไปเลย
ติงเหวินเฉียงถอนหายใจเงียบๆ แล้วเดินไปที่หน้าห้องขังหมายเลขสอง ก่อนจะมองไปที่หวังหย่งซิน: “เข้าไปเถอะ”
หวังหย่งซินอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็หยุดไป และก้าวเดินเข้าไปในห้องขังอย่างไม่เต็มใจนัก
จากนั้น เขาก็หัวเราะเยาะตัวเอง: “นายทุนโดนแขวนคอกับเสาไฟ เอาเถอะ ก็ถือว่าตายตาหลับล่ะนะ”
“แกร๊ก!”
พร้อมกับเสียงล็อคกุญแจ กลไกภายในห้องขังก็เริ่มทำงานโดยอัตโนมัติ
กลไกรูปร่างคล้ายเสาไฟค่อยๆ โน้มตัวลงมา ด้านบนมีห่วงเชือกที่ทำจากเชือกป่านเส้นหนาห้อยลงมา ส่วนด้านล่างก็มีแท่นสี่เหลี่ยมที่ไม่หนามากนักปรากฏขึ้น
[เกมจะเริ่มต้นขึ้นในอีก 30 วินาที โปรดสอดคอเข้าไปในห่วงเชือก และอยู่ในสภาพแขวนคอเป็นเวลา 10 นาที]
[ทุกๆ หนึ่งนาทีจะได้รับเวลาวีซ่า 1,000 นาที หลังจากผ่านไป 10 นาที กลไกจะถูกปลดล็อคโดยอัตโนมัติ]
หลังจากที่หวังหย่งซินเหยียบขึ้นไปบนแท่นและสอดคอเข้าไปในห่วงเชือก กลไกก็ทำงานโดยอัตโนมัติ
ห่วงเชือกรัดแน่นขึ้นไปด้านบน แท่นที่อยู่ใต้เท้าหดกลับไป ทำให้ร่างกายของเขาตึงและยืดออกในพริบตา
หวังหย่งซินทำได้เพียงเขย่งปลายเท้าอย่างสุดกำลัง ในขณะเดียวกันก็ใช้สองมือจับห่วงเชือกไว้เพื่อรองรับคาง พยายามสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับลำคออย่างเต็มที่
เกมนี้หากเล่นครั้งแรกจะไม่ถึงตายจริงๆ แต่มันจะทำให้หวังหย่งซินตกอยู่ในสภาวะที่อึดอัดอย่างแสนสาหัสพอดี ขอเพียงแค่เขาผ่อนคลายเพียงนิดเดียว ก็อาจจะถูกรัดคอจนสลบจากแรงโน้มถ่วง และอาจจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ร้ายแรงได้
…
ในตอนที่เกมใกล้จะสิ้นสุด ลำโพงเล็กๆ ตรงหน้าหลินซือจือก็เริ่มมีเสียงประกาศใหม่ดังขึ้น
[โปรดทำการลงคะแนนเสียงให้กับความยุติธรรมของการกระทำของพระราชา]
ถึงช่วงเวลาประเมินอีกครั้ง หลินซือจือพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกด ‘√’
การนับถอยหลังสิ้นสุดลง
[ผลการลงคะแนนเสียงคือ √√√√√√√√√√]
[คะแนนความยุติธรรมรอบสุดท้าย: 100]
[ขอขอบคุณสำหรับการประเมินของคุณ!]
…
การนับถอยหลัง 10 นาทีสิ้นสุดลง กลไกทำงานอีกครั้ง ห่วงเชือกด้านบนหย่อนลงมาเล็กน้อย แท่นที่อยู่ใต้เท้าก็ยกสูงขึ้นอีกหน่อย
ในที่สุดหวังหย่งซินก็หลุดพ้นจากสภาวะที่ถูกดึงจนตึงเมื่อสักครู่นี้ได้ เขาหลุดออกมาจากห่วงเชือกแล้วล้มลงกองกับพื้นทันที
“ซี๊ด…”
น่องของเขาเป็นตะคริวจากการเขย่งเท้าเป็นเวลานาน ในตอนนี้ยังคงอยู่ในท่าเดิม ซ้ำยังกระตุกไม่หยุดอีกด้วย
หวังหย่งซินกัดฟันนวดน่องอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่เป็นผลในเวลาอันสั้น
เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นเช่นกัน แม้ว่าน่องจะเป็นตะคริวตั้งแต่ตอนที่เกมดำเนินไปได้ครึ่งทาง แต่เขาก็ทำได้เพียงอดทนต่อความเจ็บปวดแสนสาหัสและทนต่อไป เพราะหากสูญเสียแรงพยุงไป เขาก็มีโอกาสสูงมากที่จะถูกแขวนคอจนตายจริงๆ
ลูบๆ รอยแดงบนลำคอ หวังหย่งซินก็รู้สึกราวกับได้เกิดใหม่หลังจากรอดตายมาได้
[เวลาวีซ่า 10,000 นาทีได้ถูกชำระให้กับผู้เล่นแล้ว]
เมื่อเทียบกับเกมของไช่จื้อหยวนที่ให้เวลาวีซ่าเพียง 150 นาที เกมนี้ดูจะใจกว้างกว่ามาก
หวังหย่งซินยิ้มขื่นๆ อย่างเย้ยหยันตัวเอง: “นี่มันเรียกว่าอะไรนะ? ขอเพียงแค่มีผลกำไรที่เพียงพอ นายทุนก็ยังยอมขายเชือกแขวนคอตัวเองงั้นเหรอ?
“คนออกแบบเกมนี้ เข้าใจเล่นมุกดีนะ
“แต่นี่มันไม่สนุกเลยสักนิด”

0 Comments