บทที่ 31 การรับประกันขั้นต่ำ
แปลโดย เนสยังฟู่เฉินหยิบกระดาษและปากกาออกมา: “เอาล่ะ งั้นพวกเราจะร่างญัตติสองฉบับที่แตกต่างกัน
“ฉบับแรก ก็เอาตามที่ไช่จื้อหยวนบอก พวกเราจะเสนอญัตติในอุดมคติสักหน่อย ถึงจะมีความเป็นไปได้สูงที่จะไม่ผ่าน แต่มันก็จะช่วยให้เราแน่ใจในกฎของชุมชนมากขึ้น
“แถมถ้าเกิดมันผ่านขึ้นมา ก็จะยิ่งคุ้มเข้าไปใหญ่
“และญัตติฉบับนี้ก็คือ… ชุมชนจะแจกจ่ายเวลาวีซ่าให้กับผู้เล่นในชุมชนวันละหนึ่งหมื่น ไม่สิ หนึ่งพันนาทีก็แล้วกัน
“หนึ่งหมื่นนาทีเยอะเกินไป สูงกว่า 1,440 นาทีที่จำเป็นในแต่ละวัน โอกาสที่จะล้มเหลวก็มีสูง
“เมื่อเทียบกันแล้ว โอกาสสำเร็จของหนึ่งพันนาทีน่าจะสูงกว่า หากญัตติหนึ่งพันนาทีสามารถผ่านได้ คราวหน้าพวกเราค่อยเสนอให้สูงขึ้น
“ถ้าเกิดญัตติหนึ่งพันนาทียังไม่ผ่านล่ะก็ เห็นได้อย่างชัดเจนว่า เส้นทางสายนี้ไม่สามารถไปต่อได้เลย”
เขาเงยหน้าขึ้นมอง เมื่อเห็นว่าคนอื่นๆ ไม่ได้คัดค้านอะไร เขาก็เขียนต่อ
“ญัตติฉบับที่สอง พวกเราจะหักเวลาวีซ่าวันละ 3,000 นาที จากผู้เล่นสามคนแรกที่มีเวลาวีซ่าเหลือมากที่สุด แล้วโอนไปให้ผู้เล่นสามคนสุดท้ายที่มีเวลาวีซ่าเหลือน้อยที่สุด”
หลี่เหรินซูรีบส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว: “ไม่ๆๆ แบบนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลย
“นี่มันเหมือนการ ‘ปล้นคนรวยมาแจกคนจน’ เลย อาจจะไม่ได้รับคะแนนเสียงเกินครึ่งด้วยซ้ำ อย่างน้อยๆ หวังหย่งซินก็ไม่มีทางเห็นด้วยอย่างแน่นอน”
ไช่จื้อหยวนไม่สนใจนัก: “หวังหย่งซินไม่เห็นด้วยแล้วจะทำไม ขอแค่เรามี 7 เสียงก็พอแล้ว
“ตราบใดที่พวกเราห้าคนมีความเห็นตรงกัน แล้วไปหาคะแนนเสียงจากลุงติง ป้าซู หรือคนอื่นๆ ข้างนอกมาอีกแค่สองเสียง ญัตตินี้ก็จะสามารถนำมาบังคับใช้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากหวังหย่งซินเลย”
พูดจบ เขาก็มองไปที่ฟู่เฉิน
ทว่าหลังจากฟู่เฉินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็ตัดสินใจขีดฆ่าแผนการเดิมของตัวเองทิ้งไป
“ทางที่ดีควรพยายามให้ทุกคนเห็นด้วย ไม่งั้นอาจจะสร้างรอยร้าวที่ไม่จำเป็นขึ้นมาได้”
เขามองไปที่หลินซือจืออีกครั้ง: “ทนายหลิน คุณคิดยังไงครับ?”
ทุกคนรู้ดีว่า ในเกมก่อนหน้านี้ หลินซือจือและหวังหย่งซินคือคนที่ได้รับผลประโยชน์จากเกมมากที่สุด ดังนั้นหากแผนการนี้สามารถนำมาบังคับใช้ได้จริงๆ ผลลัพธ์ก็คือต้องแบ่งเวลาวีซ่าไปจากพวกเขา
การได้รับความยินยอมจากหลินซือจือจึงมีความสำคัญมาก
หลินซือจือครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง: “แผนการนี้ ผมก็คิดว่ามันไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่
“ไม่ใช่เพราะว่าเสียดายเวลาวีซ่าวันละ 3,000 นาทีหรอกนะ นี่ไม่ใช่จำนวนที่เยอะอะไรเลย แต่ประเด็นคือ ผมคิดว่าแผนการนี้ไม่ค่อยเป็นผลดีต่อความสามัคคีภายในชุมชนนัก
“พูดง่ายๆ ก็คือ ระบบการรับประกันแบบนี้ มันค่อนข้างจะลวกไปหน่อย”
ฟู่เฉินก้มหน้าครุ่นคิด: “อืม… บางทีอาจจะใช่ ผมเองก็ไม่ได้มีประสบการณ์ที่ดีในเรื่องนี้สักเท่าไหร่
“งั้น… มีแผนการที่ดีกว่านี้ไหมครับ?”
หลี่เหรินซูรับช่วงพูดต่อ: “สิ่งที่เราต้องทำในตอนนี้ แท้จริงแล้วก็คือการจัดสรรเวลาวีซ่าที่ทุกคนมีอยู่ในมือเสียใหม่ พูดอีกอย่างก็คือ ‘ภาษี’
“ถ้าอยากจะมอบการรับประกันให้กับทั้งชุมชน ก็ต้องเก็บเวลาวีซ่าส่วนนี้ขึ้นมาก่อน ถึงจะเอาไปจัดสรรใหม่ได้
“และหลักการของภาษีก็คือ การถอนขนห่านให้ได้มากที่สุด โดยที่ให้ห่านร้องออกมาให้น้อยที่สุด
“พูดอีกอย่างก็คือ ทางที่ดีพวกเราควรจะจัดเก็บจากทุกคนให้เท่าเทียมกัน ไม่ใช่พุ่งเป้าไปที่แค่สามอันดับแรกเท่านั้น
“ยิ่งไปกว่านั้น เวลาวีซ่าที่เก็บมาได้ พวกเราควรนำไปแลกเปลี่ยนเป็นอาหารและสิ่งของจำเป็น แล้วค่อยนำไปจัดสรรจะดีกว่า ไม่ใช่เอาเวลาวีซ่าไปมอบให้กับใครคนใดคนหนึ่งโดยตรง
“พวกเราจะมอบการรับประกันขั้นพื้นฐานให้ก็จริง แต่มันก็ต้องไม่กลายเป็นการ ‘เลี้ยงพวกคนเกียจคร้าน’ เด็ดขาด”
ฟู่เฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ขีดฆ่าแผนการเดิมบนกระดาษของตัวเองทิ้งไปอีกหลายเส้น: “อืม จริงด้วยแฮะ”
คำพูดของหลี่เหรินซูไม่ได้เข้าใจยากนัก คนที่อยู่ที่นี่ต่างก็เป็นคนฉลาด ไม่นานทุกคนก็เข้าใจความหมายของเธอ
การเอาเวลาวีซ่าของสามอันดับแรก มามอบให้กับสามอันดับสุดท้ายโดยตรง แม้ว่าจะเป็นวิธีการจัดสรรใหม่วิธีหนึ่ง แต่มันก็หยาบเกินไป และอาจจะทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้นได้
สามอันดับแรกย่อมไม่พอใจแน่นอน เพราะการเจาะจงแบบนี้มันชัดเจนเกินไป
คนที่อยู่อันดับต้นๆ ก็อาจจะไม่พอใจเช่นกัน เพราะในอนาคตพวกเขาเองก็มีสิทธิ์ที่จะกลายเป็นสามอันดับแรกได้ นี่จะทำให้พวกเขาต้องระมัดระวังตัวในเกมมากขึ้น หรือกระทั่งจงใจควบคุมเวลาวีซ่าที่เหลืออยู่ของตัวเอง
หรือแม้กระทั่งคนที่อยู่หลังๆ แต่ไม่ใช่อันดับบ๊วย ก็อาจจะไม่พอใจด้วย
เพราะทั้งๆ ที่พวกเขาเองก็มีเวลาวีซ่าไม่เยอะ แต่กลับไม่สามารถได้รับประโยชน์จากกฎข้อนี้เลย
สามอันดับสุดท้ายเท่ากับว่าได้มาเปล่าๆ โดยไม่ต้องลงแรง ซึ่งนี่มันเกินขอบเขตของ ‘การรับประกันขั้นต่ำ’ ไปแล้ว
เวลาวีซ่าของแต่ละคนล้วนเป็นสิ่งที่หามาได้อย่างยากลำบาก และในอนาคตการจะหาเวลาวีซ่า ก็ต้องเอาชีวิตเข้าแลก
ดังนั้น วิธีการจัดสรรที่รุนแรงและตรงไปตรงมาเกินไป มีแนวโน้มสูงมากที่จะทำให้เกิดการต่อต้านจากคนกลุ่มใหญ่
หลี่เหรินซูพูดขึ้น: “ฉันคิดว่าเอาแบบนี้ดีไหม
“พวกเราลองคำนวณเวลาวีซ่าที่จำเป็นต้องใช้ในการแลกเปลี่ยนสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวันของทุกคนในแต่ละวันดู
“ถ้าแค่เรื่องอาหารอย่างเดียว เวลาวีซ่า 80 นาทีก็เพียงพอแล้ว
“12 คน ก็เท่ากับเวลาวีซ่า 960 นาที
“เวลาวีซ่าทั้งหมดที่พวกเราได้มาจาก ‘โป๊กเกอร์สีเลือด’ ก่อนหน้านี้ ดูเหมือนจะ… 1,055,500 นาที
“0.1%
“พวกเราเพียงแค่หัก 0.1% จากเวลาวีซ่าทั้งหมดในแต่ละวัน ก็สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายเรื่องสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวันของทุกคนได้แล้ว
“แน่นอน เมื่อพิจารณาว่าเวลาวีซ่าจะค่อยๆ ลดลงตามกาลเวลา รวมถึงปัญหาเรื่องอัตราความผิดพลาดที่ยอมรับได้ ตัวเลขนี้ก็ยังมีโอกาสที่จะปรับขึ้นได้อีกมาก”
การคำนวณของหลี่เหรินซูความจริงแล้วค่อนข้างคร่าวๆ แต่มันก็ไม่ได้ผิดอะไรมาก
ก่อนหน้านี้บนหน้าจอขนาดใหญ่ ได้แสดงเวลาวีซ่าที่แต่ละคนได้รับจาก ‘โป๊กเกอร์สีเลือด’ ออกมา และหลี่เหรินซูก็ได้ทำการจดบันทึกข้อมูลเหล่านั้นเอาไว้แล้ว
จู่ๆ ฟู่เฉินก็ตระหนักอะไรบางอย่างขึ้นมาได้: “เดี๋ยวก่อน ก่อนหน้านี้บนหน้าจอใหญ่บอกว่า ชิปพวกนี้จะถูกแปลงเป็นเวลาวีซ่าของแต่ละคนในอีก 24 ชั่วโมงให้หลัง
“นี่ก็เป็นการบอกใบ้พวกเราอยู่หรือเปล่า ว่าเราสามารถเปลี่ยนวิธีการจัดสรรได้ภายใน 24 ชั่วโมง?
“ตอนนี้เหลือเวลาอีกเท่าไหร่ถึงจะครบ 24 ชั่วโมงครับ?”
ไช่จื้อหยวนมองไปที่นาฬิกาแขวนในห้อง: “เหลืออีกชั่วโมงกว่าๆ”
ฟู่เฉินพยักหน้า: “ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ต้องรีบกันหน่อยแล้วล่ะ”
หลี่เหรินซูพูดต่อ: “พวกเราสามารถพิจารณาวิธีการได้สองแบบ:
“แบบแรก หักจากเวลาวีซ่าทั้งหมดของแต่ละคน โดยหักวันละ 0.1% หรือเดือนละ 3%
“แบบที่สอง หักจากเวลาวีซ่าที่หามาได้ในแต่ละเกม สมมติว่าในแต่ละเดือนทุกคนต้องเข้าเล่นเกมอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากผลตอบแทนในตอนนี้ ขอเพียงแค่หักจากผลตอบแทนในเกมเป็นเปอร์เซ็นต์คงที่ที่ 3% หรือ 5% ก็เพียงพอแล้ว”
คนอื่นๆ พิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้น: “ถ้าอย่างนั้นเลือกแบบหลังดีกว่า”
แม้ว่าแบบแรกจะฟังดูไม่เลว แต่มันก็อาจจะไปกระทบกับแผนการใช้จ่ายเดิมของทุกคนได้ง่ายๆ
สมมติว่าหักวันละ 0.2% หรือเดือนละ 6% ถ้ามองไปที่ผู้เล่นแต่ละคน ก่อนที่จะถึงเวลาหักภาษี ยิ่งเขาใช้จ่ายไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งคุ้มค่ามากขึ้นเท่านั้น
การหักภาษีวันละ 0.1% ก็เช่นกัน หากผู้เล่นมีเวลาเหลืออยู่ 100,000 นาที ก็จะถูกหัก 100 นาที แต่ถ้าเขารีบใช้จ่ายในวันก่อนหน้า จนเหลือเวลา 80,000 นาที เขาก็จะถูกหักเพียง 80 นาทีเท่านั้น
ส่วนต่างนี้อาจจะดูเหมือนน้อยนิด แต่ในบรรดาผู้เล่นทั้ง 12 คนนี้ ก็มีคนที่มีความละเอียดรอบคอบอยู่ไม่น้อยเลย
ถ้าเกิดในอนาคตมีผู้เล่นบางคนสะสมเวลาวีซ่าไว้เป็นจำนวนมาก จนเกินกว่าความจำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวัน พวกเขาก็จะต้องใช้วิธีเร่งรัดการใช้จ่าย เพื่อให้เสียภาษีน้อยที่สุดอย่างแน่นอน
ดังนั้น วิธีนี้จึงมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง
แม้ว่าในช่วงแรกอาจจะเห็นได้ไม่ชัด แต่ในระยะหลังก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาตามมาเป็นพรวนได้
เมื่อเทียบกันแล้ว การหัก 3% จากผลตอบแทนในเกมอย่างเท่าเทียมกัน หลังจากจบการแข่งขันทุกครั้ง น่าจะได้รับการสนับสนุนจากคนส่วนใหญ่มากกว่า
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไช่จื้อหยวนก็ตั้งคำถามใหม่ขึ้นมา: “แต่การหักเปอร์เซ็นต์ตายตัวที่ 3% จากผลตอบแทนของเกม เพื่อให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐาน มันมีเงื่อนไขอยู่นะครับ ก็คือทุกคนต้องเข้าเล่นเกมอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง และผลตอบแทนก็ต้องอยู่ในระดับปัจจุบันด้วย
“พวกเราจำเป็นต้องระบุเงื่อนไขนี้ให้ชัดเจนในกฎด้วยหรือเปล่า?
“สมมติว่าในระยะเวลาหนึ่งเดือน มีคนบางคนที่ไม่ยอมเข้าร่วมเกม ไม่ใช่เพราะเหตุสุดวิสัย แต่เป็นเพราะความขี้เกียจ หรือจงใจ พวกเราควรจะกำหนดบทลงโทษให้สอดคล้องกันด้วยดีไหม?”
หลี่เหรินซูส่ายหน้า: “อย่าดีกว่าค่ะ
“ถ้าเราตั้งกฎแบบนี้ขึ้นมา ก็หมายความว่าต้องมีคนมาคอยตัดสินใจด้วย ซึ่งมันจะทำให้เกิดการใช้อำนาจในทางที่ผิด หรือจุดชนวนความขัดแย้งได้ง่ายๆ
“อีกอย่าง นโยบายสวัสดิการที่พวกเราตั้งขึ้นในตอนนี้ ก็ช่วยแก้ปัญหาได้แค่เรื่องอาหารการกิน ไม่ได้ไปครอบคลุมถึงเวลาวีซ่าที่ลดลงตามธรรมชาติในแต่ละวันด้วย
“พูดอีกอย่างก็คือ การพึ่งพานโยบายสวัสดิการเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้มีชีวิตรอดต่อไปได้หรอกค่ะ
“พอเวลาวีซ่าใกล้จะหมดลง ทุกคนก็ต้องไปเข้าร่วมเกม และพยายามหาเวลาวีซ่ามาให้ได้มากที่สุดอยู่ดี ดังนั้นสถานการณ์ที่คุณกังวลก็น่าจะไม่เกิดขึ้นหรอกค่ะ
“แน่นอน ถ้ากังวลว่าเกมในอนาคตจะไม่ได้ผลตอบแทนเท่าเดิม หรืออยากจะเพิ่มอัตราความผิดพลาดที่ยอมรับได้ ก็สามารถปรับตัวเลขนี้ให้สูงขึ้นเป็น 5% หรือมากกว่านั้นได้ค่ะ”
หลังจากการปรึกษาหารือกันสั้นๆ อีกเล็กน้อย ในท้ายที่สุด ฟู่เฉินก็สามารถเคาะแผนการทั้งสองนี้ออกมาได้

0 Comments