บทที่ 94 หลบหนี
แปลโดย เนสยังอย่าปฏิบัติกับดินแดนแห่งต้นกำเนิดเหมือนเป็นเกม
มันเป็นประโยคที่ไมเคิลเคยเห็นนับครั้งไม่ถ้วนในเว็บบอร์ด
และมันยังเป็นมนตร์ที่เขาพร่ำบอกตัวเองหลังจากเกือบเอาชีวิตไม่รอดจากสไลม์กรดเมื่อไม่กี่วันก่อน
อย่าปฏิบัติกับดินแดนแห่งต้นกำเนิดเหมือนเป็นเกม
แต่เพิ่งจะตอนนี้แหละที่ไมเคิลเริ่มเข้าใจความหมายที่แท้จริงของมัน
ดินแดนแห่งต้นกำเนิด ท้ายที่สุดแล้ว มันไม่ใช่แค่เกมหรือภาพจำลอง
มันเป็นของจริงจริงพอๆ กับโลกที่เขาจากมา
“ฉันเกือบตาย…” ไมเคิลพึมพำ คำพูดนั้นหนักอึ้งอยู่ที่ริมฝีปาก
ความคิดนั้นยังคงรู้สึกเหมือนเรื่องเหนือจริง
ความเป็นจริงของมันยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขาเหมือนเงาที่ดื้อรั้น เติมเต็มเขาด้วยความรู้สึกไม่ปลอดภัยอันลึกซึ้งและกัดกินซึ่งเขาไม่เคยรู้สึกมาก่อน
แต่ถึงแม้การตระหนักรู้นั้นจะทำให้เขาสั่นคลอนเพียงใด ไมเคิลก็รู้ว่ายังมีเรื่องเร่งด่วนกว่าที่ต้องจัดการ
“{อัญเชิญซากศพ}”
ไมเคิลยื่นมือทั้งสองข้างออกไป และวงเวทสีเขียวอมดำสองวงก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
ซากศพคืนชีพที่ทรงพลังที่สุดสองตัวของเขา ลัคกี้และพรินซ์ ปรากฏตัวออกมาจากวงเวท
ทว่า ทั้งคู่กลับอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่
ตาซ้ายของลัคกี้บอดสนิท เลือดสีเขียวเข้มที่มีฤทธิ์กัดกร่อนหยดลงบนพื้น กัดกร่อนผืนดิน
ทั่วทั้งร่างของมันเต็มไปด้วยบาดแผลลึก แต่ละแผลมีเลือดแบบเดียวกันไหลซึมออกมา
พรินซ์ แม้จะอยู่ในสภาพที่ดีกว่า แต่ก็หางขาดและมีบาดแผลที่ไม่สาหัสอีกหลายแห่ง
ชัดเจนเลยว่าลัคกี้รับภาระหนักที่สุดในการต่อสู้
โชคดีที่ไม่มีตัวไหนดาย แต่พวกมันก็ไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะนำไปใช้ต่อสู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจนกว่าจะหายดี
น่าเสียดายที่นี่เป็นปัญหาใหญ่
ต่างจากสิ่งมีชีวิตทั่วไป ซากศพคืนชีพไม่สามารถรักษาตัวเองตามธรรมชาติได้ แม้ว่าพวกมันจะยังคงลักษณะบางอย่างจากตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ไว้ก็ตาม
ซากศพคืนชีพบางชนิดสามารถรักษาตัวเองได้ แต่ก็มีขีดจำกัด
ตัวอย่างเช่น อาการเลือดออกของลัคกี้และพรินซ์จะหยุดลงในที่สุด แต่นั่นคือการฟื้นฟูตามธรรมชาติทั้งหมดที่เนื้อหนังยังคงมีอยู่จะทำได้
หากพวกมันเป็นซากศพโครงกระดูก การรักษาประเภทนั้นจะซับซ้อนยิ่งกว่า
ซากศพคืนชีพบางประเภทสามารถกินเนื้อเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานในการฟื้นฟูได้
นอกจากนี้ยังมีเวทมนตร์ของจอมเวทมรณะที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อช่วยในการฟื้นฟู
แต่สำหรับตอนนี้ ทางเลือกเดียวที่ไมเคิลมีในการช่วยเหลือซากศพคืนชีพที่บาดเจ็บของเขา คือการหาเนื้อสดๆ มาให้พวกมันกิน
ไมเคิลรู้สึกผิดเล็กน้อยที่ทิ้งลัคกี้และพรินซ์ไว้เพื่อถ่วงเวลา
แต่มันเป็นทางเลือกเพื่อเอาชีวิตรอดไม่เขาหนีรอด ก็ตายกันหมด
อย่างน้อยการถอยกลับ เขาก็สามารถเรียกพวกมันกลับมาได้ก่อนที่จะสายเกินไป
ส่วนเรื่องที่พวกมันจะเอาชนะสิ่งมีชีวิตนั่นน่ะเหรอ? เป็นไปไม่ได้เลย
สิ่งมีชีวิตนั่นอยู่ในระดับเหนือธรรมชาติสามดาว เหนือกว่าลัคกี้ถึงสองดาว และเหนือกว่าพรินซ์เต็มๆ หนึ่งระดับ
และมันยังสูงกว่าไมเคิลอย่างน้อยยี่สิบเลเวล ซึ่งเห็นได้ชัดจากการที่เขาไม่สามารถดึงข้อมูลสำคัญใดๆ เกี่ยวกับมันมาได้เลย
ตัวตนแบบนั้นสามารถลบพวกเขาทั้งหมดให้หายไปได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว
ไมเคิลสงสัยว่าเหตุผลเดียวที่พวกเขายังรอดชีวิตอยู่คือสิ่งมีชีวิตนั้นดูเหมือนจะอ่อนแอ น่าจะเพิ่งตื่นขึ้นมา
จากพฤติกรรมของมันที่พุ่งเป้ามาที่เขาโดยตรงและเรียกเขาว่า “อาหาร”ไมเคิลก็ตระหนักว่าหากเขาถูกจับได้ เขาคงถูกนำไปใช้เป็นอาหารเสริมเพื่อการฟื้นฟูของมัน
และมันคงไม่ใช่แค่การบำรุงร่างกายธรรมดาๆ ด้วย
จากปฏิกิริยาของหน้าต่างระบบ การตายของเขานั้นเป็นที่แน่นอน
ส่วนเรื่องที่ทำไมมันถึงเมินซากศพคืนชีพของเขา คำตอบก็คงจะง่ายมาก
ส่วนเดียวของซากศพคืนชีพที่พอจะถือว่า “มีชีวิต” ได้ก็คือวิญญาณของพวกมัน และแม้แต่สิ่งนั้นก็ยังเป็นแค่นามธรรม
“ฉันคิดว่าฉันเริ่มปะติดปะต่อเรื่องนี้ได้แล้ว” ไมเคิลพึมพำ
ความเงียบสงัดอันน่าขนลุกของซากปรักหักพัง ประกอบกับการที่ไม่มีผู้คนอยู่เลย ทำให้เขาสงสัยว่าสิ่งมีชีวิตนี้เป็นต้นเหตุของความหายนะ
หอคอย ซึ่งมีการออกแบบที่ซับซ้อนและมุ่งเน้นไปที่การวิจัยและสร้างอาวุธขั้นสูง บ่งบอกว่าผู้อยู่อาศัยในอดีตน่าจะเป็นผู้สร้างมอนสเตอร์ตัวนี้ขึ้นมา
เมื่อนึกถึงเสียงหลายชั้นอันน่าขนลุกของสิ่งมีชีวิตนั้น ไมเคิลก็รู้สึกว่าข้อสงสัยของเขาเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้น
ความโอ่อ่าของหอคอย สิ่งก่อสร้างขั้นสูงอย่างการ์กอยล์ที่ทำจากวัสดุล้ำค่าทั้งหมดนี้บ่งชี้ถึงความสามารถอันมหาศาลของผู้สร้าง
แต่บางทีพวกเขาอาจจะทำเกินตัว สร้างสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมของตนเอง
ดูเหมือนว่าพวกเขาจะได้รับผลกรรมอันสูงสุดไปแล้ว
“ที่นี่ยังไม่ปลอดภัย เราต้องไปต่อ” ไมเคิลพูดอย่างหนักแน่น
แม้ว่าร่างกายของเขาจะปวดร้าวจากการโจมตีทางจิตใจของสิ่งมีชีวิตนั้น และความเหนื่อยล้าจากการใช้มานาจำนวนมหาศาลในการอัญเชิญลัคกี้และพรินซ์จากระยะทางไกลขนาดนั้น เขาก็ไม่สามารถปล่อยให้ตัวเองได้พักผ่อน
ไมเคิลต้องการทิ้งระยะห่างให้มากที่สุดระหว่างตัวเขากับซากปรักหักพัง แม้ว่าเขาจะหนีมาไกลมากแล้วก็ตาม
สัญชาตญาณทุกอย่างสั่งให้เขาต้องไปต่อ
ไมเคิลยกเลิกอัญเชิญลัคกี้และพรินซ์กลับสู่ปรโลก ร่างที่บอบช้ำของพวกมันจางหายไปในควันสีเขียว
เขาอัญเชิญหมาป่าพฤกษาที่เขายกเลิกอัญเชิญไปก่อนจะเข้าหอคอยมาแทนที่
ปีนขึ้นไปบนหลังของมัน เขาส่งสัญญาณให้ซากศพคืนชีพที่เหลือตามมา และพวกเขาก็เดินทางต่อไปผ่านป่าทึบ
ขณะที่ร่างของพวกเขาพุ่งผ่านต้นไม้ไปอย่างรวดเร็ว จิตใจของไมเคิลก็ลุกโชนไปด้วยส่วนผสมของความโกรธเกรี้ยวและความมุ่งมั่น
ริมฝีปากของเขาเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรงขณะที่เขาสบถในใจ
“ไม่ช้าก็เร็ว คอยดูเถอะ… ฉันจะฆ่าแกให้ได้!”
________________________________________
หลังจากวิ่งไปได้สักพัก ต้นไม้สูงทึบก็เริ่มบางตาลง ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นทุ่งหญ้ากว้าง
เมื่อในที่สุดไมเคิลก็โผล่ออกมาจากป่า เขาก็เห็นบางอย่างในระยะไกลที่ทำให้เขามีรอยยิ้มบางๆ
กำแพงขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ห่างออกไปไม่กี่ร้อยเมตร โดยมีผู้คนเดินผ่านเข้าออกประตู
“ในที่สุดก็เจออารยธรรมสักที”
อย่างไรก็ตาม ไมเคิลไม่ได้รีบพุ่งเข้าไปหากำแพง
เขาลังเล ก้มมองตัวเองและซากศพคืนชีพของเขา
พวกเขาดูไม่จืดเลย
เสื้อผ้าของเขาขาดวิ่น ร่างกายของเขาแสดงสัญญาณของความเหนื่อยล้า และซากศพคืนชีพของเขาก็ดูไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย
ต่อให้เขาอยู่คนเดียว เขาก็คงไม่กล้าเข้าใกล้ประตูในสภาพนี้
ด้วยสีหน้าครุ่นคิด เขาหันหลังกลับเข้าป่า
“ตอนนี้ยังไม่เหมาะที่จะไปที่นั่น ฉันต้องเตรียมตัวก่อน อีกอย่าง ในโลกความเป็นจริง ตอนนี้น่าจะเลยเที่ยงแล้ว ฉันควรจะกลับไปดูสักหน่อย”
ขณะที่ไมเคิลและซากศพคืนชีพของเขาถอยกลับเข้าไปซ่อนตัวในแมกไม้ ความคิดของเขาก็ล่องลอยไปถึงวัตถุดิบที่เก็บไว้ในพื้นที่มิติ

0 Comments