บทที่ 85 ออกเดินทาง
แปลโดย เนสยังการวิวัฒนาการพรินซ์ไม่ได้ทำให้เกิดความวุ่นวายมากเท่ากับลัคกี้ แต่พลังที่เพิ่มขึ้นก็ยังคงมีนัยสำคัญ
“ฉันคิดถูกจริงๆ” ไมเคิลรำพึง
“การแข็งแกร่งขึ้นก่อนวิวัฒนาการส่งผลให้มีร่างที่ทรงพลังกว่าในภายหลัง อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่ามันก็มีแค่นั้นตัวตนที่แข็งแกร่งขึ้น ไม่ใช่การวิวัฒนาการที่ล้ำหน้ากว่า”
ไมเคิลยิ้มขณะตรวจสอบพรินซ์ที่เปลี่ยนร่างไปแล้ว
การได้รับความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ที่ล้อมรอบพรสวรรค์ของเขามักจะนำความรู้สึกพึงพอใจมาให้เขาเสมอ
[ซากศพหนามแดง เลเวล 25 (สูงสุด)]
[ชื่อ: พรินซ์]
[ค่าประสบการณ์: 235,789 / 1,021,752]
[ระดับ: หายาก ★★★ ]
[ทักษะ: กัด, ควบคุมพืช (ความเชี่ยวชาญระดับกลาง), พิษ (ความเชี่ยวชาญระดับพื้นฐาน) {ใหม่!}]
[นายท่าน: ไมเคิล นอร์แมน]
ชุดทักษะของพรินซ์นั้นน่าประทับใจน้อยกว่าของลัคกี้ แต่มันก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาก่อนที่มันจะตามทัน
แน่นอนว่า เมื่อเทียบกับการเลื่อนขั้นอย่างรวดเร็วของลัคกี้ ความก้าวหน้าของพรินซ์จะใช้เวลานานกว่าเนื่องจากไมเคิลวางแผนที่จะมุ่งเน้นไปที่ซากศพคืนชีพตัวอื่นๆ ของเขาด้วย
ขณะที่ไมเคิลเหลือบมองทักษะ {พิษ} บนแผงหน้าต่างของพรินซ์ สีหน้าแปลกๆ ก็แวบขึ้นมาบนใบหน้าของเขา
ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นจากการวิวัฒนาการนี้
ในช่วงการวิวัฒนาการครั้งแรกและครั้งที่สอง ไมเคิลเคยสันนิษฐานว่าเส้นทางการวิวัฒนาการทั้งหมดของหมาป่าป่าดิบจะวนเวียนอยู่กับธรรมชาติ
และถึงแม้มันจะยังคงเป็นเช่นนั้นในระดับหนึ่ง แต่มันก็ไม่ได้เป็นไปในแบบที่เขาคาดไว้ในตอนแรก
หมาป่าป่าดิบที่เคยผูกพันกับธรรมชาติ ตอนนี้ได้กลายเป็นถุงพิษไปแล้ว และตัดสินจากทิศทางการวิวัฒนาการของพวกมัน มันก็รังแต่จะสุดโต่งมากยิ่งขึ้นไปอีก
แม้ความย้อนแย้งนี้จะน่าขบขัน แต่ไมเคิลก็ไม่ได้รังเกียจที่จะมีซากศพคืนชีพแบบนี้อยู่ในคลังอาวุธของเขา
ข้อกังวลเดียวที่แท้จริงคือการทำให้มั่นใจว่าเขาจะไม่เผลอโดนพิษของพวกมันเข้าไปซะเอง
ตอนนี้ซากศพคืนชีพทั้งหมดที่ต้องการการวิวัฒนาการได้รับการจัดการเรียบร้อยแล้ว ไมเคิลจึงมองดูพรสวรรค์ของเขาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะออกเดินทาง
ในที่สุดก็ถึงเวลาที่จะได้เห็นแล้วว่าซากปรักหักพังและดินแดนแห่งต้นกำเนิดมีอะไรซ่อนอยู่
[พรสวรรค์: วิวัฒนาการไร้ที่สิ้นสุด]
แต้มวิวัฒนาการ: 15
ไมเคิลพยายามไม่รู้สึกท้อแท้เมื่อแต้มวิวัฒนาการของเขาลดลงจากสามหลักเหลือสองหลัก
อย่างไรก็ตาม เมื่อนึกถึงความแข็งแกร่งที่แต้มเหล่านี้มอบให้เขา เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าความเสียสละทั้งหมดของเขาจนถึงตอนนี้นั้นคุ้มค่า
ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็สามารถเอาแต้มที่ใช้ไปกลับคืนมาได้เสมอ ปัญหาที่แท้จริงคือความใจร้อนของเขาเองต่างหาก
ไมเคิลเดินย้อนกลับไปที่ทางออกของอาคารร้าง ที่ซึ่งการ์กอยล์ที่เขาเคยพบเมื่อไม่กี่วันก่อนกำลังรอคอยอยู่
พรินซ์ยืนเตรียมพร้อมอยู่ตรงหน้าเขา
ท้องฟ้าสว่างไสวแล้วในตอนนี้ ทำให้เป็นเวลาที่เหมาะเจาะพอดีที่จะต่อสู้กับมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งไปพร้อมกับคอยระวังภัยสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย
สำหรับนักสำรวจที่ยังขาดประสบการณ์อย่างไมเคิล การออกไปผจญภัยในตอนกลางวันย่อมดีกว่าตอนกลางคืนมาก
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมเขาถึงคิดเรื่องการสำรวจทั้งๆ ที่ยังไม่ได้จัดการกับการ์กอยล์เลยด้วยซ้ำก็เพราะไมเคิลมองว่าชัยชนะนั้นเป็นของเขาแน่นอนแล้ว
เขาไม่เชื่อว่าพรินซ์จะลำบากในการรับมือกับการ์กอยล์ในการต่อสู้แบบตัวต่อตัวภายใต้สถานการณ์ปกติ
ไม่เพียงแต่จะมีช่องว่างถึงสี่เลเวลระหว่างพวกมัน แต่ระดับของพวกมันก็ยังเท่ากันอีกด้วย
มันไม่มีสถานการณ์ไหนเลยที่การ์กอยล์จะสามารถ “ต่อสู้ข้ามเลเวล” ได้ ต่อให้สายพันธุ์ของมันจะถูกจัดอยู่ในระดับสูงในหมู่มอนสเตอร์ระดับหายากสามดาวก็ตาม
ความน่ารำคาญเดียวที่แท้จริงอาจจะเป็นการทำลายร่างกายหินของมัน มันดูแข็งแกร่งมากจริงๆ
หลังจากเดินผ่านโถงทางเดินมาพักหนึ่ง ในที่สุดไมเคิลก็เผชิญหน้ากับมอนสเตอร์ที่ขัดขวางความก้าวหน้าของเขาในดินแดนแห่งต้นกำเนิดมาหลายวัน
เอ่อ ก็ไม่ได้เผชิญหน้ากันตรงๆ หรอกมันหันหลังให้เขา ยืนนิ่งเงียบอย่างน่าขนลุกเหมือนกับรูปปั้น
ถ้าไมเคิลไม่มีทักษะ {ตรวจสอบ} แม้แต่เขาก็อาจจะถูกหลอกได้
[การ์กอยล์ เลเวล 20]
[ระดับ: หายาก ★★★ ]
การ์กอยล์แก่ๆ ตัวหนึ่ง ซึ่งอ่อนแอลงหลังจากถูกทิ้งร้างมานานหลายปี
‘โอ้ เลเวลมันลดลงด้วยเหรอเนี่ย?’ ไมเคิลคิดด้วยความประหลาดใจ
เขานึกถึงคำพูดของรุ่นพี่ในเว็บบอร์ด ซึ่งเคยบอกไว้ว่ามันต้องใช้เวลานานอย่างไม่น่าเชื่อกว่าสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นอย่างการ์กอยล์จะเสื่อมสภาพลง
ตามโพสต์นั้น สิ่งมีชีวิตแบบนี้จะไม่สูญเสียเลเวลเลยแม้เวลาจะผ่านไป 50 ปี
จากข้อมูลนี้และวิธีที่ไมเคิลอธิบายถึงหอพักร้าง รุ่นพี่คนนั้นก็ได้ประเมินว่าซากปรักหักพังแห่งนี้น่าจะมีอายุอย่างน้อยสองร้อยปี
นั่นเป็นเวลาที่มากพอที่จะทำให้สิ่งของมีค่าถูกทำลายไป
อย่างไรก็ตาม ด้วยความเข้าใจเกี่ยวกับซากปรักหักพังที่เพิ่มขึ้นจากเว็บบอร์ด ไมเคิลก็รู้สิ่งหนึ่ง: ยิ่งซากปรักหักพังเก่าแก่มากเท่าไหร่ สมบัติที่อยู่ข้างในก็จะยิ่งพิเศษมากขึ้นเท่านั้นหากมันยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์และใช้งานได้
แน่นอนว่าการจะหามันเจอนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลยแต่ถ้าเขาหาเจอ มันจะเป็นสมบัติที่ประเมินค่าไม่ได้ ความคิดเรื่องการสำรวจและการล่าสมบัติทำให้ไมเคิลเต็มไปด้วยความคาดหวัง
เขาสั่งการทางจิตให้พรินซ์รุกคืบเข้าไป ขณะที่ก้าวถอยหลังและอัญเชิญซากศพคืนชีพระดับ 1 หมาป่าพฤกษา ออกมาเพื่อคุ้มกันเขา
เมื่อพร้อมแล้ว ไมเคิลก็ออกคำสั่งโจมตี
พรินซ์หายวับไปในพริบตา
แม้จะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่เร็วกว่าในรอยแยกมิติระดับ 2 ในอาณาเขตวานร แต่มันก็ไม่มีสายลมกรรโชกรุนแรงตามความเร็วของมันมาด้วย
ความผิดปกตินี้แทบจะไม่ผ่านเข้ามาในหัวไมเคิลเลย เนื่องจากความสนใจของเขาถูกเบี่ยงเบนไปอย่างรวดเร็ว
วินาทีที่พรินซ์หายตัวไป เสียงดังสนั่นก็ก้องกังวานเป็นการปะทะกันของวัตถุหนักสองชิ้นตามมาด้วยเสียงกระแทกอีกครั้ง
มีบางอย่างกระแทกเข้ากับพื้นอย่างแรง
ไมเคิลรีบเปิดใช้งาน {แบ่งปันประสาทสัมผัส} กับพรินซ์เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น
เขาไม่มีโอกาสเลยที่จะตามทันการต่อสู้ที่รวดเร็วอย่างน่าสะพรึงกลัวขนาดนี้ด้วยตาของเขาเอง
โชคดีที่พรินซ์ยังอยู่ในระยะ 100 เมตร ทักษะจึงทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ
การมองเห็นของไมเคิลเปลี่ยนไปเป็นโลกขาวดำที่คุ้นเคยของ {แบ่งปันประสาทสัมผัส}
เขาเห็นว่าพรินซ์กำลังยืนอยู่ห่างจากการ์กอยล์ไปไม่กี่เมตร ซึ่งการ์กอยล์ถูกซัดกระเด็นลงไปกระแทกกับพื้นจนเกิดเป็นหลุมตื้นๆ
แปลกดีที่พรินซ์ไม่ได้เดินเข้าไปหาสิ่งมีชีวิตที่ล้มลงนั้น
ไมเคิลไม่จำเป็นต้องถามเลยว่าทำไม
ห่างออกไปไม่ไกลเลยจากการ์กอยล์ที่ล้มลง มีโครงสร้างคล้ายหอคอยสูงตระหง่านตั้งอยู่
แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของไมเคิลเต้นแรงไม่ใช่ตัวหอคอยแต่มันคือรูปปั้นขนาดยักษ์สองตัวที่ยืนเฝ้าทางเข้าอยู่ต่างหาก
รูปปั้นแต่ละตัวสูงประมาณสี่เมตรและมีความคล้ายคลึงกับการ์กอยล์ในหลุมอย่างน่าประหลาด โดยมีข้อแตกต่างที่ชัดเจนเพียงอย่างเดียวคือ: พวกมันมีปีก
และปีกเหล่านั้นก็กำลังกางออก

0 Comments