บทที่ 30 การสร้างซากศพคืนชีพ
แปลโดย เนสยังแม้ว่าห้องเก็บของจะเย็นเยียบ แต่ความทนทานของไมเคิลก็ช่วยให้เขาทนได้โดยไม่รู้สึกอึดอัดมากนัก
ชายหน้าบากนำไมเคิลไปยังช่องที่เก็บซากของหมาป่าป่าดิบ
พวกมันถูกเก็บไว้บนชั้นวางแบบสองชั้น ชั้นละสองตัว มีทั้งหมดหกแถวรวมเป็น 12 ซาก
ไมเคิลไม่แน่ใจว่าจำนวนนี้ถือว่ามากหรือน้อย แต่มันให้ความรู้สึกว่าเป็นอย่างหลังเสียมากกว่า
เขาแอบสงสัยอยู่แวบหนึ่งว่าทำไมสมาคมถึงต้องเก็บซากมอนสเตอร์ไว้ตั้งแต่แรก แต่ท่าทีที่เย็นชาของชายหน้าบากก็ทำให้เขาเลิกล้มความตั้งใจที่จะถาม
ด้วยความกระตือรือร้นที่จะได้วัตถุดิบในการสร้างซากศพคืนชีพของตนเองเสียที ไมเคิลจึงเริ่มใช้ทักษะ {ตรวจสอบ} กับซากหมาป่าป่าดิบ
[หมาป่าป่าดิบ เลเวล 2]
[ระดับ: ทั่วไป ★ ]
ตายแล้ว
[หมาป่าป่าดิบ เลเวล 4]
[ระดับ: ทั่วไป ★ ]
ตายแล้ว
[หมาป่าป่าดิบ เลเวล 5]
[ระดับ: ทั่วไป ★★ ]
ตายแล้ว
[หมาป่าป่าดิบ เลเวล 2]
[ระดับ: ทั่วไป ★★ ]
ตายแล้ว
ข้อกำหนดของไมเคิลไม่ได้สูงนักเขาแค่ต้องการมอนสเตอร์ที่มีมากกว่าหนึ่งดาว
มอนสเตอร์ระดับทั่วไปที่มีหนึ่งดาว จะมีเลเวลสูงสุดอยู่ที่เลเวล 7 ซึ่งมันอ่อนแอเกินไป และแทบจะไม่ได้สร้างความได้เปรียบอะไรให้กับเขาเลยเมื่อเทียบกับความแข็งแกร่งในปัจจุบันของเขา
มอนสเตอร์ระดับทั่วไปสองดาว สามารถไปได้ถึงระดับ 1 เลเวล 4 (เลเวล 14) ซึ่งพอจะรับได้ในสายตาของเขา
ไมเคิลแอบหวังว่าจะเจอซากมอนสเตอร์สามดาว
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้มันจะสามารถเติบโตไปได้ถึงเลเวล 21 แต่เขาก็รู้ดีว่ามอนสเตอร์ระดับทั่วไป เลเวล 21 นั้น จะอ่อนแอกว่ามอนสเตอร์ระดับหายากสามดาวที่มีเลเวลเท่ากัน อย่างเช่นการ์กอยล์ที่เขาเจอในดินแดนแห่งต้นกำเนิด
ระดับ ไม่ใช่แค่ตัวบอกศักยภาพ แต่ยังสะท้อนถึงความเหนือชั้นทางสายพันธุ์อีกด้วย
แม้จะอยู่ในสายพันธุ์เดียวกัน แต่สายเลือดก็อาจมีความสูงส่งและความแข็งแกร่งแตกต่างกันไป
สิ่งนี้เห็นได้ชัดเจนจากความแตกต่างระหว่างสไลม์หนึ่งดาวที่ไร้พิษสง กับสไลม์กรดสองดาว
ไมเคิลไม่ต้องการมอนสเตอร์ระดับหายากสามดาวที่ทรงพลังอย่างการ์กอยล์ ที่มาหยุดยั้งการสำรวจของเขาในดินแดนแห่งต้นกำเนิดหรอก
ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าเขาไม่มีปัญญาไปฆ่ามันได้มอนสเตอร์ระดับหายากมักจะไม่ใช่พวกที่ยังไม่ได้รับการจัดระดับ และต่อให้เป็นแบบนั้น ว่ากันว่าพวกมันก็ยังสามารถต่อกรกับผู้ตื่นรู้ได้อย่างสูสี แม้จะนับรวมข้อได้เปรียบจากแต้มคุณลักษณะเข้าไปด้วยก็ตาม
เขาไม่คิดด้วยซ้ำว่าตัวเองจะมีปัญญาซื้อมันได้ ถึงแม้จะมีตัวเลือกให้ซื้อก็ตามที
ในความเห็นของเขา มอนสเตอร์ระดับหายากหนึ่งดาวที่อยู่ในระดับ 1 ขั้นสูงสุด (เลเวล 25) หรือในระดับ 2 (เกินกว่าเลเวล 25) สักสองสามตัว จับคู่กับซากศพคืนชีพระดับทั่วไปสามดาวที่เลเวล 21 (ระดับ 1 เลเวล 11) อีกสักหลายๆ ตัว ก็น่าจะเพียงพอที่จะเอาชนะการ์กอยล์ได้แล้ว หากเขาวางแผนมาอย่างดี
น่าเสียดายที่ไม่มีซากหมาป่าป่าดิบสามดาวเลย และแม้แต่ซากระดับสองดาวที่เขาเจอก็มีไม่เกินสามตัว
ในท้ายที่สุด ไมเคิลก็ตัดสินใจซื้อซากหมาป่าป่าดิบระดับสองดาวทั้งสามตัวนั้น และเก็บมันไว้ในตราประทับแห่งต้นกำเนิดของเขา
สำหรับพวกก็อบลิน ไมเคิลไม่แม้แต่จะสนใจด้วยซ้ำ
ตามโพสต์ที่กล่าวถึงสไลม์ ก็อบลินก็ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่เดียวกัน
ก็อบลินแทบจะไม่ดีไปกว่าสไลม์เลย พวกมันเก่งแค่เรื่องขยายพันธุ์เท่านั้น
ไมเคิลไม่มีความสนใจที่จะเสียเงินไปกับมอนสเตอร์ที่อ่อนแอแบบนั้นหรอก
แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็คือ ความคิดเห็นของเขาเกี่ยวกับพวกก็อบลินหรือสายพันธุ์ใดๆ ก็ตามที่ถูกเรียกว่า ‘อ่อนแอ’กำลังจะเปลี่ยนไป
หลังจากออกจากห้องเก็บของ ไมเคิลก็ให้รายละเอียดบัญชีเพื่อรับเงินทอนที่เหลืออีก 5,500 ดอลลาร์ ซึ่งเมื่อโอนเข้าบัญชีแล้ว ยอดเงินของเขาก็จะกลับไปเกิน 10,000 ดอลลาร์อีกครั้ง
เขาตัดสินใจที่จะไม่ขายผลึกวิญญาณอีกสามชิ้นที่เขามีอยู่
พวกมันอาจจะมีประโยชน์หลังจากที่สร้างซากศพคืนชีพเสร็จแล้ว สมมติว่าพรสวรรค์ของเขาแสดงผลลัพธ์อะไรออกมา หรือเอาไว้ใช้ฟื้นฟูมานาในระหว่างขั้นตอนการคืนชีพ ซึ่งกินมานาไปเยอะมาก
ผลึกวิญญาณเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าสำหรับการฟื้นฟู มากกว่าการรอให้ฟื้นฟูเองตามธรรมชาติ หรือพึ่งพาพวกหินมานา ผลึกมานา หรือน้ำยาฟื้นฟู
ไมเคิลยังนึกถึงแกนกลางสไลม์ที่เขาเก็บมาได้ และตัดสินใจลองถามดูว่ามันจะขายได้ไหม
น่าประหลาดใจที่สมาคมรับซื้อมันด้วย
แม้ว่าแกนกลางสไลม์จะไม่ได้มีค่าอะไรมากมายขายได้ตัวละ 100 ดอลลาร์แต่ไมเคิลก็ยังทำเงินได้ถึง 1,500 ดอลลาร์ จากการขายแกนกลาง 15 ชิ้น
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมเขาถึงไม่ขายมันไปพร้อมกับผลึกวิญญาณตั้งแต่แรก เหตุผลนั้นง่ายมาก: เขาลืม
เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่เกิดขึ้นจากการที่เขาใช้ทักษะ {ตรวจสอบ} กับชายหน้าบาก ตามมาด้วยการพูดคุยโต้ตอบกันอย่างรวดเร็ว ได้ดึงความสนใจของเขาไปจนหมด
ไม่เหมือนกับพวกผลึกวิญญาณ เขาไม่เคยคิดว่าแกนกลางสไลม์เป็นของสำคัญอะไร
หลังจากกล่าวคำอำลาแม้ชายหน้าบากจะตอบรับแค่การพยักหน้าก็ตามไมเคิลก็รีบเดินออกจากอาคารสมาคมและเรียกแท็กซี่กลับบ้านทันที
ในครั้งนี้ ต่างจากการเดินทางเที่ยวก่อน ไมเคิลอดกลั้นที่จะไม่ใช้ทักษะ {ตรวจสอบ} กับทุกคนที่เขาพบเจอ ตอนนี้เขาระมัดระวังการกระทำของตนเองมากขึ้นแล้ว
เกือบหนึ่งชั่วโมงต่อมา โดยที่ไม่มีรถติด ไมเคิลก็กลับถึงบ้านเร็วกว่าที่คาดไว้
หลังจากจ่ายค่าแท็กซี่ เขาก็รีบขึ้นไปที่อพาร์ตเมนต์ ด้วยความกระตือรือร้นที่จะเข้าไปในดินแดนแห่งต้นกำเนิดและอัญเชิญซากศพคืนชีพเสียที
พอเข้าไปข้างใน เขาก็สังเกตเห็นว่าลิลลี่ ลูกพี่ลูกน้องของเขากลับมาจากโรงเรียนแล้ว
เธอมองเขาด้วยความงุนงงตอนที่เขาทักทายเธอแบบผ่านๆ อย่างเห็นได้ชัดว่ากำลังรีบ
ไมเคิลไม่ได้อธิบายอะไรและรีบกลับเข้าห้องของเขาไปทันที
เมื่อล้มตัวลงนอนบนเตียง เขาก็เชื่อมต่อจิตสำนึกของตนเข้ากับดินแดนแห่งต้นกำเนิด
ครู่ต่อมา ดวงตาคู่หนึ่งก็เบิกโพลงขึ้น
“ฉันกลับมาแล้ว”
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปนับตั้งแต่ไมเคิลออกจากดินแดนแห่งต้นกำเนิด สภาพแวดล้อมรอบตัวดูจะสว่างขึ้นเล็กน้อย
‘น่าจะใกล้เที่ยงแล้วสินะ’ เขาคิด พลางลุกขึ้นยืน
เขาก้าวออกจากห้องอย่างระมัดระวัง หลังจากกวาดสายตามองไปรอบๆ และแน่ใจแล้วว่าไม่มีอันตรายใดๆ เขาถึงได้ผ่อนคลายลง
ดินแดนแห่งต้นกำเนิดเป็นเพียงสถานที่เดียวที่ไมเคิลรู้สึกปลอดภัยพอที่จะสร้างซากศพคืนชีพ
การจะทำอะไรแบบนั้นที่บ้านดูจะเป็นเรื่องที่ไม่ฉลาดนัก และเขาก็ยังคงระมัดระวังกับทุกเรื่องที่เหนือธรรมชาติในโลกแห่งความเป็นจริงอยู่
แต่ที่นี่ เขาสามารถเสี่ยงได้ เนื่องจากมันไม่มีความตายที่แท้จริง ต่างจากในความเป็นจริง
นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเขาถึงไม่กล้าเข้าไปในรอยแยกมิติด้วยตัวเองเพื่อล่ามอนสเตอร์ แต่กลับเลือกที่จะซื้อซากของพวกมันมาแทน
ไมเคิลรู้สึกว่าความแข็งแกร่งในปัจจุบันของเขายังไม่เพียงพอสำหรับความเสี่ยงเหล่านั้น
เมื่อหาที่โล่งกว้างในหอพักร้างได้แล้ว ไมเคิลก็สูดหายใจเข้าลึกๆ และนำซากหมาป่าป่าดิบออกจากพื้นที่มิติของเขา
เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เขาปลุกพลังมา เขาขยับเข้าใกล้การสร้างซากศพคืนชีพขึ้นมาอีกก้าวหนึ่งแล้ว
“หวังว่าฉันคงจะไม่โชคร้ายเกินไปนะ”
ด้วยทักษะ {คืนชีพซากศพ} ในระดับ {ความเชี่ยวชาญระดับกลาง} ไมเคิลมีโอกาสเพียงเก้าครั้งสามครั้งต่อหนึ่งซากในการสร้างซากศพคืนชีพ
เขาคงจะโกหกแน่ๆ ถ้าบอกว่าเขาไม่รู้สึกประหม่าเลย

0 Comments