ตอนที่ 83 น้องเอ๋ย
แปลโดย เนสยัง“ขวดนี้เก็บไว้ให้แกกินเถอะ” เฉียวซางลูบหัวผีค้นสมบัติตัวน้อยพร้อมรอยยิ้ม
พอผีค้นสมบัติตัวน้อยได้ยินแบบนั้นก็ลังเลนิดนึง แต่สุดท้ายก็ยื่นขวดนมให้เธออยู่ดี
“จ๊วบ~”
“ถ้าฉันกินขวดนี้ของแกไป แล้วแกจะโตได้ยังไงล่ะ” เฉียวซางหัวเราะ
มือที่กำลังยื่นขวดนมของผีค้นสมบัติตัวน้อยชะงักไปทันที
มันจ้องหน้าเฉียวซางตาแป๋ว ดูไม่เหลือเค้าความฉลาดเจ้าเล่ห์เหมือนเมื่อสองวันก่อนเลย
“ถ้าจะซื้อตอนนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้หรอกนะ ขอแค่แกสัญญาว่าจะทำตัวเป็นเด็กดี กินนมให้ตรงเวลา อยากได้อะไรก็บอกฉันตรงๆ ห้ามแอบเก็บไปซ่อนในห่วงเด็ดขาด ฉันจะหาทางซื้อมาให้แกเอง” เฉียวซางฉวยโอกาสตั้งเงื่อนไข
ยังไงซะวันหน้าก็ต้องซื้อให้อยู่ดี ช้าหรือเร็วก็ค่าเท่ากัน
สู้ตามใจมันตอนนี้เพื่อแลกกับข้อตกลงบางอย่างดีกว่า
การจะเปลี่ยนพฤติกรรมตามสัญชาตญาณของสายพันธุ์นั้นเป็นเรื่องยาก
แทนที่จะปล่อยให้มันแอบซ่อนของลับหลัง สู้เข้าไปมีส่วนร่วมด้วยดีกว่า ให้มันรู้ว่านอกจากจะแอบหยิบแล้ว มันยังสามารถได้ของที่ชอบมาอย่างเปิดเผยได้ด้วย
ผีค้นสมบัติตัวน้อยจ้องหน้าเฉียวซางนิ่งไปพักใหญ่ ก่อนจะพุ่งเข้ามากอดเธอแล้วร้องไห้โฮ
“จ๊วบ!”
“จ๊วบ!”
“แกร้องไห้ทำไมเนี่ย?” เฉียวซางตกใจ
ผีค้นสมบัติตัวน้อยเอาแต่ร้องไห้ไม่หยุด
มันเองก็ไม่รู้เหตุผลเหมือนกัน แค่จู่ๆ ก็อยากร้องไห้ออกมา
หมาเขี้ยวไฟกำลังนั่งดูทีวีและจิบนมอยู่อย่างสบายอารมณ์ ก็ต้องสะดุ้งตกใจกับเสียงร้องไห้ของผีค้นสมบัติตัวน้อย
มันมองดูผีค้นสมบัติตัวน้อย สลับกับมองขวดนมในมือ นึกถึงคำพูดของผู้ฝึกอสูรที่บอกว่าทุกคนคือครอบครัวเดียวกัน ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เดินไปยื่นขวดนมที่กินไปแล้วครึ่งหนึ่งให้
“โฮ่ง”
“โฮ่งๆ”
ผีค้นสมบัติตัวน้อยหันไปมองการกระทำของหมาเขี้ยวไฟ เสียงร้องไห้ก็ค่อยๆ เบาลง
“จ๊วบๆ”
“โฮ่ง”
“จ๊วบ”
“โฮ่งๆ”
สัตว์อสูรทั้งสองตัวคุยกันอย่างถูกคอ
เฉียวซางมองดูภาพนั้นด้วยความปลาบปลื้มใจ
ถ้าเป็นเมื่อก่อน หยาเป่าไม่มีทางยอมยกของกินในปากให้ใครแน่ๆ
รอจนผีค้นสมบัติตัวน้อยอารมณ์เย็นลง เฉียวซางก็เลือกไอเทมแบบเดียวกับของหมาเขี้ยวไฟให้มันตามคำเรียกร้อง
รูปแบบเหมือนกันเป๊ะ แต่พลังงานที่รวบรวมได้นั้นต่างกัน
ผีค้นสมบัติตัวน้อยมีธาตุสองธาตุในตัว
คิดไปคิดมา เฉียวซางก็เลือก ‘มุกรวมจิต’ ที่ช่วยเร่งการดูดซับพลังงานสายพลังจิตให้กับมัน
เพราะระบบนิ้วทองคำสามารถช่วยอัปเกรดระดับได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นพลังงานธาตุภูตผีวิญญาณหรือธาตุพลังจิต ผลลัพธ์ก็ออกมาเหมือนกันนั่นแหละ
ต่างกันก็แค่ว่าทักษะไหนจะปล่อยออกมาได้เร็วขึ้นเท่านั้นเอง
ใครๆ ก็รู้ว่าผีค้นสมบัติคือสัตว์อสูรสายภูตผีวิญญาณ ในขณะที่ทุกคนกำลังระวังตัวจากทักษะสายภูตผีวิญญาณของมัน การจู่โจมด้วยทักษะสายพลังจิตแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียง จะต้องสร้างความตกตะลึงได้อย่างแน่นอน
การโจมตีแบบไม่ให้ทันตั้งตัว หัวใจสำคัญก็คือความรวดเร็ว แม่นยำ และรุนแรง
ถ้าวิเคราะห์แบบนี้แล้ว การซื้อมุกรวมจิตก็ดูจะคุ้มค่ากว่า
ซื้อเสร็จ เฉียวซางก็รีบปิดแอปช้อปปิ้งทันที กลัวว่าตัวเองจะห้ามใจไม่ไหวเผลอกดซื้อของอย่างอื่นอีก
สัตว์อสูรที่มีธาตุหายากมักจะมีราคาแพง
ตรรกะเดียวกัน ไอเทมสำหรับธาตุหายากก็ต้องแพงหูฉี่เหมือนกัน
โชคดีที่ซื้อจากร้านเดียวกัน แถมเธอยังเพิ่งอุดหนุนไอเทมไปสองชิ้นภายในวันเดียว แอดมินร้านก็เลยใจดีลดราคาให้เหลือ 139,999 เหรียญพันธมิตร
แค่ช้อปออนไลน์แป๊บเดียว เงินในบัญชีก็หายวับไปครึ่งนึง ถึงจะเป็นเฉียวซางก็ยังอดใจหายไม่ได้
เงินนี่มันช่างละลายหายไปไวจริงๆ…
……
เวลา 6 โมงเย็น บนโต๊ะอาหาร
ป้าสะใภ้สามเป็นคนชอบคุยเรื่องชาวบ้าน เธอเหลือบมองเยี่ยหรั่นหรั่นที่กำลังก้มหน้าก้มตากินข้าว แล้วเริ่มซักไซ้ “วันนี้ไปดูตัวมาเป็นไงบ้างจ๊ะ? ผู้ชายทำงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจล่ะ?”
เยี่ยหรั่นหรั่นเหลือบมองเฉียวซาง ส่งสายตาขอความช่วยเหลือ
เฉียวซางแทะน่องไก่ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
เธอก็อยากเผือกเหมือนกันนี่นา…
เยี่ยหรั่นหรั่นหันไปมองเยี่ยจิ้งเหวินที่กำลังนั่งอ่านหนังสือไปกินข้าวไปอยู่ข้างๆ
“รัฐวิสาหกิจค่ะ เป็นครู” เยี่ยหรั่นหรั่นตอบตามตรง
“ครูก็ดีนะจ๊ะ สอนโรงเรียนไหน สอนวิชาอะไรล่ะ?” ป้าสะใภ้สามถามต่อ
เฉียวซางแอบเก็บข้อมูลจากบทสนทนานี้ได้นิดหน่อย
ในสังคมนี้ เวลาคนจะแต่งงานกัน สิ่งแรกที่พวกเขาจะพิจารณาก็คืออีกฝ่ายเป็นผู้ฝึกอสูรหรือเปล่า ส่วนเรื่องอาชีพการงานเป็นเรื่องรองลงมา
ที่ป้าสะใภ้สามถามแบบนี้ ก็คงอยากจะรู้ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นผู้ฝึกอสูรหรือเปล่านั่นแหละ
เยี่ยหรั่นหรั่นซดน้ำซุปไปอึกนึงแล้วตอบว่า “สอนวิชาอะไรก็ไม่สำคัญหรอกค่ะ หนูว่าเราเข้ากันไม่ได้”
ป้าสะใภ้สามขมวดคิ้ว “เข้ากันไม่ได้ตรงไหน เพิ่งจะเจอกันครั้งเดียว ยังไม่ได้ลองคบกันดูเลยนะ ขืนแม่แกรู้เข้า มีหวังได้บ่นหูชาแน่”
เยี่ยหรั่นหรั่นเป็นลูกสาวคนโตของลุงรอง
ถึงแม้ป้าสะใภ้สามจะเป็นคนธรรมดา แต่ด้วยนิสัยใจคอที่ดี และรู้จักรักษาน้ำใจคน ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับสะใภ้คนอื่นๆ ในตระกูลจึงดีมาก
“เขามีสัตว์อสูรเป็นกระต่ายคิ้วหิมะ ซึ่งเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับอินทรีวายุของหนูเลยค่ะ ยังไงก็เข้ากันไม่ได้หรอก” เยี่ยหรั่นหรั่นอธิบายเหตุผล
ป้าสะใภ้สามถึงกับพูดไม่ออกไปเลย
ในสังคมปัจจุบัน ถ้าผู้ฝึกอสูรสองคนจะคบกัน เรื่องความเข้ากันได้ของสัตว์อสูรก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
แค่เป็นแฟนกันก็ยังพอว่า แต่ถ้าจะแต่งงานกันก็ต้องคิดให้รอบคอบ
เพราะหลังจากแต่งงานกันแล้ว สัตว์อสูรก็ต้องมาอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน ถ้าเกิดเจอหน้ากันแล้วเอาแต่กัดกันทุกวัน ความสัมพันธ์ของคู่สามีภรรยาก็คงจะแย่ตามไปด้วย
ยังไงซะผู้ฝึกอสูรก็ต้องเข้าข้างสัตว์อสูรของตัวเองอยู่แล้ว
สมัยนี้ผู้หญิงเขาไม่ถามกันแล้วนะว่า “ระหว่างฉันกับแม่คุณ คุณจะเลือกใคร?”
แต่จะเปลี่ยนมาถามว่า “ระหว่างฉันกับสัตว์อสูรของคุณ คุณให้ความสำคัญกับใครมากกว่ากัน?” เพื่อทดสอบความรักที่ฝ่ายชายมีให้ต่างหาก
……
หลังกินข้าวเย็นเสร็จ เฉียวซางก็มาที่ลำธารหลิวกาน
หมาเขี้ยวไฟฟื้นฟูพลังงานจนเต็มเปี่ยมแล้ว
ไม่นาน หลังจากที่มันแยกร่างเงา 10 ครั้ง และพ่นประกายไฟไปทั้งหมด 80 ครั้ง มันก็กลับเข้าสู่สภาวะหมดสภาพอีกครั้ง
ผีค้นสมบัติตัวน้อยยื่นนมขวดที่เตรียมไว้ให้ทันที
คราวนี้หมาเขี้ยวไฟลังเลนิดนึง แต่สุดท้ายก็ยอมรับมาดื่ม
เฉียวซางก้มหน้าจดบันทึกข้อมูล
แม้ว่าทักษะเขี้ยวอัคคีและประกายไฟจะบรรลุถึงขั้นชำนาญแล้ว แต่ความแตกต่างของการผลาญพลังงานระหว่างทักษะระดับกลางกับระดับเริ่มต้นก็ยังคงเห็นได้ชัดเจน
จังหวะที่เฉียวซางจดบันทึกเสร็จและเตรียมตัวจะกลับ จู่ๆ ก็มีเสียงเย็นเยียบดังขึ้นมาจากด้านหลัง “น้องเอ๋ย…”
เฉียวซางตกใจจนแทบจะกระโดดหนี
เธอหันขวับไปมอง ก็เห็นผู้หญิงใส่ชุดเดรสยาวสีขาว ผมเผ้ารุงรัง นี่มันแฟชั่นผีสาวชัดๆ!
โชคดีที่ตอนนี้ฟ้ายังไม่มืดสนิท และผู้หญิงชุดขาวคนนั้นก็ใส่แว่นตากรอบดำหนาเตอะ
ไม่ได้ให้ความรู้สึกน่ากลัวเหมือนผี แต่ดูเหมือนพวกเด็กเนิร์ดบ้าเรียนซะมากกว่า
“พี่จ๋า พี่ทำหนูตกใจหมดเลย” เฉียวซางเอามือทาบอก
“แกมีทั้งสัตว์อสูรธาตุไฟกับธาตุภูตผีวิญญาณ ทำไมขวัญอ่อนจังฮะ?” เยี่ยจิ้งเหวินถาม
เฉียวซาง: “…”
การต้องมานั่งรับมือกับหมาเขี้ยวไฟขี้อ้อนกับผีค้นสมบัติตัวน้อยที่ชอบเรียกร้องความสนใจทุกวัน มันช่วยฝึกความกล้าได้ตรงไหนมิทราบ?
“แล้วพี่มาทำอะไรที่นี่ล่ะคะ?” เฉียวซางถามกลับ
“พี่ตั้งใจมาหาแกโดยเฉพาะเลยนะ” เยี่ยจิ้งเหวินหยุดไปนิดนึง “น้องเอ๋ย ช่วยพี่เรื่องนึงสิ”
“เรียกชื่อหนูเถอะค่ะ” เฉียวซางบอก
เมื่อกี้เธอตกใจจนเผลอเรียกพี่ไป แต่ตอนนี้ตั้งสติได้แล้ว คำว่า ‘พี่’ มันก็กระดากปากเกินกว่าจะเรียกออกมาได้
อายุพวกเธอก็ไล่เลี่ยกัน ปกติก็เรียกชื่อกันตลอด ยิ่งตอนนี้สภาพจิตใจของเฉียวซางเป็นผู้ใหญ่กว่าเยี่ยจิ้งเหวินตั้งเยอะ
“ซางซาง ช่วยพี่เรื่องนึงสิ” เยี่ยจิ้งเหวินยอมเปลี่ยนสรรพนาม
“เรื่องอะไรเหรอคะ?” เฉียวซางถาม
ความจริงเธอก็แอบสงสัยนะ มีเรื่องอะไรทำไมไม่คุยกันที่บ้าน ทำไมต้องถ่อมาหาถึงที่นี่ด้วย
คิดไปคิดมา เฉียวซางก็เริ่มระแวงขึ้นมา
คงไม่ได้มาขอยืมเงินหรอกนะ?!
(จบตอน)

0 Comments