ตอนที่ 81 ผู้เชี่ยวชาญพืชวิญญาณ
แปลโดย เนสยัง“โฮ่ง?”
หมาเขี้ยวไฟเอียงคอด้วยความสงสัย ไม่เข้าใจการกระทำของลูกน้องตัวน้อยเลยสักนิด
“จ๊วบ~”
ผีค้นสมบัติตัวน้อยส่งเสียงร้องทักทายอินทรีวายุอย่างน่ารักน่าเอ็นดู
อินทรีวายุไม่รู้จักผีค้นสมบัติตัวน้อยหรอก แต่มันรู้จักเฉียวซาง
ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้พิทักษ์ความสงบเรียบร้อยของตำบลฉีถัง พฤติกรรมของผีค้นสมบัติตัวน้อยแบบนี้ มันคุ้นเคยเป็นอย่างดี
เพราะมักจะมีคนเอาของกินของดื่มมาติดสินบนมันอยู่บ่อยๆ แต่ทุกครั้งมันก็ปฏิเสธไปอย่างหนักแน่น
แต่เจ้าตัวเล็กที่อยู่ตรงหน้านี้เป็นสัตว์อสูรของน้องสาวเจ้านาย นับๆ ดูแล้วก็ถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน
ควรจะไว้หน้าแล้วรับไว้ดีไหมนะ…
อินทรีวายุรู้สึกลังเล
มันก้มลงมองขวดนมเล็กๆ ตรงหน้า
ถ้าจะบอกว่าเป็นการติดสินบน ของแค่นี้มันก็ดูจะกระจอกไปหน่อยนะ มันหย่านมมาตั้งแต่สามขวบแล้ว…
นี่ก็คงเป็นแค่การแสดงความเป็นมิตรจากอีกฝ่ายเท่านั้นแหละ
เจ้าตัวเปี๊ยกที่ยังต้องกินนมอยู่แบบนี้ จะไปมีแผนการร้ายอะไรได้ล่ะ
อินทรีวายุคิดตกอย่างรวดเร็ว
“ฟิ้ว”
มันกางปีกอันใหญ่โตออกเล็กน้อย ก้มหัวลง ใช้จะงอยปากงับเปิดฝาขวดนมจากกรงเล็บของผีค้นสมบัติตัวน้อย
จากนั้นก็คาบขวดไว้ แล้วกระดกนมรวดเดียวจนหมดขวด
หลังจากใช้ปีกรับขวดเปล่าเอาไว้ อินทรีวายุก็ส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรให้กับผีค้นสมบัติตัวน้อย
“จ๊วบ”
ผีค้นสมบัติตัวน้อยเห็นอินทรีวายุดื่มนมจนหมด ก็ร้องออกมาด้วยความดีใจ
จากนั้นมันก็ชี้ไปที่หางของอินทรีวายุแล้วทำไม้ทำมืออธิบาย
“จ๊วบ”
“จ๊วบๆ”
“จ๊วบ”
สายลมพัดโชยมา อินทรีวายุยืนแข็งทื่อเป็นรูปปั้นหินอยู่กับที่
ที่แท้เจ้าตัวเปี๊ยกนี่ก็มีแผนการแบบนี้นี่เอง!
มันก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างรวดเร็ว ส่ายหน้าปฏิเสธรัวๆ อย่างกับกลองป๋องแป๋ง
“จ๊วบๆ!”
“จ๊วบ!”
ผีค้นสมบัติตัวน้อยชี้ไปที่ขวดเปล่าที่อินทรีวายุยังถืออยู่
อินทรีวายุยืนอึ้งอยู่กับที่ ภายในใจกำลังต่อสู้อย่างหนัก
เจ้านายเคยบอกไว้ว่า ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ ห้ามรับของจากคนอื่นมั่วซั่ว ไม่อย่างนั้นจะโดนร้องเรียนเอาได้
ถ้าโดนร้องเรียนขึ้นมา เจ้านายอาจจะตกงานได้เลย…
อินทรีวายุลังเลอยู่ครู่ใหญ่ สุดท้ายก็เอื้อมปีกไปด้านหลัง
“ก๊าซซซ!!!”
เฉียวซางกับเยี่ยหรั่นหรั่นที่กำลังคุยกันอยู่ตกใจสะดุ้ง หันขวับไปมอง ก็เห็นอินทรีวายุที่น้ำตาคลอเบ้า กับผีค้นสมบัติตัวน้อยที่ทำหน้าตาใสซื่อบริสุทธิ์
หมาเขี้ยวไฟยืนอ้าปากค้าง มองดูเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ
ภายในใจของมันตกอยู่ในความสับสนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ที่แท้ มันก็ทำแบบนี้ได้ด้วยเหรอเนี่ย…
……
บ้านเกิดของเฉียวซางไม่ได้อยู่ในใจกลางตำบล แต่อยู่ที่ถนนสุ่ยเม่าซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับลำธารหลิวกาน
บ้านเรือนแถวนี้ไม่มีตึกสูง มีแต่บ้านเก่าที่มีลานกว้างๆ
ภูเขาสวย น้ำใส อากาศดี เสียอย่างเดียวคือสั่งเดลิเวอรี่หรือทำธุระอะไรไม่ค่อยสะดวกนัก
เมื่อหลายปีก่อน ลุงใหญ่ทำธุรกิจได้กำไรมานิดหน่อย ก็เลยเอาเงินมาปรับปรุงบ้านเก่าใหม่ ทำให้บ้านหลังนี้ดูโอ่อ่ามีฐานะกว่าบ้านหลังอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน
หลังจากมาส่งเฉียวซางถึงบ้าน เยี่ยหรั่นหรั่นก็ชวนให้เธอไปเป็นเพื่อนดูตัวด้วยกัน จะได้ช่วยสแกนผู้ชายให้
เฉียวซางปฏิเสธทันควัน
นี่มันกะจะให้เธอไปเป็น กขค. ชัดๆ ไม่ใช่เหรอ?
ป้าสะใภ้สามจัดเตรียมห้องที่เฉียวซางเคยอยู่ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว
หลังจากจัดของเสร็จสรรพ เฉียวซางก็แวะไปเยี่ยมตากับยาย
ผู้เฒ่าทั้งสองสุขภาพไม่ค่อยดีนัก จึงไม่ค่อยได้ออกไปเดินเล่นที่ไหน
คุณยายเมื่อก่อนเป็นคนค่อนข้างเจ้าระเบียบ แต่พออายุมากขึ้นก็กลายเป็นคนคุยง่ายขึ้นเยอะ
ถ้าเป็นเมื่อก่อน พอเห็นลูกหลานทำสัญญากับสัตว์อสูรที่ควบคุมยากแบบนี้ คงคว้ารองเท้าแตะวิ่งไล่ตีไปแล้ว
แต่ตอนนี้กลับแค่ยิ้มรับและชวนคุยเรื่องสัพเพเหระแทน
คุณตาตอนหนุ่มๆ เป็นคนมีความทะเยอทะยานสูง เคยเข้าร่วมการแข่งขันมาแล้วนับไม่ถ้วน
แต่หลังจากเข้าไปในเขตแดนลี้ลับระดับ C สัตว์อสูรตัวแรกที่ทำสัญญาด้วยก็ต้องมาตายอยู่ในนั้น
ตั้งแต่นั้นมา คุณตาก็หมดอาลัยตายอยาก ทิ้งความฝันในอดีต แล้วก็มาแต่งงานสร้างครอบครัวอยู่ที่ตำบลฉีถัง
เขาเล่ากันว่า ความจริงแล้วนกฮูกบินร่างกำยำของคุณตาสามารถหนีรอดออกมาได้ แต่มันเลือกที่จะสละชีวิตตัวเองเพื่อถ่วงเวลาศัตรูเอาไว้ ช่วยให้เจ้านายหนีรอดมาได้
คุณตามองดูหมาเขี้ยวไฟกับผีค้นสมบัติที่เดินวนเวียนอยู่รอบๆ เฉียวซาง นิ่งเงียบไปพักใหญ่ สุดท้ายก็พูดแค่ประโยคเดียวว่า ให้ดูแลพวกมันให้ดีๆ
……
หลังจากกินข้าวเที่ยงเสร็จ เฉียวซางก็พาหมาเขี้ยวไฟกับผีค้นสมบัติตัวน้อยมาที่ลานหน้าบ้าน ตั้งใจจะฝึกซ้อมให้เต็มที่โดยไม่ต้องกังวลอะไร
แต่พอเห็นลานบ้านที่เต็มไปด้วยดอกไม้ ผัก และผลไม้ เธอก็ถึงกับอึ้งไปเลย
ลานบ้านเมื่อก่อนมันเป็นแบบนี้เหรอ…
พอดีกับที่ป้าสะใภ้สามถือบัวรดน้ำเดินผ่านมา เธอเห็นเฉียวซางยืนนิ่งอึ้งอยู่ก็หัวเราะถามว่า “เป็นไงล่ะ สวยไหม?”
เฉียวซางได้สติกลับมา ถามกลับ “ป้าสะใภ้สามคะ นี่ปลูกตั้งแต่เมื่อไหร่คะเนี่ย?”
ป้าสะใภ้สามตอบด้วยความภาคภูมิใจ “ก็พี่จิ้งเหวินของแกอยากจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยหนานจืดเพื่อไปเป็นผู้เชี่ยวชาญพืชวิญญาณ ลุงของแกก็เลยอุตส่าห์ไปหาพวกนี้มาให้พี่เขาศึกษาโดยเฉพาะเลยนะ”
เฉียวซาง: “…”
ผู้เชี่ยวชาญพืชวิญญาณ คืออาชีพที่เชี่ยวชาญด้านการปลูกและเพาะพันธุ์พืชที่มีพลังงานแฝงอยู่โดยเฉพาะ
ป้าสะใภ้สามมีลูกสองคน เยี่ยจิ้งเหวินคือลูกสาวคนเล็ก ตอนอายุ 15 ปี ห้วงสมองของเธอไม่ได้ตื่นขึ้น
ถ้าเกิดในครอบครัวที่มีแต่คนธรรมดา โอกาสที่จะได้สัมผัสกับเรื่องพวกนี้อีกก็แทบจะริบหรี่ แต่ครอบครัวเยี่ยมีผู้ฝึกอสูรอยู่หลายคน ทำให้เยี่ยจิ้งเหวินยังมีโอกาสได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับสัตว์อสูรต่อไปได้
ตามระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยปกติ คณะที่เกี่ยวข้องกับสัตว์อสูรจะรับเฉพาะผู้ฝึกอสูรเท่านั้น
คณะพืชวิญญาณก็เช่นกัน
แต่ในระบบนั้นก็ยังมีช่องทางการรับตรงอยู่ด้วย
การรับตรงมักจะให้ความสำคัญกับคะแนนวิชาเฉพาะเป็นหลัก ซึ่งนี่ก็เป็นความหวังให้กับคนที่ไม่ใช่ผู้ฝึกอสูรได้บ้าง
เนื่องจากปัญหาเรื่องทะเบียนบ้าน เยี่ยจิ้งเหวินจึงต้องเรียนมัธยมปลายที่ตำบลฉีถัง ตอนนี้เพิ่งจะจบ ม.5 และกำลังจะขึ้น ม.6
เมื่อมีเป้าหมายแล้ว การเตรียมตัวล่วงหน้าหนึ่งปีสำหรับการสอบรับตรงก็ถือเป็นเรื่องปกติ
“แล้วพี่จิ้งเหวินล่ะคะ? ทำไมตอนกินข้าวเที่ยงถึงไม่เห็นพี่เขาเลย?” เฉียวซางถาม
“พี่เขาไปเรียนพิเศษกับครูที่บ้านน่ะ บ้านครูอยู่ในตัวตำบล ไปกลับมันลำบาก ก็เลยกินข้าวเที่ยงที่นู่นเลย” ป้าสะใภ้สามตอบ
ขยันขันแข็งกันจริงๆ…
เฉียวซางอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอยู่ในใจ
ดูท่าลานบ้านนี้คงจะไม่เหมาะกับการฝึกซ้อมยิ่งกว่าใต้ตึกในหมู่บ้านซะอีก…
ต้นไม้ใบหญ้าในหมู่บ้านยังไงก็เป็นแค่พืชธรรมดา แต่พวกนี้มันคือพืชวิญญาณทั้งนั้นเลยนะ…
น่าจะหมดเงินไปไม่ใช่น้อยเลยแหละ…
……
ลำธารหลิวกาน
ห่างจากบ้านเก่าไปแค่ประมาณหนึ่งกิโลเมตร ที่นี่เงียบสงบมาก นั่งเล่นอยู่ตั้งยี่สิบนาทีก็ไม่เห็นแม้แต่เงาคนเดินผ่าน
“หยาเป่า ใช้ท่าแยกร่างเงาแล้วตามด้วยวังวนเปลวเพลิงนะ ปล่อยทักษะไปเรื่อยๆ จนกว่าพลังงานในร่างกายจะหมดเลย” เฉียวซางสั่ง
หมาเขี้ยวไฟพยักหน้ารับ แล้วก็เริ่มฝึกซ้อมอย่างคล่องแคล่ว
ผีค้นสมบัติตัวน้อยลอยดูอยู่ข้างๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เฉียวซางหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เตรียมจะจดจำนวนครั้งลงในแอปจดบันทึก
จุดประสงค์ของการฝึกครั้งนี้ไม่ได้ตั้งใจจะเพิ่มความชำนาญของทักษะวังวนเปลวเพลิงหรอก แต่เพื่อจะทดสอบดูว่า ในสภาพร่างกายเต็มร้อย หมาเขี้ยวไฟจะมีพลังงานพอที่จะปล่อยวังวนเปลวเพลิงได้กี่ครั้งต่างหาก
หลังจากจดบันทึกวังวนเปลวเพลิงเสร็จ ก็ต้องจดบันทึกท่าประกายไฟ พุ่งชนเปลวเพลิง และทักษะอื่นๆ ต่อไป
แบบนี้ก็จะทำให้รู้ขีดจำกัดพลังงานของหมาเขี้ยวไฟได้อย่างชัดเจนว่าเพียงพอสำหรับการปล่อยทักษะอะไรบ้าง
เพื่อที่เวลาลงประลองจริงๆ จะได้รู้ลิมิตของมัน
ไม่นาน พลังงานในร่างกายหมาเขี้ยวไฟก็หมดลง
เมื่อเห็นหมาเขี้ยวไฟยืนหอบแฮกๆ ผีค้นสมบัติตัวน้อยก็หยิบขวดนมออกมาจากห่วงอย่างรู้งาน แล้วยื่นส่งให้
หมาเขี้ยวไฟชะงักไปนิดนึง ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว แล้ววิ่งเหยาะๆ ไปหาผู้ฝึกอสูรของมันแทน
“โฮ่ง”
แววตาของหมาเขี้ยวไฟเต็มไปด้วยความปรารถนา
เฉียวซางรู้ใจมันดี เธอหยิบขวดนมออกจากกระเป๋าเป้ เปิดฝาแล้วยื่นให้
หมาเขี้ยวไฟรับไปดื่มอย่างสบายใจ
“จ๊วบ?”
ผีค้นสมบัติตัวน้อยเอียงคอสงสัย
มันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเมื่อเช้ายังดีๆ อยู่เลย แต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนไปซะแล้ว
เฉียวซางไม่ทันสังเกตเห็นคลื่นใต้น้ำระหว่างสัตว์อสูรทั้งสองตัว
เธอก้มหน้าก้มตาจดบันทึก
สำหรับทักษะวังวนเปลวเพลิง หมาเขี้ยวไฟสามารถแยกร่างได้ 7 ครั้ง และปล่อยทักษะได้ทั้งหมด 56 ครั้ง
แต่ทักษะเขี้ยวอัคคีที่ใช้ปริมาณเปลวไฟน้อยกว่าวังวนเปลวเพลิง กลับผลาญพลังงานไปมากกว่าซะงั้น
เฉียวซางคิดหาเหตุผลอยู่ไม่นาน
ทักษะเขี้ยวอัคคีบรรลุถึงขั้นชำนาญแล้ว แต่วังวนเปลวเพลิงเพิ่งจะอยู่ในขั้นเชี่ยวชาญ
ความชำนาญยิ่งสูง อานุภาพยิ่งแรง พลังงานที่ใช้ก็ยิ่งเยอะตามไปด้วย นี่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
ตอนที่เฉียวซางคิดตก โทรศัพท์ก็ดังขึ้นพอดี เธอรับสายทันที “ฮัลโหล แม่คะ”
“ลูกเอ๊ย เอาของฝากไปให้ป้าสะใภ้กับยายหรือยัง?”
“ให้เรียบร้อยแล้วค่ะ”
“แล้วป้าหวังล่ะ?”
เฉียวซาง: “…”
(จบตอน)

0 Comments