ตอนที่ 78 สองธาตุ
แปลโดย เนสยังสัตว์อสูรธาตุไฟหนึ่งตัว กับสัตว์อสูรสายภูตผีวิญญาณอีกหนึ่งตัว อยู่รวมกันบนตัวเด็กผู้หญิงอายุประมาณ 15 ปีคนเดียว เรียกได้ว่ามีอัตราการหันมองถึง 100% เลยทีเดียว
ผู้คนต่างก็ประหลาดใจและไม่กล้าเข้าใกล้
ไม่มีใครกล้าเชื่อว่าเด็กอายุแค่นี้จะสามารถควบคุมสัตว์อสูรที่มีธาตุสองขั้วแบบนี้ได้
ทำให้ในรัศมีสามเมตรรอบตัวเฉียวซาง ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้ามาเลย
ชิงเฉิงเจียหยวน
ตึก C ห้อง 606
“เราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วนะ ต่อไปพวกแกสองคนต้องรักกันให้มากๆ เข้าใจไหม?” เฉียวซางพูดกับสัตว์อสูรทั้งสองตัวที่กำลังจ้องหน้ากันตาเขม็ง
หมาเขี้ยวไฟจ้องมองผีค้นสมบัติตัวน้อยด้วยความหวาดระแวงสุดขีด
ส่วนผีค้นสมบัติตัวน้อยก็จ้องกลับไปด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
“หยาเป่า แกไม่ต้องกลัวขนาดนั้นก็ได้ มันเพิ่งจะเกิดมาได้ไม่ถึงวันเอง แกก็เห็นตอนมันฟักออกมาจากไข่กับตาเลยไม่ใช่เหรอ?” เฉียวซางหัวเราะ
เธอพอจะเข้าใจว่าทำไมหมาเขี้ยวไฟถึงมีอาการแบบนี้
ตั้งแต่ที่หมาเขี้ยวไฟดูหนังผีจบ มันก็ระแวงสัตว์อสูรสายภูตผีวิญญาณมาตลอด วันนี้ตอนอยู่ที่ฐานเพาะพันธุ์สัตว์อสูร มันก็เป็นตัวแรกที่สังเกตเห็นผีค้นสมบัติที่ห้อยหัวลงมาจากต้นไม้
ถ้าผีค้นสมบัติตัวน้อยสามารถทำให้หมาเขี้ยวไฟเข้าใจและยอมรับได้ ก็จะช่วยลบอคติที่มีต่อสัตว์อสูรสายภูตผีวิญญาณไปได้เยอะเลย วันหลังจะได้ไม่ต้องเสียเวลาพามันไปเดินเล่นบ้านผีสิงอีก
ไม่อย่างนั้น ถ้ามัวแต่กลัวสัตว์อสูรสายภูตผีวิญญาณแบบนี้ เวลาต้องลงแข่งกับผู้ฝึกอสูรที่มีสัตว์อสูรสายนี้ จะสู้ได้ยังไงล่ะ
“โฮ่ง”
หมาเขี้ยวไฟเห่ารับคำอย่างเชื่อฟัง แต่ท่าทีก็ยังระแวดระวังอยู่ดี
ผีค้นสมบัติตัวน้อยราวกับสัมผัสได้ถึงความหวาดระแวงที่หมาเขี้ยวไฟมีต่อตน
มันค่อยๆ ลอยเข้าไปหาอย่างช้าๆ หมาเขี้ยวไฟก็รีบกระโดดหนีไปอยู่บนโซฟาเพื่อทิ้งระยะห่างทันที
ผีค้นสมบัติตัวน้อยไม่ยอมแพ้ ลอยเตาะแตะๆ ขึ้นไปเพื่อจะตามไปให้ถึง แต่เพิ่งจะลอยขึ้นไปได้ไม่ถึงเมตร ก็ควบคุมร่างตัวเองไม่ได้ ร่วงหล่นลงมา
โชคดีที่เฉียวซางตาไว รับตัวมันไว้ได้ทัน
“จ๊วบ~”
ผีค้นสมบัติตัวน้อยร้องเสียงหวาน ก่อนที่ร่างของมันจะเปล่งแสงสีฟ้าอ่อนๆ ออกมา
คราวนี้มันลอยตัวขึ้นไปอยู่ในระดับความสูงประมาณหนึ่งเมตรครึ่งได้อย่างมั่นคง
เฉียวซางเห็นแบบนั้นก็แทบจะน้ำตาไหลด้วยความตื้นตัน
ช่างเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์อะไรขนาดนี้!
เพิ่งจะเกิดมาก็สามารถใช้พลังของธาตุพลังจิตได้แล้ว
ถ้าไม่ใช่เพราะเธอช่างสังเกตและหัวไวปานจรวดล่ะก็ คงพลาดโอกาสที่จะได้ทำสัญญากับผีค้นสมบัติตัวน้อยที่มีพรสวรรค์ระดับเทพตัวนี้ไปแล้วแน่ๆ
ตอนอยู่ที่ฐานเพาะพันธุ์สัตว์อสูร เธอสัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาของผีค้นสมบัติตัวน้อยอย่างชัดเจน
ทุกปฏิกิริยาของมันสอดคล้องกับความคิดในใจของเธอเป๊ะเลย
ตอนที่เธอรู้ว่าสัตว์อสูรทั้งสามตัวที่เธอเลือกมีขีดจำกัดสายพันธุ์แค่ระดับแม่ทัพ แล้วอยากจะกลับบ้าน ผีค้นสมบัติตัวน้อยก็ร้องไห้ขึ้นมาทันที
หลังจากนั้น พอเธอคิดในใจว่าผีค้นสมบัติตัวน้อยนี่ก็น่ารักดี มันก็ยิ้มออกมา
ความสามารถในการรับรู้ความคิดของมนุษย์แบบนี้ เรียกว่าโทรจิตหรือการสัมผัสพิเศษ ซึ่งมีเพียงสัตว์อสูรสายพลังจิตเท่านั้นที่จะทำได้
ความจริงแล้วตอนแรกเธอก็ไม่แน่ใจหรอก
จนกระทั่งความสนใจของผีค้นสมบัติตัวน้อยพุ่งเป้าไปที่ประตูอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
สัตว์อสูรที่เพิ่งเกิดใหม่มักจะไวต่อสิ่งเร้ารอบตัว และมักจะถูกดึงดูดด้วยสิ่งใหม่ๆ ได้ง่าย
ในตอนนั้น รอบตัวมันก็มีของแปลกใหม่ให้ดูตั้งเยอะแยะ
พนักงานหลายคนก็กำลังยืนคุยกันอยู่ แถมผีค้นสมบัติก็กำลังร้องไห้อยู่ตรงหน้ามันด้วย
ตามหลักแล้ว มันไม่น่าจะหันไปสนใจประตูเลยสักนิด
เว้นเสียแต่ว่า มีอะไรบางอย่างที่หน้าประตูดึงดูดความสนใจของมันไป
สมมติว่าผีค้นสมบัติตัวน้อยเป็นสัตว์อสูรที่มีพลังของธาตุพลังจิต ทุกการกระทำของมันก็จะฟังดูมีเหตุผลขึ้นมาทันที
พลังจิตของมันทำให้มันรับรู้ได้ถึงความเคลื่อนไหวที่หน้าประตู และด้วยความที่มันเพิ่งจะเกิดมาและเพิ่งจะเคยใช้พลังนี้เป็นครั้งแรก มันก็เลยเกิดความอยากรู้อยากเห็นต่อสิ่งที่สัมผัสได้
ถ้าข้อสันนิษฐานของเธอถูกต้อง เจ้านี่ก็คือสัตว์อสูรสายภูตผีวิญญาณที่มีพลังของธาตุพลังจิตแฝงอยู่
บนโลกใบนี้มีสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติมากมาย การที่มีสองธาตุหรือหลายธาตุผสมอยู่ในตัวก็มีให้เห็นถมเถไป
อย่างเช่น มังกรเขาเล็กที่เคยเจอ ก็เป็นสัตว์อสูรธาตุดินผสมธาตุมังกร ส่วนนกฮูกศรเพลิงก็เป็นสัตว์อสูรธาตุบินผสมธาตุไฟ
แต่นั่นเป็นเพราะมันเป็นการผสมผสานของธาตุที่พบเห็นได้ทั่วไป
ส่วนธาตุพลังจิตและธาตุภูตผีวิญญาณนั้นล้วนเป็นธาตุที่หายากทั้งคู่ การที่สองธาตุนี้มาผสมกันได้ ทั่วทั้งโลกนี้คงมีให้เห็นไม่ถึงสิบตัวด้วยซ้ำ
ถ้าพนักงานของฐานเพาะพันธุ์สัตว์อสูรหางกั่งรู้ว่าพวกเขาปล่อยให้สัตว์อสูรที่มีศักยภาพมหาศาลขนาดนี้ หลุดมือไปโดยใช้คูปองแลกไข่สัตว์อสูรมูลค่า 500,000 เหรียญพันธมิตรแลกเปลี่ยนไป คงได้ร้องไห้ขี้มูกโป่งแน่ๆ
ตั้งแต่เดินออกจากฐานเพาะพันธุ์สัตว์อสูรมา เฉียวซางก็เปิดดูข้อมูลของผีค้นสมบัติตัวน้อยในคัมภีร์อสูรเป็นรอบที่หกแล้ว
【ชื่อ: ผีค้นสมบัติ】
【ธาตุ: ภูตผี, พลังจิต】
【ระดับ: ขั้นต้น (3/1000) +】
【คุณลักษณะ: คุณลักษณะที่หนึ่ง: ดูดซับ
ระดับ: C (2/1000), สถานะ (ใช้งานได้), คำอธิบาย: (สามารถใช้ห่วงดูดซับสิ่งของทุกชนิดได้ ปัจจุบันพื้นที่ภายในห่วงสามารถใช้งานได้ 15 ลูกบาศก์เมตร)
คุณลักษณะที่สอง: ทะลุทะลวง
ระดับ: B (1/2000), สถานะ (ใช้งานได้ดี), คำอธิบาย: (สามารถทะลวงผ่านสิ่งกีดขวางหรือร่างแยกของคู่ต่อสู้เพื่อโจมตีได้)
คุณลักษณะที่สาม: สัมผัสพิเศษ
ระดับ: C (1/1000), สถานะ (ใช้งานได้), คำอธิบาย: (เมื่อต่อสู้แบบทีม สามารถอ่านทิศทางการโจมตีของฝ่ายเดียวกันและหลบหลีกความเสียหายจากทักษะนั้นได้)
คุณลักษณะแฝง: ร่างต้องสาป
ระดับ: B (1/2000), สถานะ (ใช้งานได้ดี), คำอธิบาย: (เมื่อถูกโจมตี จะมีโอกาส 30% ที่จะทำให้คู่ต่อสู้ติดสถานะถูกผนึกร่าง)】
【ทักษะ: เลีย (ขั้นเริ่มต้น 1/100) +, สะกดจิต (ขั้นเริ่มต้น 1/100) +, กินฝัน (ขั้นเริ่มต้น 1/100), บาเรีย (ขั้นเริ่มต้น 1/100), พลังจิต (ขั้นเริ่มต้น 1/100)】
ดูกี่ครั้งก็รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้ง
แต่พอตื่นเต้นเสร็จ ก็แอบกังวลว่าวันนึงหมาเขี้ยวไฟจะโดนแซงหน้าเอาได้
เพราะหมาเขี้ยวไฟเป็นพวกไม่ยอมแพ้ใคร ถ้ามีเพื่อนร่วมทีมที่อายุน้อยกว่าแถมยังเก่งกาจขนาดนี้มาอยู่ข้างๆ คงโดนกระตุ้นให้พยายามอย่างหนักแน่ๆ
ทางด้านผีค้นสมบัติตัวน้อยก็ลอยไปตรงหน้าหมาเขี้ยวไฟอย่างเงอะงะ ถอดห่วงบนหัวออก แล้วล้วงเอานมขวดเล็กขวดหนึ่งส่งให้
ข้างขวดนมมีคำว่า ‘สำหรับสัตว์อสูรแรกเกิด’ เขียนอยู่
นมชนิดนี้เป็นของแถมจากฐานเพาะพันธุ์ สำหรับให้สัตว์อสูรแรกเกิดกินโดยเฉพาะ ตอนที่หมาเขี้ยวไฟอยู่ที่ฐานเพาะพันธุ์ก็เคยกินเหมือนกัน
หมาเขี้ยวไฟมองขวดนมตรงหน้า พอนึกถึงรสชาติที่เคยกินตอนอยู่ฐานเพาะพันธุ์ ก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้
มันลังเลอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายก็ยื่นกรงเล็บไปรับมา
พอเฉียวซางดึงจิตสำนึกออกจากคัมภีร์อสูร ก็เห็นภาพหมาเขี้ยวไฟกับผีค้นสมบัติตัวน้อยนั่งดูดนมขวดเรียงกันอยู่อย่างกลมเกลียว
เฉียวซาง: “…”
หรือว่าเมื่อกี้เธอไม่ได้อยู่ในคัมภีร์อสูรแค่นาทีเดียว แต่เข้าไปเป็นชั่วโมงเลยหรือไง?
เวลา 18.10 น.
เยี่ยเซียงถิงกลับมาถึงบ้านก็ลงมือทำกับข้าวตามปกติ
พอเห็นลูกสาวเดินออกมาจากห้อง เธอก็เหลือบไปเห็นสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติสายภูตผีวิญญาณเกาะอยู่บนหัวลูกสาวทันที
เยี่ยเซียงถิงรีบยกมือขึ้นปิดปาก กลัวว่าจะเผลอกรี๊ดออกมา
เธอพยายามตั้งสติ แล้วล้วงโทรศัพท์มือถือออกมา
“แม่ แม่ทำอะไรอยู่น่ะ?” เฉียวซางถาม
“โทรหาตำรวจ” เยี่ยเซียงถิงตอบ
“โทรหาตำรวจทำไมล่ะคะ?” เฉียวซางงง
“แม่มีเรื่องจะบอกแกนะ แกต้องใจเย็นๆ แล้วก็อย่าขยับตัวสุ่มสี่สุ่มห้านะ” เยี่ยเซียงถิงกระซิบ “เดี๋ยวแม่จะส่งข้อความไปหาแก แกก็ดูในโทรศัพท์นะ ห้ามส่งเสียง พูดโต้ตอบผ่านข้อความเอาก็พอ”
เห็นท่าทางจริงจังของแม่ เฉียวซางก็พยักหน้ารับ รู้สึกตื่นเต้นตามไปด้วย
3 วินาทีต่อมา
เฉียวซางก้มดูโทรศัพท์
【บนหัวแกมีผีค้นสมบัติเกาะอยู่นะ】
เฉียวซาง: “…”
“แม่คะ นี่คือสัตว์อสูรตัวใหม่ที่หนูเพิ่งทำสัญญาด้วยวันนี้เอง”
“ก็บอกแล้วไงว่าอย่า…” เยี่ยเซียงถิงชะงักไปนิดนึง ก่อนจะขึ้นเสียงด้วยความตกใจ “แกพูดว่าอะไรนะ?!”
“นี่คือสัตว์อสูรตัวใหม่ที่หนูเพิ่งทำสัญญาด้วยวันนี้เองค่ะ” เฉียวซางย้ำ
เธออุ้มผีค้นสมบัติตัวน้อยลงมาจากหัว แล้วบอกมันว่า “ผีค้นสมบัติ นี่คือแม่ของฉัน”
“จ๊วบ~”
ผีค้นสมบัติส่งเสียงร้องทักทายเยี่ยเซียงถิงอย่างน่ารัก
เยี่ยเซียงถิงพยายามตั้งสติรับข้อมูลใหม่นี้ให้ได้ ก่อนจะแกล้งทำตัวนิ่งๆ แล้วถามว่า “คัมภีร์อสูรของแกพัฒนาจนสามารถทำสัญญากับสัตว์อสูรตัวที่สองได้แล้วเหรอ?”
เฉียวซางรู้ว่าสิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น จึงจัดการเรียกผีค้นสมบัติตัวน้อยเข้าออกคัมภีร์อสูรให้แม่ดูเป็นขวัญตาซะเลย
พอเห็นค่ายกลดาวสีเทา
กับผีค้นสมบัติที่หายวับไป เยี่ยเซียงถิงก็ต้องจำยอมเชื่ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เธอลุกพรวดจากเก้าอี้ เดินกลับเข้าห้องไปทันที
“แม่ แม่จะไปไหนน่ะ?” เฉียวซางร้องถาม
“แม่จะไปโทรศัพท์” แม่ตอบ
เฉียวซางเตือน “แม่ยังไม่ได้กินข้าวเลยนะ!”
เสียงของแม่ดังลอดออกมาจากห้อง “เดี๋ยวค่อยกิน!”
เฉียวซาง: “…”
(จบตอน)

0 Comments