ตอนที่ 58 ไม่นะ!!!
แปลโดย เนสยังที่นั่งแขกรับเชิญ
“หมาเขี้ยวไฟตัวนี้พละกำลังไม่ธรรมดาเลยนะ”
“ไม่ใช่แค่พละกำลังหรอกนะ ทั้งความเร็ว การตอบสนอง และทักษะ มันไม่ใช่ระดับเดียวกับสัตว์อสูรของผู้ฝึกอสูรหน้าใหม่คนอื่นๆ เลย” แขกรับเชิญที่ได้ดูการแข่งขันเมื่อวันก่อนเอ่ยขึ้น “และที่สำคัญก็คือผู้ฝึกอสูรของมันด้วย ถ้าไม่เห็นข้อมูลประวัติของเธอ คงไม่มีใครเชื่อแน่ๆ ว่าเธอเป็นแค่ผู้ฝึกอสูรหน้าใหม่…”
“เมื่อวานเด็กสาวที่ชื่อเฉียวซางคนนี้ก็ใช้หมาเขี้ยวไฟเอาชนะจิ้งจอกหางทะเลทรายมาได้แบบข้ามระดับเลยนะ” แขกรับเชิญอีกคนพูดเสริม
“โอ๊ะ? เป็นนักเรียนใหม่ของโรงเรียนมัธยมปลายสายผู้ฝึกอสูรหลีถานหรือเปล่า?”
“ไม่รู้เหมือนกัน ในข้อมูลไม่ได้ระบุไว้”
ข้อมูลของผู้เข้าแข่งขันในการแข่งขันร้อยหน้าใหม่ ล้วนแต่เป็นข้อมูลที่ผู้เข้าแข่งขันกรอกเองในระบบออนไลน์ทั้งสิ้น
นอกจากสถานะผู้ฝึกอสูรที่ไม่สามารถโกหกได้แล้ว ข้อมูลอื่นๆ จะเขียนอะไรลงไปก็ได้ ทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบก็ไม่ได้มานั่งตรวจสอบอะไรมากมายหรอก
ผู้เข้าแข่งขันส่วนใหญ่มักจะเขียนประวัติของตัวเองให้ดูดีมีชาติตระกูล บางคนถึงขั้นใส่ประวัติตอนเป็นหัวหน้าห้องสมัยประถมลงไปด้วยซ้ำ
จุดประสงค์ก็ง่ายๆ แค่อยากให้พิธีกรมีข้อมูลเอาไว้พูดถึงตัวเองให้เยอะขึ้นก็เท่านั้นเอง
คนอย่างเฉียวซางที่ไม่ยอมเขียนอะไรลงไปเลยนอกจากสถานะผู้ฝึกอสูร ถือว่าเป็นชนกลุ่มน้อยจริงๆ
……
หลังจากดูการแข่งขันช่วงเช้าจบ เฉียวซางก็ไม่ได้อยู่ดูต่อในช่วงบ่าย
พอกลับถึงบ้านกินข้าวเสร็จ เธอก็พาหมาเขี้ยวไฟขึ้นรถเมล์สาย 59
พละกำลังของหมาเขี้ยวไฟพัฒนาไปไกลเกินกว่าที่เธอคาดคิดไว้มาก
ในฐานะผู้ฝึกอสูรที่ดี ควรจะต้องรู้และเข้าใจสถานะทุกด้านของสัตว์อสูรของตัวเองอยู่เสมอ เพื่อที่จะได้ดึงศักยภาพของมันออกมาและพัฒนาฝีมือของมันได้อย่างเต็มที่
ถนนซงฉาง
สถานออกกำลังกายสัตว์อสูร
เฉียวซางปฏิเสธการเสนอขายคอร์สสมาชิกของพนักงานต้อนรับ จ่ายเงินค่าบริการ 1 ชั่วโมง แล้วก็พาหมาเขี้ยวไฟเดินขึ้นไปชั้นสองทันที
ทันทีที่ก้าวเข้าไป เธอก็สัมผัสได้ถึงไอร้อนที่แผ่กระจายออกมา
บริเวณเครื่องเล่นแต่ละชนิดมีสัตว์อสูรกำลังออกกำลังกายอยู่ไม่มากก็น้อย
สัตว์อสูรที่มาใช้บริการที่นี่ส่วนใหญ่เป็นสัตว์อสูรธาตุต่อสู้ มีเพียงไม่กี่ตัวที่เป็นธาตุอื่นปะปนอยู่บ้าง
ไม่ใช่สัตว์อสูรทุกตัวจะมีผู้ฝึกอสูรคอยดูแลอยู่ข้างๆ
ผู้ฝึกอสูรที่ยิ่งมีระดับสูง ก็จะยิ่งมีสัตว์อสูรในครอบครองเยอะ ทำให้มีเวลาและพลังงานในการดูแลสัตว์อสูรแต่ละตัวน้อยลง จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะคอยตามประกบสัตว์อสูรตอนฝึกซ้อมตลอดเวลา
ซึ่งจุดนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับวินัยของสัตว์อสูรแต่ละตัวแล้วล่ะ
อย่างเช่นปูก้ามพลังสามตัวที่นั่งคุยกันอยู่หน้ากระจกริมกำแพงนั่นน่ะ เห็นได้ชัดเลยว่าพวกมันไม่มีความตื่นตัวในการฝึกซ้อมเลยสักนิด บนตัวไม่มีเหงื่อเลยสักหยด ดูออกเลยว่ายังไม่ได้เริ่มออกกำลังกายเลยด้วยซ้ำ
เฉียวซางพาหมาเขี้ยวไฟไปที่เครื่องวัดพลังเครื่องหนึ่ง
เครื่องวัดพลังทั่วไปในสถานออกกำลังกายจะวัดได้แค่พละกำลังพื้นฐานของสัตว์อสูรเท่านั้น
ส่วนพวกทักษะโจมตีอย่างหมัดเพลิงหรือหมัดเยือกแข็ง ไม่สามารถวัดด้วยเครื่องนี้ได้ ต้องไปใช้เครื่องวัดพลังระดับสูงกว่านี้แทน
หน้าเครื่องวัดพลัง ลิงแรงโน้มถ่วงตัวหนึ่งกำลังใช้หมัดชกเข้าที่เป้าอย่างแรง
หน้าจอโฮโลแกรมด้านบนเป้าก็แสดงตัวเลขขึ้นมาทันที
369 kg.
ลิงแรงโน้มถ่วงเห็นตัวเลขแล้วก็ขมวดคิ้ว
พอหันหลังเตรียมจะลองชกอีกครั้ง มันก็เหลือบไปเห็นว่ามีคนกำลังยืนดูมันอยู่
ลิงแรงโน้มถ่วงรีบยืดอกขึ้น ยืดตัวให้ตรง ยกมือซ้ายขึ้นบังหน้า กำหมัดขวาแน่นจนกล้ามเนื้อปูดโปน
วินาทีต่อมา หมัดที่พัดพาแรงลมก็พุ่งเข้ากระแทกเครื่องวัดพลังอย่างจัง
433 kg.
ตัวเลขที่สูงกว่าเมื่อกี้หลายสิบกิโลกรัมปรากฏขึ้นบนหน้าจอโฮโลแกรม
ลิงแรงโน้มถ่วงมองดูตัวเลขด้วยความพอใจ ก่อนจะหันหลังกลับไปหยิบนามบัตรจากเข็มขัดผ้าออกมาใบหนึ่ง แล้วยื่นให้คนที่ยืนจ้องมันอยู่
“เจี้ยก เจี้ยก เจี้ยก”
เฉียวซางรับนามบัตรมาดู
มุมซ้ายบนเป็นรูปถ่ายเซลฟี่ของลิงแรงโน้มถ่วง ส่วนด้านหลังเขียนตัวอักษรตัวเบ้อเริ่มว่า ‘เทรนเนอร์ระดับกลาง’
เฉียวซาง: “…”
“หมาเขี้ยวไฟ รีบไปอธิบายให้มันฟังหน่อยสิว่าเราแค่มาต่อคิวเฉยๆ”
หมาเขี้ยวไฟพยักหน้า แล้วหันไปสื่อสารกับลิงแรงโน้มถ่วง
“โฮ่งโฮ่ง”
“โฮ่งโฮ่ง”
“โฮ่งโฮ่ง”
“เจี้ยก เจี้ยก เจี้ยก”
“โฮ่ง”
“เจี้ยก”
ลิงแรงโน้มถ่วงเข้าใจแล้ว มันหันมายิ้มอย่างเป็นมิตรให้เฉียวซาง ก่อนจะยื่นมือมาดึงนามบัตรในมือเธอคืนไป
เฉียวซาง: “…”
ถึงแม้ลิงแรงโน้มถ่วงจะงกไปหน่อยที่ดึงนามบัตรคืน แต่ก็มีน้ำใจหลีกทางให้
“เริ่มเลย” เฉียวซางบอก
“โฮ่ง!”
หมาเขี้ยวไฟรับคำ ก่อนจะไปยืนหน้าเครื่องวัดพลัง ทำท่าเลียนแบบลิงแรงโน้มถ่วง กำกรงเล็บให้เป็นหมัดแล้วพุ่งเข้าชกที่เป้า
13 kg.
เฉียวซางมองตัวเลขบนหน้าจอโฮโลแกรมแล้วก็เงียบไปพักใหญ่
เหมือนจะมีอะไรแปลกๆ นะ…
การฝึกของหมาเขี้ยวไฟที่ผ่านมา นอกเหนือจากการฝึกความเร็วแล้ว ที่เหลือก็เป็นการฝึกทักษะล้วนๆ
ไม่ได้มีการฝึกพละกำลังเพียวๆ เลย การที่ชกออกไปได้แค่ 13 กิโลกรัมก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ
เฉียวซางเข้าใจเหตุผลได้อย่างรวดเร็ว
เธอเดินไปถามผู้ชายกล้ามโตที่ดูเหมือนเทรนเนอร์ฟิตเนสอยู่ข้างๆ ว่าสามารถใช้เครื่องวัดพลังวัดแรงกระแทกจากท่าพุ่งชนได้ไหม
ผู้ชายกล้ามโตเหลือบมองหมาเขี้ยวไฟที่สูงแค่ 60 เซนติเมตรแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบว่า “ได้สิ”
ตอนนั้นเอง อสูรหินเหล็กที่กำลังชกเป้าเครื่องวัดพลังอีกเครื่องอยู่ข้างๆ ชายกล้ามโต ได้ยินบทสนทนานั้นก็ตาลุกวาว รีบถอยหลังไปหลายสิบก้าว เตรียมจะใช้ท่าพุ่งชนเข้าใส่เครื่องวัดพลังบ้าง
ผู้ชายกล้ามโตเห็นดังนั้นก็ตาเหลือก ตวาดลั่น “แกทำไม่ได้! คนอื่นเขาชนไม่พัง แต่แกชนทีเดียวพังแน่!”
เฉียวซางคิดว่าที่เขาพูดก็มีเหตุผล แต่หมาเขี้ยวไฟกลับไม่สบอารมณ์ซะแล้ว
มันเดินไปที่หน้าเครื่องวัดพลัง ถอยหลังไปสิบกว่าเมตร
เนื่องจากที่นี่คือสถานออกกำลังกายสัตว์อสูร พื้นที่จึงกว้างขวางกว่าฟิตเนสคนทั่วไปหลายเท่าตัว
ต่อให้หมาเขี้ยวไฟจะถอยหลังไปเป็นสิบเมตรเพื่อใช้ท่าพุ่งชน ก็ไม่รบกวนสัตว์อสูรตัวอื่นที่กำลังออกกำลังกายอยู่
หมาเขี้ยวไฟรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกหยาม
ตั้งแต่เกิดมา ยังไม่เคยมีใครหน้าไหนมาหยามมันได้เลยนะ!
มันจะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่ามันสามารถชนเครื่องนี้ให้พังได้!
สี่วินาทีต่อมา
เฉียวซางมองตัวเลขบนหน้าจอโฮโลแกรมด้วยความพอใจ
128 kg.
ถือว่าสูงกว่าที่เธอคาดไว้มากทีเดียว
ทักษะพุ่งชนของหมาเขี้ยวไฟแม้จะอยู่ในระดับเชี่ยวชาญ แต่พลังทำลายของมันกลับแข็งแกร่งกว่าสัตว์อสูรระดับเริ่มต้นที่อยู่ในระดับเดียวกันมาก
แม้จะไม่รู้เหตุผลแน่ชัด แต่เป้าหมายในการมาวัดพลังของหมาเขี้ยวไฟที่นี่ก็สำเร็จลุล่วงแล้ว
“เราไปกันเถอะ” เฉียวซางย่อตัวลงเตรียมจะอุ้มหมาเขี้ยวไฟขึ้นมา
“โฮ่ง!”
หมาเขี้ยวไฟถอยหลังไปสองก้าว แล้วส่ายหน้าปฏิเสธ
มันยังชนของเล่นชิ้นนี้ไม่พังเลย!
จะกลับได้ยังไง!
เฉียวซางเข้าใจผิดคิดว่าหมาเขี้ยวไฟยังวัดพลังไม่หนำใจ อยากจะลองดูอีกสักสองสามครั้ง
หมาเขี้ยวไฟเป็นสัตว์อสูรที่ขยันและมีวินัยในตัวเองมากมาตลอด
ตอนที่เธอต้องหมกตัวอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามัธยมปลายจนไม่มีเวลาดูแล มันก็ยังลงไปฝึกซ้อมใต้ตึกในหมู่บ้านด้วยตัวเองทุกวัน
เมื่อคิดได้ดังนั้น เฉียวซางก็ยิ้มอย่างภูมิใจ “งั้นแกก็ทำต่อไปเถอะ อยากกลับตอนไหนก็บอกฉันละกัน”
เธอเตรียมตัวจะไปต่อเวลาแล้ว
“โฮ่ง!”
หมาเขี้ยวไฟพยักหน้ารับอย่างขึงขัง
ในความคิดของมัน การที่โดนคนอื่นดูถูก ก็เท่ากับผู้ฝึกอสูรของมันโดนดูถูกไปด้วย
เพื่อผู้ฝึกอสูรของมัน มันจะต้องพยายามให้ถึงที่สุด!
หมาเขี้ยวไฟรวบรวมพลังงานทั้งหมด รู้สึกได้ว่าพลังงานในร่างกายมันกำลังเดือดพล่านไปตามความมุ่งมั่นของมัน
แววตาของมันแน่วแน่ ขาทั้งสี่ออกแรงพุ่งเข้าชนเครื่องวัดพลังอย่างสุดกำลัง
20 นาทีต่อมา
เฉียวซางประหลาดใจมากที่พบว่าแรงกระแทกจากการพุ่งชนของหมาเขี้ยวไฟค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
จากตอนแรก 128 kg.
ก็ขึ้นมาเป็น 146 kg.
แล้วก็ 159 kg.
เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ จนตอนนี้พุ่งไปถึง 298 kg. แล้ว!
แต่ระดับความชำนาญของทักษะพุ่งชนก็ยังคงเป็นขั้นเชี่ยวชาญอยู่ แถมพลังของทักษะก็ไม่น่าจะเพิ่มขึ้นทีละนิดแบบนี้ได้
ยิ่งสูญเสียพลังงานและพละกำลังไปมากเท่าไหร่ หมาเขี้ยวไฟก็น่าจะยิ่งอ่อนแรงลงสิ
หมาเขี้ยวไฟรวบรวมพลังเตรียมจะพุ่งชนอีกครั้ง
เฉียวซางนึกถึงคำพูดที่รองผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมเซิ่งสุ่ยเคยบอกเธอเมื่อไม่นานมานี้ขึ้นมาได้
“หมาเขี้ยวไฟตอนนี้อยู่ในสภาวะที่ใกล้จะถึงจุดวิกฤตแล้ว มันคล้ายๆ กับลางบอกเหตุว่ากำลังจะตื่นรู้ทักษะใหม่…”
เฉียวซางถึงบางอ้อทันที
หรือว่า…
ในขณะเดียวกัน หมาเขี้ยวไฟก็สัมผัสได้ถึงพลังงานในร่างกายที่กำลังเดือดพล่านถึงขีดสุด
เปลวเพลิงอันร้อนระอุพวยพุ่งขึ้นมารอบตัวหมาเขี้ยวไฟ ห่อหุ้มร่างกายของมันตั้งแต่หัวจรดหางเอาไว้แน่น
หมาเขี้ยวไฟรู้สึกได้เลยว่า
คราวนี้แหละ เอาอยู่แน่!
ในภวังค์ มันรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงร้องห้ามอย่างเสียสติของผู้ฝึกอสูรของมันดังมาจากข้างหู
“ไม่นะ!!!”
(จบตอน)

0 Comments