You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

วันที่ 17 มิถุนายน

แต่เช้าตรู่ เฉียวซางก็เดินทางมาถึงโรงเรียนมัธยมต้นหมิงเผยโดยมีแม่มาส่ง

การจัดสนามสอบเข้ามัธยมปลายจะแบ่งตามเขต ผู้เข้าสอบจากทุกโรงเรียนในเขตจะถูกสุ่มแบ่งไปยังสนามสอบตามโรงเรียนต่างๆ

สนามสอบที่เฉียวซางถูกจัดให้มาสอบคือโรงเรียนมัธยมต้นหมิงเผย ห้อง ม.1 ห้อง 7

“เอาบัตรประจำตัวผู้เข้าสอบมาหรือเปล่า?”

“เอามาแล้วค่ะ”

“พวกปากกาเอามาครบไหม?”

“เอามาแล้วค่ะ”

“ตอนสอบก็ทำข้อที่ทำได้ก่อน ข้อไหนทำไม่ได้ก็เก็บไว้ทำทีหลัง เข้าใจไหม?”

“เข้าใจแล้วค่ะ”

“เข้าไปเถอะ เดี๋ยวตอนสอบเสร็จแม่จะมารับนะ” แม่พูดเสียงอ่อนโยน

นี่เป็นครั้งแรกที่แม่อ่อนโยนกับเธอขนาดนี้นับตั้งแต่เสียลายเซ็นหมีแหลมน้อยไป เฉียวซางเลยรู้สึกไม่ค่อยชินเท่าไหร่

“แม่คะ…”

แม่ยิ่งทำเสียงอ่อนโยนกว่าเดิม “มีอะไรเหรอลูก?”

“เวลายังไม่ถึง หนูยังเข้าไม่ได้ค่ะ” เฉียวซางตอบอย่างจนใจ

ถ้าเป็นไปได้ นิสัยชอบไปไหนมาไหนล่วงหน้าเป็นครึ่งค่อนวันแบบนี้ เธออยากจะให้แม่เลิกซะที

แม่: “…”

…ในห้องสอบนึงไม่ได้มีแค่ครูคุมสอบ 2 คนเท่านั้น แต่ยังมีสัตว์อสูรอีก 2 ตัวด้วย

เฉียวซางนั่งเงียบๆ อยู่ที่แถว 5 ที่นั่ง 6

สัตว์อสูรประเภทหนูสีม่วงอมน้ำเงินตัวหนึ่งกำลังใช้หนวดของมันสัมผัสร่างกายของผู้เข้าสอบทีละคน หนวดสีน้ำเงินของมันงอกอยู่ตรงกลางหน้าผาก ยาวประมาณ 7-8 เซนติเมตร มีลักษณะคล้ายเสาอากาศ

เฉียวซางในฐานะเด็กเรียนห่วยที่เพิ่งจะมีพัฒนาการขึ้นมาบ้าง ก็จำสัตว์อสูรตัวนี้ได้แล้วว่ามันชื่อ หนูจื่อหว่า

หนูจื่อหว่า สัตว์อสูรธาตุไฟฟ้า

มันสามารถใช้หนวดที่หน้าผากตรวจสอบได้ว่าบริเวณรอบๆ มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อยู่หรือไม่

หนูจื่อหว่าเดินสัมผัสไปทีละคน พอไปถึงตัวผู้เข้าสอบแถวที่ 3 ที่นั่ง 3 หนวดของมันก็ปล่อยกระแสไฟฟ้าสีม่วงออกมา

“โอ๊ย!”

ผู้เข้าสอบแถวที่ 3 ที่นั่ง 3 ร้องเสียงหลงอย่างควบคุมไม่ได้ ปากกาในมือขวาเหมือนจะจับไว้ไม่อยู่จนร่วงกลิ้งไปบนโต๊ะ

กระแสไฟฟ้านี้อ่อนมาก ผู้เข้าสอบแค่รู้สึกชามือไปชั่วขณะ ไม่ได้รับอันตรายอะไร

“จื่อจื่อ”

หนูจื่อหว่าชี้ไปที่ผู้เข้าสอบแถวที่ 3 ที่นั่ง 3 แล้วส่งเสียงร้อง

“เอาออกมา” ครูผู้หญิงที่นั่งอยู่หน้าชั้นลุกเดินมาหาหนูจื่อหว่า แล้วพูดขึ้น

ผู้เข้าสอบหน้าซีดเผือด เม้มปากแน่น ไม่ยอมขยับเขยื้อน

“ครูจะพูดอีกครั้งนะ เอาออกมา” ครูผู้หญิงย้ำ

ภายใต้สายตาที่จ้องมองของคนรอบข้างและสายตากดดันของครูผู้หญิง ผู้เข้าสอบจึงยอมแวกผมแล้วหยิบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเท่าถ่านกระดุมออกมา

อุปกรณ์พวกนี้ไม่ได้มีความพิเศษอะไรหรอก มันก็แค่สามารถส่งผ่านจิตสำนึกจากระยะไกลเพื่อบอกคำตอบข้อสอบแบบปรนัยได้เท่านั้น ส่วนข้อสอบเติมคำกับอัตนัยมันช่วยไม่ได้

เพราะสัตว์อสูรที่สามารถทำแบบนี้ได้ก็มีแค่สัตว์อสูรสายพลังจิตเท่านั้น

นี่ก็แสดงว่าเขายังมีผู้สมรู้ร่วมคิดอีกคนที่มีสัตว์อสูรสายพลังจิตและสามารถมองเห็นกระดาษข้อสอบได้

แน่นอนว่า ผู้สมรู้ร่วมคิดคนนี้ต้องไม่ใช่ผู้เข้าสอบแน่ๆ

“คะแนนสอบวิชานี้ของเธอถือเป็นโมฆะ” ครูผู้หญิงยึดอุปกรณ์ไปแล้วพูดอย่างไม่ไว้หน้า พร้อมกับดึงข้อสอบบนโต๊ะเขาไป

หลังจากที่ผู้เข้าสอบคนนั้นเดินปาดน้ำตาร้องไห้ฟูมฟายออกไป ครูผู้หญิงก็พูดเสียงดังขึ้น “ใครพกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาก็รีบเอาออกมาซะตอนนี้เลย อย่าคิดจะเสี่ยงดวง ถ้าให้หนูจื่อหว่าตรวจเจอ คะแนนสอบของพวกเธอจะเป็นโมฆะทันที”

ไม่มีใครตอบ

โชคดีที่หนูจื่อหว่าตรวจสอบคนอื่นๆ ต่อไปจนครบก็ไม่พบความผิดปกติอะไรอีก

สัตว์อสูรรูปร่างคล้ายลูกตาอีกลูกหนึ่ง พอผู้เข้าสอบเริ่มลงมือเขียนข้อสอบ มันก็แยกร่างออกเป็น 5-6 ลูก ลอยอยู่รอบๆ ในทิศทางต่างๆ กัน

สัตว์อสูรตัวนี้มีชื่อว่า เนตรผู้คุมสอบ ภาพที่ร่างแยกมองเห็นจะถูกส่งไปที่ร่างหลักโดยตรง

ทำหน้าที่เป็นกล้องวงจรปิดคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวในห้องสอบได้อย่างทั่วถึงไร้มุมอับ

ถือเป็นสัตว์อสูรที่ขาดไม่ได้สำหรับการคุมสอบ ไม่ใช่แค่การสอบเข้ามัธยมปลาย แม้แต่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ต้องมีมันอยู่ด้วยเสมอ

เพียงแต่เนตรผู้คุมสอบที่ใช้คุมสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะมีทักษะแข็งแกร่งกว่า อย่างน้อยก็สามารถแยกร่างได้เป็นสิบๆ ตัว

เฉียวซางกำลังตั้งใจทำข้อสอบ จู่ๆ ก็มีเนตรผู้คุมสอบลูกหนึ่งลอยมาใกล้ๆ มือที่กำลังเขียนอยู่

มือที่กำลังเขียนหนังสือของเฉียวซางเผลอสั่นขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

ลูกตาที่มีรูม่านตาลายก้นหอยหมุนเปลี่ยนมุมมองไปมา เดี๋ยวก็จ้องข้อสอบ เดี๋ยวก็จ้องหน้าเธอ

เนตรผู้คุมสอบมองอยู่ประมาณ 5 วินาที พอไม่เห็นมีอะไรผิดปกติก็ลอยจากไป

เฉียวซางรู้สึกว่าการสอบเข้ามัธยมปลายนี่ไม่ใช่แค่วัดระดับความรู้เท่านั้น แต่ยังทดสอบสภาพจิตใจขั้นสุดยอดอีกด้วย

ตอนที่กำลังตั้งใจทำข้อสอบอยู่ดีๆ จู่ๆ ก็มีลูกตาโผล่มาจ้องมองแบบนี้ ใครบ้างล่ะจะไม่ตกใจ?!

ไอเดียที่เพิ่งจะคิดออกปลิวหายวับไปหมดเลยเนี่ย!

โชคดีที่หลังจากผ่านการสอบในสภาพแวดล้อมแบบนี้มาสองวัน เฉียวซางก็เริ่มชินชา ต่อให้มีเนตรผู้คุมสอบมาลอยอยู่ทั้งซ้ายและขวาพร้อมกัน เธอก็ยังสามารถทำข้อสอบต่อได้อย่างใจเย็น

วันที่ 19 มิถุนายน

วันสุดท้ายของการสอบวิชาการในการสอบเข้ามัธยมปลาย

เฉียวซางสอบวิชาสุดท้ายเสร็จ พอกลับถึงบ้านก็ล้มตัวลงนอนคลุมโปงหลับไปทันที

ช่วงที่ผ่านมา สภาพจิตใจของเธอตึงเครียดมาตลอด พอสอบเข้ามัธยมปลายเสร็จและทุกอย่างคลี่คลายลง เธอจึงอยากจะนอนพักผ่อนให้เต็มอิ่ม

แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าหลับยาวไปจนถึงหนึ่งทุ่มสองนาที

พอเฉียวซางตื่นขึ้นมา ก็รู้สึกหัวโล่งปลอดโปร่งขึ้นเยอะ เมื่อก่อนตอนตื่นนอนไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลย

เฉียวซางนั่งพิงหัวเตียงมองออกไปนอกหน้าต่าง

ท้องฟ้าข้างนอกมืดสนิทแล้ว แต่ด้วยแสงจันทร์และแสงไฟจากตึกรามบ้านช่องในเมือง ก็ยังพอทำให้มองเห็นสว่างอยู่บ้าง

ในห้องมืดสนิท แสงที่ลอดเข้ามาทางช่องประตูก็บอกให้รู้ว่าไฟในห้องนั่งเล่นก็ปิดอยู่เช่นกัน รอบตัวเงียบสงัด หมาเขี้ยวไฟไม่ได้อยู่ข้างๆ

จู่ๆ ก็รู้สึกเหงาหงอยขึ้นมา เฉียวซางลุกขึ้นไปมองจากหน้าต่างลงไปที่ใต้ตึก

ตอนนี้ที่ใต้ตึกมีคนอยู่ไม่น้อย เด็กๆ วิ่งเล่นกัน ผู้ใหญ่เดินจูงมือกันเป็นคู่ คนแก่ก็นั่งรับลมเย็นๆ

แต่เฉียวซางก็ยังสามารถจำร่างสามร่างที่อยู่ริมสุดด้านล่างได้ตั้งแต่แวบแรก

นั่นก็คือแม่ หมาเขี้ยวไฟ และพิราบบ้านตุ้ยนุ้ย

ยืนมองเงียบๆ อยู่แบบนั้นไปสามนาที เฉียวซางก็หิวขึ้นมาซะแล้ว…

เธอจำได้ว่าก่อนนอน นัดกับฟางซือซือพวกนั้นไปกินข้าว

ที่ใต้ตึก

“โฮ่ง!”

หมาเขี้ยวไฟเห็นเฉียวซางตั้งแต่แวบแรก มันเห่าด้วยความดีใจแล้วกระโจนเข้าสู่อ้อมกอดของเธอทันที

บนตัวหมาเขี้ยวไฟยังสวมห่วงถ่วงน้ำหนัก 15 กิโลกรัมอยู่ มือของเฉียวซางหนักอึ้ง แต่ก็รับตัวมันไว้ได้อย่างมั่นคง

“แม่คะ หนูออกไปข้างนอกแป๊บนึงนะคะ” เฉียวซางบอก

“โอเค” แม่พยักหน้ารับ

ก่อนนอนเฉียวซางบอกแม่ไว้แล้วว่าจะออกไปกินข้าวกับฟางซือซือ แม่ก็เลยไม่ได้ซักไซ้อะไรมาก

…20 นาทีต่อมา

เฉียวซางอุ้มหมาเขี้ยวไฟมาถึงร้านหม้อไฟที่นัดกันไว้

“เชี่ยยย!”

“หมาเขี้ยวไฟ!”

เสียงร้องอุทานสองเสียงดังขึ้นที่โต๊ะหมายเลข 27

นอกจากฟางซือซือแล้ว คนที่นัดกับเฉียวซางก็ยังมีหลี่ซือหยาด้วย

เวลานัดคือหนึ่งทุ่มตรง ตอนนี้สายไปครึ่งชั่วโมงกว่าแล้ว แต่ฟางซือซือกับหลี่ซือหยากลับลืมที่จะโวยวาย เพราะความสนใจของพวกเธอถูกดึงดูดไปที่หมาเขี้ยวไฟจนหมด

“เธอทำสัญญากับหมาเขี้ยวไฟเหรอเนี่ย!” หลี่ซือหยาตกใจ

“เฉียวซาง เธอใจร้ายมากนะ มีหมาเขี้ยวไฟแล้วเพิ่งจะเอามาอวดพวกเราตอนนี้เนี่ยนะ” ฟางซือซือโวย

เธอมองหมาเขี้ยวไฟที่ดูท่าทางเชื่องๆ อยากจับแต่ก็ไม่กล้าจับ

นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่เธอได้อยู่ใกล้สัตว์อสูรธาตุไฟขนาดนี้…

เฉียวซางกินเนื้อลวกไปพลางถามขึ้น “ซือหยาดูเหมือนจะรู้เรื่องที่ฉันตื่นรู้แล้วตั้งแต่แรกแล้วใช่ไหม?”

คนปกติถ้าเจอเพื่อนร่วมชั้นที่ยังไม่ตื่นรู้กำลังอุ้มหมาเขี้ยวไฟอยู่ ก็น่าจะถามว่าทำไมถึงไปอุ้มหมาเขี้ยวไฟมาได้สิ ไม่ใช่มาร้องทักว่า ‘เธอทำสัญญากับหมาเขี้ยวไฟเหรอเนี่ย’ แบบนี้

ฟางซือซือเงียบกริบทันที

ส่วนหลี่ซือหยาปรายตามองฟางซือซือ แล้วแฉออกมาตรงๆ “ฟางซือซือบอกฉันเมื่อสองอาทิตย์ก่อนน่ะ”

กะไว้แล้วเชียว…

เฉียวซางไม่ได้แปลกใจเลย เธอควรจะคิดได้ตั้งนานแล้ว

เรื่องเส้นผมของครูประจำชั้น ฟางซือซือยังเอาไปเล่าให้คนรอบข้างฟังจนหมด จะหวังให้เธอเก็บความลับให้ คงหวังให้หมาเขี้ยวไฟปีนต้นไม้ได้ยังจะง่ายกว่า

(จบตอน)

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note