You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

“สรุปว่าคนที่นั่งรอบๆ เราก็รู้เรื่องนี้กันหมดแล้วสินะ” เฉียวซางพูดอย่างจนใจ

“ก็ความสุขต้องแบ่งปันกันไงเล่า” ฟางซือซือพูดพร้อมกับรอยยิ้ม

ในที่สุดเฉียวซางก็กลั้นขำไม่อยู่ “ฮ่าๆๆ เธอพูดถูก”

“ฮ่าๆๆๆๆ…” ฟางซือซือก็หัวเราะตาม

ถึงแม้เรื่องนี้เธอจะเล่าให้คนอื่นฟังไปเยอะแล้ว แต่พอเล่าทีไรก็ยังรู้สึกตลกอยู่ดี

ทั้งสองคนหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังกันอยู่พักใหญ่ พอเหนื่อยแล้ว เฉียวซางก็ถามขึ้น “ทำไมครูไม่ซื้อเจลรากซู่มาใช้เลยล่ะ?”

เจลรากซู่สกัดมาจากร่างของกระถางไข่ซู่

กระถางไข่ซู่เวลาเข้านอนจะหุบเปลือกไข่เข้าหากัน พอตื่นขึ้นมาตอนเช้าเปลือกไข่แยกออก ก็จะมีเจลปริมาณเล็กน้อยไหลออกมา เรียกว่าเจลรากซู่

เจลชนิดนี้มีสรรพคุณมหัศจรรย์ในการกระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผม ซึ่งประหยัดทั้งเวลาและแรงกว่าการไปปลูกผมตั้งเยอะ

“เจลรากซู่ขวดนึงก็เท่ากับเงินเดือนครูครึ่งปีเลยนะ ไปปลูกผมถูกกว่าตั้งเยอะ” ฟางซือซือบอก

ก็จริง ยุคนี้อะไรที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติราคามันก็แพงหูฉี่ทั้งนั้นแหละ

ถึงผมจะเป็นชีวิตจิตใจของผู้ชายวัยกลางคน แต่ครูแกก็ยังมีลูกเมียต้องเลี้ยง คงไม่ยอมทุ่มเงินก้อนโตซื้อเจลรากเฟิร์นมาใช้เองหรอก

พอคิดดูแบบนี้แล้ว เฉียวซางก็รู้สึกสงสารครูประจำชั้นขึ้นมาตงิดๆ

ครูจี้ที่สอนวิชาสัตว์อสูรกับธรรมชาติในคาบที่ 3 เป็นคนชอบถามคำถาม โดยเฉพาะกับเด็กที่เรียนไม่เก่ง

เมื่อก่อนเฉียวซางมักจะโดนเรียกชื่ออยู่บ่อยๆ แต่ช่วงที่เธอไม่อยู่ ความกดดันนี้ก็เลยไปตกอยู่กับคนที่อันดับใกล้เคียงกับเธอแทน

“หน่อลายจุดที่วิวัฒนาการในเขตเหลียนเคอคือ มะลิผงพิษ” ครูจี้เฉลยคำตอบของข้อสอบเติมคำข้อที่สอง พูดจบก็ขยับแว่นตา แล้วถามต่อ “แล้วมีใครรู้บ้างว่าร่างวิวัฒนาการของหน่อลายจุดในเขตเหลียวซีคืออะไร?”

สัตว์อสูรบางชนิดมีร่างวิวัฒนาการที่ตายตัว แต่ก็มีบางชนิดที่วิวัฒนาการไปเป็นรูปแบบต่างๆ ได้ ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบและสภาพแวดล้อม

หน่อลายจุดจัดอยู่ในประเภทหลัง ปัจจุบันค้นพบแล้วว่ามันมีร่างวิวัฒนาการที่แตกต่างกันถึง 4 รูปแบบใน 4 สภาพแวดล้อม

นักเรียนที่นั่งอยู่ข้างล่างต่างพากันก้มหน้าก้มตาจ้องกระดาษข้อสอบเขม็ง กลัวว่าถ้าเงยหน้าขึ้นมาแล้วจะเผลอสบตากับครูจี้เข้า

ข้อสอบชุดนี้แจกไปตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว เฉียวซางไม่มี ก็เลยต้องเอียงตัวไปดูด้วยกันกับฟางซือซือ

สายตาของครูจี้กวาดมองไปที่โซนเด็กเรียนห่วยกระจุกตัวกันอยู่ ซึ่งมีทั้งเฉียวซาง ฟางซือซือ และกัวหลินเจ๋อ

กัวหลินเจ๋อรู้สึกตึงเครียดขึ้นมาทันที ช่วงที่ผ่านมาเขาก็โดนเรียกให้ตอบคำถามบ่อยซะด้วยสิ สายตาเขาล่อกแล่กไปมา จนกระทั่งไปหยุดอยู่ที่เฉียวซางซึ่งนั่งอยู่เฉียงไปทางซ้ายมือ

“เฉียวซาง เธอไม่มีข้อสอบใช่ไหม เอาของฉันไปดูสิ” กัวหลินเจ๋อตบไหล่เฉียวซางเบาๆ แล้วกระซิบ

ครูพูดถึงข้อสอบชุดนี้มาตั้งสิบกว่านาทีแล้ว เพิ่งจะมาให้เอาตอนนี้เนี่ยนะ?

เฉียวซางกำลังจะปฏิเสธ แต่พอเงยหน้าขึ้นเตรียมจะหันกลับไป สายตาก็ประสานเข้ากับครูจี้พอดี

“เฉียวซาง เธอตอบก็แล้วกัน”

เฉียวซาง: “…”

กัวหลินเจ๋อ ไอ้ผู้ชายเจ้าเล่ห์!

“มะลิผงน้ำแข็งค่ะ” เฉียวซางลุกขึ้นตอบ

ครูจี้เห็นเธอตอบได้ ก็เลยถามต่อ “แล้วในเขตซีลวี่ล่ะ?”

“มะลิผงหญ้าค่ะ” เฉียวซางตอบ

“ตอบได้ดีมาก นั่งลงเถอะ” ครูจี้พยักหน้าอย่างพอใจ แล้วถามต่อ “แล้วมะลิผงน้ำชนิดสุดท้ายล่ะ มีใครรู้บ้างว่าวิวัฒนาการในเขตไหน?”

เฉียวซางนั่งลง หันกลับไปคว้ากระดาษข้อสอบบนโต๊ะกัวหลินเจ๋อมา แล้วยิ้ม “งั้นฉันไม่เกรงใจล่ะนะ”

กัวหลินเจ๋อตั้งตัวไม่ทัน พยายามจะเอามือกดกระดาษข้อสอบไว้แต่ก็ไม่ทัน มือเลยฟาดลงบนโต๊ะเสียงดังลั่น

“กัวหลินเจ๋อ เธอขึ้นมาตอบสิ”

กัวหลินเจ๋อ: “…!”

ไม่นานก็ถึงเวลาพักเบรก

“เฉียวซาง ครูประจำชั้นเรียกน่ะ” หม่าเสี่ยว หัวหน้าฝ่ายวิชาการเดินเข้ามาบอก

สิ่งที่ควรจะมา ในที่สุดก็มาถึงจนได้

เฉียวซางวางหนังสือลง แล้วเดินไปที่ห้องพักครูด้วยความรู้สึกที่แตกต่างจากครั้งก่อนอย่างสิ้นเชิง

“เธอลาหยุดไปตั้งหลายวัน มาเขียนใบลาตามหลังซะด้วย” ครูประจำชั้นเปิดลิ้นชักหยิบใบลามาวางไว้บนโต๊ะ

สายตาของเฉียวซางเผลอเหลือบมองไปที่หัวของครูประจำชั้นอย่างควบคุมไม่ได้

ก็ยังใส่วิกอยู่ดี ไม่รู้ว่าใต้ผมนั่นจะเป็นสภาพยังไง…

“เฉียวซาง” ครูประจำชั้นเรียกชื่อเฉียวซาง น้ำเสียงแฝงความอันตรายนิดๆ

เฉียวซางรีบหยิบปากกามาเขียนใบลาทันที

“แม่เธอไม่เป็นอะไรแล้วใช่ไหม?” ครูประจำชั้นถาม

เฉียวซางชะงักไปนิดนึง ก่อนจะตอบว่า “ไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ”

พอเขียนใบลาเสร็จ ครูประจำชั้นก็หยิบสมุดที่วางอยู่ข้างๆ มาวางตรงหน้าเฉียวซาง “หลายวันมานี้เธอตามเนื้อหาที่ทบทวนไม่ทันไปเยอะเลย ในนี้เป็นสมุดจดของรุ่นพี่ปีที่แล้ว เขาสอบเข้ามัธยมปลายได้ตั้ง 632 คะแนน เธอเอาไปตั้งใจอ่านดูดีๆ นะ”

คะแนนเต็มของการสอบเข้ามัธยมปลายคือ 650 คะแนน

สอบได้ 632 คะแนนถือว่าไม่ธรรมดาเลยจริงๆ

เฉียวซางเงียบไปครู่หนึ่งแล้วก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะนี่คือสิ่งที่เธอต้องการที่สุดในตอนนี้จริงๆ

“ขอบคุณค่ะครู”

ครูประจำชั้นโบกมือไล่ เป็นสัญญาณบอกว่าเธอไปได้แล้ว

เฉียวซางรู้สึกบอกไม่ถูก ครูประจำชั้นอาจจะมีข้อเสียอยู่บ้าง แต่ใครบ้างล่ะที่ไม่มีข้อเสีย อย่างน้อยเขาก็ดูแลนักเรียนดีเยี่ยมไร้ที่ติ

ถึงแม้สาเหตุที่เขาต้องเสียเส้นผมอันล้ำค่าไปจะเป็นเพราะเธอ แต่เขาก็ไม่ได้ใช้เรื่องส่วนตัวมาแก้แค้นเธอเลยสักนิด

เฉียวซางซาบซึ้งใจสุดๆ จึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “ครูคะ เส้นผมของครูไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ?”

สีหน้าของครูประจำชั้นแข็งค้าง ยืนนิ่งเป็นหินไปเลย

ผ่านไปครู่ใหญ่ ครูประจำชั้นสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วก็พูดขึ้นมาว่า “แม่เธอจะยอมให้เธอขาดเรียนนานขนาดนี้เพียงเพราะตัวเองป่วยจริงๆ เหรอ?”

เฉียวซาง: “…”

…ตอนบ่ายเลิกเรียนกลับบ้าน เฉียวซางตัดสินใจสารภาพความจริงกับแม่ไปตรงๆ เลยดีกว่า

เรื่องบางเรื่อง ถ้าให้เธอเป็นคนพูดเอง กับให้ครูประจำชั้นเป็นคนพูด ผลลัพธ์มันต่างกันลิบลับแน่ๆ

แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าพอกลับถึงบ้าน แม่ยังไม่กลับมาเลย

“หมาเขี้ยวไฟ แกถูตรงนี้นะ เดี๋ยวฉันถูตรงนั้นเอง” เฉียวซางยื่นผ้าขี้ริ้วเปียกๆ ให้หมาเขี้ยวไฟ แล้วชี้ไปที่ฝั่งขวาของห้องนั่งเล่น

เฉียวซางวางแผนไว้ดิบดีแล้ว รอให้แม่กลับมาเห็นห้องสะอาดสะอ้าน พื้นก็ถูแล้ว ข้าวก็หุงแล้ว ถึงตอนนั้นต่อให้โมโหแค่ไหนก็คงใจเย็นลงได้บ้างแหละ

“โฮ่ง!”

หมาเขี้ยวไฟขานรับอย่างร่าเริง เอาเท้าข้างนึงเหยียบผ้าขี้ริ้วแล้วก็เริ่มลงมือทันที

เห็นเพียงหมาเขี้ยวไฟใช้ขาขวาเหยียบผ้าขี้ริ้ว ขาซ้ายออกแรงถีบไปข้างหลัง ตัวมันก็ไถลไปข้างหน้าพร้อมกับผ้าขี้ริ้วเป็นระยะทางสั้นๆ

“โฮ่ง”

“โฮ่งๆ~”

ถูไปก็ส่งเสียงร้องอย่างร่าเริงไป

ทั้งๆ ที่เป็นงานใช้แรงแท้ๆ แต่หมาเขี้ยวไฟกลับทำเหมือนกำลังเล่นเกมสนุกๆ อยู่ซะงั้น

ช่างเป็นเด็กดีจริงๆ

เฉียวซางมองด้วยความปลาบปลื้มใจ หยิบไม้ถูพื้นมาถูฝั่งซ้ายของห้องนั่งเล่นต่อ

แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่อง แสงสีส้มอ่อนลอดผ่านกระจกตกกระทบบนพื้น และอาบย้อมไปบนร่างของเด็กสาวกับหมาเขี้ยวไฟ

ทุกอย่างช่างเงียบสงบและงดงามเหลือเกิน

หมาเขี้ยวไฟเหยียบผ้าขี้ริ้วอย่างสนุกสนาน ยิ่งถูยิ่งเร็ว ยิ่งไถลก็ยิ่งเร็ว

“เพล้ง!”

เสียงดังสนั่นทำลายความเงียบสงบลงในพริบตา

เฉียวซางเงยหน้าขึ้น ก็เห็นเศษกระเบื้องแตกเกลื่อนกลาดอยู่ข้างๆ หมาเขี้ยวไฟ

เฉียวซางใจหายวาบ ไม่ทันได้คิดอะไร โยนไม้ถูพื้นทิ้งแล้ววิ่งเข้าไปอุ้มหมาเขี้ยวไฟขึ้นมาตรวจดูด้วยความเป็นห่วง “แกไม่เป็นไรใช่ไหม?”

“โฮ่ง!”

หมาเขี้ยวไฟเห่าเสียงดังฟังชัด แกว่งหางไปมาเพื่อบอกว่าตัวเองไม่เป็นไร แล้วใช้กรงเล็บชี้ไปที่เศษกระเบื้องเคลือบสีเขียวบนพื้น

“โฮ่งๆๆ”

“โฮ่งๆ”

“โฮ่งๆ”

หมาเขี้ยวไฟอธิบายเสร็จก็รู้สึกผิด หูตกลู่ลง

“แจกันแตกไม่เป็นไรหรอก แกปลอดภัยก็พอแล้ว”

เฉียวซางปลอบหมาเขี้ยวไฟเสร็จ สายตาก็หันไปมองเศษซากบนพื้นอีกครั้ง

เธอจำได้ว่านี่คือของที่แม่ซื้อกลับมาตอนไปเที่ยวเขตเหลียนปัว แถมที่ก้นแจกันเหมือนจะมีลายเซ็นผู้ฝึกอสูรคนโปรดของแม่อยู่ด้วย…

“แกร๊ก”

จังหวะนั้นพอดี ประตูก็เปิดออก

เฉียวซางหันไปมองหน้าแม่ ในหัวมีคำสี่คำผุดขึ้นมา

จบเห่แน่ชีวิตฉัน…

(จบตอน)

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note