ตอนที่ 30 มาเช้าเกินไป
แปลโดย เนสยังเมื่อได้ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของผู้ฝึกอสูร หมาเขี้ยวไฟก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมา มันรวบรวมความกล้าหันขวับกลับไปมองทางทิศเดิมอีกครั้ง “โฮ่ง!” พอมองไป ขนของหมาเขี้ยวไฟก็ตั้งชันชูชัน หายไปแล้ว!
เฉียวซางรู้ว่าหมาเขี้ยวไฟกำลังคิดอะไรอยู่ เธอรู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก มีที่ไหนตัวเองกลัวร่างเงาของตัวเอง? แต่หมาเขี้ยวไฟก็คงยังไม่รู้ตัวหรอกว่านั่นคือร่างเงาของมันเอง
งานวิจัยระบุว่า สัตว์อสูรหลายชนิดสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ได้โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ บางตัวก็เรียนรู้ได้เองเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสมจากการสะสมประสบการณ์มายาวนาน แต่ก็มีบางตัวที่เรียนรู้ได้จากการถูกกระตุ้นจากปัจจัยภายนอก ทำให้ปลดปล่อยพลังงานที่แฝงอยู่ในร่างกายออกมาจนเกิดเป็นทักษะใหม่ขึ้นมากะทันหัน
อย่างเช่นการแข่งขันที่เขตเหลียนปั๋วเมื่อไม่กี่วันก่อน ก็เพิ่งจะเกิดคดีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งขึ้นมาเพราะสัตว์อสูรจู่ๆ ก็เรียนรู้ทักษะใหม่แล้วปลดปล่อยออกมา คุณหวังจากเมืองเยว่เฉิงพาเมล็ดเหลยเฝยของเขาไปดูการแข่งขันที่โซน B แถวที่ 21 ที่นั่ง 16
ตอนนั้นการแข่งขันคงจะดุเดือดมาก เมล็ดเหลยเฝยก็เลยตื่นเต้นจนเผลอปลดปล่อยพลังงานในร่างกายออกมา ทำให้มันเรียนรู้ทักษะผงนิทราและพ่นออกมากระจายไปทั่ว ส่งผลให้ผู้ชมกว่าสิบคนที่นั่งอยู่ในโซน B แถวที่ 20, 21 และ 22 หลับปุ๋ยไปตามๆ กันจนพลาดชมการแข่งขันไปทั้งเกม
หลังจากนั้นคุณหวังก็ยอมจ่ายแค่ค่าตั๋วคืนให้ แต่ผู้ชมบางคนอุตส่าห์เดินทางมาจากเขตอื่น จึงเรียกร้องค่าทำขวัญ ค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายอื่นๆ จากคุณหวังด้วย แน่นอนว่าคุณหวังไม่ยอมจ่าย ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้จนเรื่องราวลุกลามใหญ่โตกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่ง
หมาเขี้ยวไฟก็จัดอยู่ในประเภทที่เรียนรู้ทักษะใหม่ได้โดยไม่รู้ตัวเพราะถูกกระตุ้นจากปัจจัยภายนอก ทักษะประกายไฟที่มันเรียนรู้เมื่อคราวก่อนก็เหมือนกัน แต่ตอนนี้หมาเขี้ยวไฟเกิดอาการตกใจ ทำให้พลังงานในร่างกายเสียสมดุล ทักษะแยกร่างเงาที่เพิ่งจะเรียนรู้ได้หมาดๆ และยังไม่ค่อยชำนาญนักจึงสลายหายไป
แต่หมาเขี้ยวไฟกลับเข้าใจผิดคิดว่านี่คือปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ หนังผีที่ดูไปเมื่อหลายวันก่อนยังคงฝังใจมันอยู่ “โฮ่งๆๆ!” “โฮ่งๆ, โฮ่งๆ!” “โฮ่งๆ!”
หมาเขี้ยวไฟใช้กรงเล็บชี้ไปทางทิศที่ร่างเงาหายไป พยายามทำไม้ทำมืออธิบายให้เฉียวซางฟังไม่หยุด “นั่นมันทักษะแยกร่างเงาของแกเองต่างหากล่ะ” เฉียวซางถอนหายใจพลางอธิบาย “โฮ่ง?”
หมาเขี้ยวไฟชะงักมือที่กำลังทำท่าทางอธิบาย ดวงตาสีดำขลับฉายแววฉงน “ยินดีด้วยนะ แกเรียนรู้ทักษะใหม่ได้แล้ว” เฉียวซางยิ้ม หมาเขี้ยวไฟฟังรู้เรื่องแล้ว
มันนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลองสัมผัสและปรับระดับพลังงานในร่างกายดู หมาเขี้ยวไฟอีกตัวที่หน้าตาเหมือนมันเป๊ะปรากฏตัวขึ้นข้างๆ ผู้ฝึกอสูรของมันในชั่วพริบตา แม้แต่รอยขนที่ยุ่งเหยิงเพราะหลบลูกเบสบอลเมื่อกี้ก็ยังเหมือนกันเป๊ะทุกระเบียดนิ้ว
“โฮ่ง!” หมาเขี้ยวไฟตื่นเต้นสุดขีด มันกระโดดลงจากอ้อมกอดของเฉียวซาง แล้ววิ่งวนรอบๆ ร่างเงาของตัวเองพลางสำรวจดูไม่หยุดหย่อน เมื่อเรียนรู้ทักษะใหม่ได้แล้ว หมาเขี้ยวไฟก็ลืมเรื่องที่จะฝึกหลบลูกเบสบอลต่อจนหมดสิ้น เฉียวซางเองก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีก
ตอนที่เดินออกจากศูนย์ฝึกเบสบอล แล้วเดินผ่านคลินิกฟื้นฟูสัตว์อสูร เฉียวซางก็รู้สึกเสียดายนิดๆ ถ้าไม่ใช่เพราะเสียเงิน 5,000 เหรียญพันธมิตรไปฟรีๆ เมื่อคืนล่ะก็ วันนี้เธอก็คงจะพาหมาเขี้ยวไฟเข้าไปนวดผ่อนคลายสักหน่อยแล้ว
พอกลับถึงบ้าน เฉียวซางก็เปิดคอมพิวเตอร์ค้นหาสตรีมเมอร์ที่มีชื่อเสียงเรื่องการนวดสัตว์อสูร เธอสุ่มกดเข้าไปดูสตรีมเมอร์ที่กำลังไลฟ์สดอยู่คนหนึ่ง เรียกหมาเขี้ยวไฟมา แล้วก็ลองนวดให้หมาเขี้ยวไฟตามวิธีที่สตรีมเมอร์สาธิตให้ดูในไลฟ์ ถึงเราจะไม่มีเงินไปคลินิกฟื้นฟูสัตว์อสูร แต่เราก็นวดเองได้นี่นา!
“สบายไหม?” เฉียวซางถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “โฮ่ง” หมาเขี้ยวไฟตอบแบบฝืนใจนิดๆ
มันนอนตะแคงข้าง หันหน้าไปทางหน้าจอที่กำลังไลฟ์สดพอดี ในหน้าจอ ผู้ชายร่างใหญ่บึกบึนกำลังนวดให้หมูป่าเขี้ยวตันที่มีหนังหนาเตอะตัวหนึ่งอยู่ หมูป่าเขี้ยวตันส่งเสียงครางฮึมฮำด้วยความสบายตัวเป็นระยะๆ
หมาเขี้ยวไฟมองดูภาพในไลฟ์สด สลับกับสัมผัสแรงนวดจากผู้ฝึกอสูรของมัน มันรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกตินะ…
…… …… เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เวลา 06.10 น.
เฉียวซางปรากฏตัวขึ้นที่ห้องนั่งเล่นพร้อมกับรอยคล้ำใต้ตาที่ดำปื๊ด เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ แม่ยังนอนหลับอยู่ในห้อง ก็ใช่น่ะสิ เวลานี้มันยังเช้าเกินไป…
เมื่อคืนคือวันตัดสินผลการแข่งขันสตาร์คัพนัดที่เธอแทงพนันไปอีกนัด พอนึกถึงตอนที่ตาสว่างนอนไม่หลับเพราะผลพนันคราวก่อน เมื่อคืนเธอจึงตัดใจไม่ดูการถ่ายทอดสด เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจในการไปสอบโควตาของโรงเรียนมัธยมเซิ่งสุ่ยในวันนี้
แต่กลายเป็นว่า ยิ่งคิดก็ยิ่งนอนไม่หลับ… เดี๋ยวก็คิดว่าผลการแข่งขันสตาร์คัพจะเป็นยังไง เดี๋ยวก็คิดเรื่องสอบโควตาวันพรุ่งนี้ กว่าจะข่มตาหลับได้ก็ปาเข้าไปตีสองแล้ว
ในใจมีเรื่องให้คิด นอนดึกแล้วยังตื่นเช้าอีก นาฬิกาปลุกยังไม่ทันดังเธอก็ลืมตาตื่นขึ้นมาเองซะแล้ว เฉียวซางเดินไปทำข้าวเช้าด้วยสภาพอิดโรย ส่วนหมาเขี้ยวไฟก็แกว่งหางรอคอยอาหารอย่างร่าเริงอยู่ข้างๆ
เจ้านี่ช่างดูคึกคักมีชีวิตชีวาจริงๆ… ไม่เลวเลยนี่นา ไม่เสียแรงที่เมื่อวานเธอนวดให้ซะเมื่อยมือ พอกินข้าวเช้าเสร็จ เฉียวซางก็แบ่งข้าวเช้าส่วนของแม่ทิ้งไว้ในหม้อ แล้วก็ออกเดินทางไปที่สถานีรถไฟใต้ดิน
โรงเรียนมัธยมเซิ่งสุ่ยตั้งอยู่ที่เขตเป่ยเตี้ยนในเมืองหางกั่ง ซึ่งอยู่ห่างจากเขตที่เฉียวซางอาศัยอยู่ไกลพอสมควร ถ้านั่งรถเมล์ก็ต้องต่อรถถึงสี่ห้าสาย แต่ถ้านั่งรถไฟใต้ดินก็สามารถนั่งสาย 2 ยิงยาวไปถึงได้เลย
…… โรงเรียนมัธยมเซิ่งสุ่ย ที่ม้านั่งริมสนามกลางแจ้ง มีคนนั่งอยู่ประปรายประมาณ 4-5 คน
“ฉินเหวิน หลัวเฉียนยังไม่มาอีกเหรอ?” ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม หวีผมทรงเสยเรียบแปล้ไปด้านหลังเอ่ยถามขึ้น ถ้าพูดถึงผู้ชายวัยกลางคนที่มีพุงพุ้ย ก็มักจะให้ความรู้สึกว่าเป็นตาลุงแก่ๆ ลื่นๆ แต่ผู้ชายตรงหน้านี้ ถึงจะหวีผมเสยเรียบเปิดเผยโครงหน้าชัดเจน แต่กลับมีออร่าความสุขุมเยือกเย็นแผ่ออกมา จนทำให้คนอดคิดไม่ได้ว่า ตอนหนุ่มๆ เขาอาจจะเป็นหนุ่มหล่อคนหนึ่งเลยก็ได้
“ยังเลยค่ะ โทรไปตามแล้ว เขาบอกว่ารถติดอยู่บนถนนน่ะค่ะ” ครูผู้หญิงในชุดสูททำงานที่นั่งอยู่ข้างๆ ตอบ “ตอแหลชัดๆ เมื่อคืนคงไปเที่ยวผับดึกดื่นจนตื่นไม่ไหวน่ะสิ เขาอัปสเตตัสลงโซเชียลด้วยนะ ไม่มีความเป็นครูเอาซะเลย” เจิ้งกั๋วผิงแค่นเสียงหัวเราะเยาะ
“ก็คุณไม่ใช่เหรอที่เป็นคนรับเขาเข้ามาทำงานที่โรงเรียนนี้น่ะ” ผู้ชายอีกคนที่กำลังนั่งอ่านเอกสารปึกหนึ่งอยู่ในมืออย่างใจเย็นเอ่ยขึ้น “ซุนป๋ออี้ คุณก็อย่ามาทำเป็นพูดดีไปหน่อยเลย ตอนนั้นคุณก็โหวตเห็นด้วยไม่ใช่หรือไง” เจิ้งกั๋วผิงบ่นอย่างไม่พอใจ “นั่นก็เพราะคุณเอาลูกปัดเจลวารีมาเซ่นไหว้ขอร้องให้ผมช่วยโหวตต่างหากล่ะ” ซุนป๋ออี้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“คุณ!” เจิ้งกั๋วผิงโกรธจนพูดไม่ออก “เอาล่ะๆ พอได้แล้ว อย่ามัวแต่เถียงกันเลย มาคุยเรื่องสำคัญกันดีกว่า การสอบโควตาครั้งนี้มีเด็กที่มีแววรุ่งบ้างไหม?” ชายวัยกลางคนผมเรียบแปล้รีบพูดไกล่เกลี่ยเปลี่ยนเรื่อง “พวกที่มีแววรุ่งจริงๆ ก็โดนดึงตัวไปเรียนโควตาเรียนดีกันหมดแล้วสิ” เจิ้งกั๋วผิงพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“อย่าพูดแบบนั้นสิ มีอยู่คนนึงนะ” สายตาของซุนป๋ออี้หยุดอยู่ที่บรรทัดหนึ่งในหน้ากระดาษ “หลูเหลียงเยี่ยจากโรงเรียนมัธยมต้นไท่ตั้นไง ที่เป็นข่าวเมื่อครึ่งปีก่อนน่ะ รู้จักใช่ไหม” “เด็กที่เพิ่งขึ้น ม.3 แล้วตื่นรู้ด้วยตนเองคนนั้นน่ะเหรอ?” ฉินเหวินถาม “ใช่แล้วล่ะ เขาคนนั้นแหละ” ซุนป๋ออี้ตอบ
เด็กที่ตื่นรู้ด้วยตนเองส่วนใหญ่มักจะตื่นรู้ตอนที่อายุใกล้จะครบ 15 ปี แต่หลูเหลียงเยี่ยกลับตื่นรู้ตั้งแต่ตอนอายุ 14 ปี เพิ่งจะขึ้น ม.3 ได้ไม่นาน ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนั้นการสอบเข้ามัธยมปลายจบลงไปแล้ว โควตารับสมัครของโรงเรียนต่างๆ ก็เต็มหมดแล้ว แถมยังเปิดเทอมไปแล้วด้วย ไม่อย่างนั้นหลูเหลียงเยี่ยก็คงจะถูกดึงตัวให้ข้ามชั้นไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมปลายสายผู้ฝึกอสูรสักแห่งไปแล้วล่ะ
“แล้วทำไมเขาถึงไม่ได้โควตาเรียนดีล่ะ?” ฉินเหวินถามต่อ “ได้ยินมาว่าตั้งแต่ตื่นรู้ด้วยตนเอง เขาก็ไม่ค่อยไปโรงเรียนเลย คะแนนวิชาการก็เลยตกลงมาน่ะ” ซุนป๋ออี้อธิบาย
ฉินเหวินถึงบางอ้อ สงสัยพอทำสัญญากับสัตว์อสูรแล้วก็คงทนเรียนหนังสือที่น่าเบื่อหน่ายต่อไปไม่ไหวนั่นแหละ ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ก็ถือว่าเป็นเด็กที่มีแววรุ่งจริงๆ นั่นแหละ หลูเหลียงเยี่ยทำสัญญากับสัตว์อสูรมาตั้งครึ่งปีแล้ว ฝีมือจะต้องเก่งกว่าเด็กรุ่นเดียวกันอย่างแน่นอน
…… หน้าประตูโรงเรียนมัธยมเซิ่งสุ่ย เฉียวซางนั่งเหม่อลอยอยู่ริมขอบแปลงดอกไม้
เธอมาเช้าเกินไป ประตูโรงเรียนยังไม่เปิดเลยด้วยซ้ำ…

0 Comments