You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

แต่การแข่งขันที่ว่านั่นมันจัดขึ้นหลังจากสอบเข้ามัธยมปลายเสร็จแล้ว แถมยังไม่ทันเปิดรับสมัครด้วยซ้ำ ตอนนี้จึงเข้าร่วมไม่ได้เลย

ส่วนสถานที่ฝึกซ้อมการต่อสู้อื่นๆ ทั้งเล็กและใหญ่ต่างก็มีข้อจำกัดกันทั้งนั้น

อย่างเช่นการแข่งขันสัตว์อสูรเถื่อนใต้ดินที่จัดขึ้นเพื่อการพนันและความบันเทิง แม้จะไม่ได้จำกัดระดับของผู้ฝึกอสูรก็ตามที

การแข่งขันประเภทนี้มีเกณฑ์การเข้าร่วมต่ำ แม้แต่ผู้ฝึกอสูรระดับ E ก็สามารถเข้าร่วมได้ เพียงแต่คนที่ไปรวมตัวกันในการแข่งขันเถื่อนแบบนี้ มักจะมีแต่พวกนักเลงหัวไม้และอันธพาลเท่านั้น

ก่อนการแข่งขันจะต้องเซ็นสัญญายินยอม ซึ่งจะไม่มีการรับผิดชอบต่อการตายของสัตว์อสูรในระหว่างการต่อสู้

การแข่งขันที่ถูกกฎหมาย หากสัตว์อสูรของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหมดสภาพการต่อสู้ กรรมการก็จะเข้ามาสั่งยุติการแข่งขันทันที และยังมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคอยสแตนด์บายรักษาอาการบาดเจ็บของสัตว์อสูรอยู่ด้านหลังอีกด้วย

ทว่าการแข่งขันสัตว์อสูรเถื่อนใต้ดินนั้นแตกต่างออกไป การแข่งขันจะสิ้นสุดลงก็ต่อเมื่อผู้ฝึกอสูรฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขอยอมแพ้เท่านั้น

คนที่มาเข้าร่วมการแข่งขันแบบนี้ ล้วนแต่เป็นพวกเหี้ยมโหดและพวกผีพนันทั้งสิ้น

บางคนเป็นเพราะสัตว์อสูรของตัวเองไม่มีศักยภาพแล้วจึงไม่สนความเป็นความตายของมัน บางคนก็ทำไปเพื่อหาเงินทางลัด และบางคนก็ทำไปเพียงเพราะต้องการเสพติดความรุนแรงและตื่นเต้นเร้าใจ

สรุปแล้วมันไม่ใช่สถานที่ที่เด็กมัธยมต้นอย่างเฉียวซางควรจะก้าวเข้าไปเหยียบเลยสักนิด

หมาเขี้ยวไฟยังเด็กเกินไป เฉียวซางไม่คิดจะพามันไปเจอการแข่งขันที่โหดร้ายแบบนั้นในตอนนี้

ตามความคิดเดิมของเฉียวซาง หลังจากสอบเข้ามัธยมปลายเสร็จ เธอตั้งใจจะฝึกฝนเรื่องความเร็วและพละกำลังของหมาเขี้ยวไฟก่อน เมื่อพื้นฐานแน่นแล้ว ค่อยไปฝึกเรื่องการควบคุมท่าไม้ตาย

นิ้วทองคำสามารถช่วยให้หมาเขี้ยวไฟได้รับคะแนนโบนัสจากการต่อสู้ได้ในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ถ้าสภาพร่างกายตามไม่ทัน และไม่สามารถควบคุมพลังของตัวเองได้ มันก็ไม่อาจแสดงศักยภาพการต่อสู้ที่แท้จริงของสัตว์อสูรในระดับเดียวกันออกมาได้อย่างเต็มที่

ตอนนี้หากต้องการพัฒนาฝีมือในระยะเวลาอันสั้น ก็คงจะค่อยเป็นค่อยไปแบบนั้นไม่ได้แล้วล่ะ

มีเพียงการต่อสู้เท่านั้นที่จะสามารถพัฒนาความสามารถของหมาเขี้ยวไฟได้อย่างรวดเร็ว

สิ่งที่เฉียวซางต้องการคือการต่อสู้แบบรู้แพ้รู้ชนะ ไม่ใช่การต่อสู้แบบเอาเป็นเอาตาย

นอกจากการแข่งขันระดับผู้ฝึกอสูรอย่างเป็นทางการและการแข่งขันเถื่อนใต้ดินแล้ว ในแต่ละพื้นที่ก็ยังมีสถานที่สำหรับประลองสัตว์อสูรอื่นๆ อีก เช่น ศูนย์ฝึกซ้อม สโมสร และงานพบปะสังสรรค์

ศูนย์ฝึกซ้อมจะเปิดรับสมัครทุกครึ่งปี โดยจะช่วยผู้ฝึกอสูรฝึกสอนท่าไม้ตายเฉพาะทางให้สัตว์อสูร ซึ่งตอนนี้ยังไม่ถึงช่วงเปิดรับสมัครจึงเข้าไปไม่ได้

สโมสรก็ต้องการแค่เงิน ซึ่งเฉียวซางไม่มี

งานพบปะสังสรรค์ คนที่ไปได้ก็ต้องเป็นคนที่เคยมีผลงานโดดเด่นในการแข่งขันอย่างเป็นทางการจนได้รับบัตรเชิญเท่านั้น

คนส่วนใหญ่มักจะนัดประลองสัตว์อสูรกับเพื่อนฝูงรอบตัว แต่เพื่อนๆ ที่เฉียวซางรู้จัก สมองยังไม่ตื่นขึ้นด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการประลองสัตว์อสูรเลย

พอสรุปออกมาแบบนี้ ก็กลายเป็นว่าทั่วทั้งเมืองหางกั่งกลับไม่มีสถานที่ที่หมาเขี้ยวไฟจะสามารถทำการต่อสู้ได้อย่างจริงจังเลย

หรือจะต้องสุ่มจับใครสักคนบนถนนแล้วบอกว่า “ฉันขอท้าประลองสัตว์อสูรกับคุณ” งั้นเหรอ?

เกิดสุ่มแจ็กพอตไปเจอผู้ฝึกอสูรระดับ D ขึ้นไปเข้า มีหวังตายไม่รู้ตัวแน่ๆ

เฉียวซางเดินวนไปวนมาอยู่ริมถนนพลางครุ่นคิดอย่างหนัก

ห้านาทีต่อมา เธอก็อุ้มหมาเขี้ยวไฟเดินกลับบ้าน

เมื่อถึงบ้าน เฉียวซางถอดชุดนักเรียนออกแล้วเปลี่ยนเป็นชุดธรรมดา จากนั้นก็เข้าไปในห้อง หยิบกระดาษมาเขียนอะไรบางอย่างลงไปแล้วฉีกออก ตามด้วยหยิบเทปกาวใส่กระเป๋าเสื้อ

แล้วสะพายกระเป๋าเป้เดินออกจากบ้านไป

……

สวนสาธารณะหนานเหอ ข้างโรงเรียนมัธยมปลายสายผู้ฝึกอสูรหางกั่งแห่งที่สามสิบเจ็ด

“น้องสาว รับบาร์บีคิวหน่อยไหมจ๊ะ?” คุณป้าเจ้าของแผงลอยที่หน้าทางเข้าสวนสาธารณะเอ่ยทักทาย

เฉียวซางมองดูเวลา ตอนนี้ 16.27 น. เหลือเวลาอีกประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่าโรงเรียนมัธยมปลายสายผู้ฝึกอสูรหางกั่งแห่งที่สามสิบเจ็ดจะเลิกเรียน

“เอาเนื้อแกะย่าง 10 ไม้ค่ะ” เฉียวซางเดินไปที่แผงขายบาร์บีคิว

“เอาเผ็ดไหมจ๊ะ?” คุณป้าถามอย่างอารมณ์ดีเมื่อเห็นลูกค้าเข้าร้าน

“ไม่เอาค่ะ” เฉียวซางส่ายหน้า

“หนูเรียนอยู่โรงเรียนนี้เหรอ? ป้าไม่เคยเห็นหน้าหนูเลยนะเนี่ย” คุณป้ามือเป็นระวิงแต่ก็ยังอุตส่าห์ชวนคุย

“เปล่าค่ะ หนูมารอคนน่ะ” เฉียวซางตอบ

“มิน่าล่ะ เด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักขนาดนี้ ถ้าป้าเคยเห็นก็ต้องจำได้อย่างแน่นอน” คุณป้ายิ้ม

เฉียวซางส่งยิ้มตอบตามมารยาท

เธอถูกชมมาตั้งแต่เด็กจนโต ตอนเด็กๆ ก็อาจจะยังมีเขินอายบ้าง แต่พอโตขึ้นก็เริ่มชินชาไปแล้ว

ห้านาทีต่อมา เฉียวซางรับเนื้อแกะย่างมา แล้วส่งไม้หนึ่งให้หมาเขี้ยวไฟที่กำลังน้ำลายสอ

“โฮ่ง!” หมาเขี้ยวไฟเห่าร้องอย่างร่าเริง มันใช้สองขาหน้ายื่นไปรับก่อนจะก้มหน้าก้มตากินอย่างเอร็ดอร่อย

“สัตว์อสูรตัวนี้ชื่ออะไรเหรอจ๊ะ? ป้าไม่เคยเห็นตัวแบบนี้แถวนี้มาก่อนเลย” คุณป้าจ้องมองหมาเขี้ยวไฟพลางถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

ระหว่างผู้ฝึกอสูรกับคนธรรมดามีเส้นแบ่งขวางกั้นราวกับหุบเหวลึกที่แยกพวกเขาออกเป็นสองโลก

หลังจบการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี สถานการณ์ที่แต่ละคนต้องเผชิญนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

แม้สังคมนี้จะยกย่องให้ผู้ฝึกอสูรมีฐานะสูงกว่าคนธรรมดาก้าวหนึ่ง แต่ในหมู่คนธรรมดาเองก็มีการแบ่งชนชั้นเช่นกัน

คนมีอำนาจ คนไร้อำนาจ คนรวย คนจน คนค้าขายทำธุรกิจส่วนตัว ลูกจ้าง…

อำนาจและเงินทองเหล่านี้ล้วนถูกกำหนดมาตั้งแต่เกิด

หากไม่ได้ครอบครองสิ่งเหล่านี้มาตั้งแต่เกิด คนธรรมดาก็แทบจะไม่มีโอกาสได้เข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติอีกเลยหลังจบการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี

ต่อให้ข้อมูลข่าวสารจะแพร่หลายขนาดไหน ทุกช่องโทรทัศน์จะนำเสนอเรื่องพวกนี้มากแค่ไหน แต่คนธรรมดาก็ไม่มีเวลาและเรี่ยวแรงจะไปทำความเข้าใจหรอก พวกเขาแค่หาเช้ากินค่ำเลี้ยงปากท้องตัวเองก็ยากลำบากพออยู่แล้ว

คุณป้าตรงหน้านี้เห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงคนธรรมดาที่อยู่ในชนชั้นรากหญ้า

“มันชื่อหมาเขี้ยวไฟค่ะ” เฉียวซางตอบ

“โฮ่ง” หมาเขี้ยวไฟส่งเสียงขานรับถูกจังหวะเมื่อได้ยินผู้ฝึกอสูรแนะนำตัวมัน

คุณป้ายิ้ม “ดูท่าทางว่านอนสอนง่ายดีนะเนี่ย ลูกชายป้าก็เรียนอยู่มัธยมต้นแล้วเหมือนกัน เดี๋ยวพอเขาเรียนจบ ป้าจะซื้อให้เขาสักตัวบ้างดีกว่า”

เฉียวซางอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็เงียบไป

ความจริงคำพูดของป้าแกก็ไม่ผิดหรอก หมาเขี้ยวไฟของเธออาจจะซนไปนิด แต่ก็ถือว่าฉลาดและว่านอนสอนง่ายดีอยู่หรอก…

“โฮ่ง” หมาเขี้ยวไฟเงยหน้ามองเฉียวซาง

เฉียวซางยื่นเนื้อแกะย่างในมือให้มันไปอีกไม้

หมาเขี้ยวไฟรับไปอย่างเบิกบานใจ

เนื้อแกะย่างทั้งสิบไม้นี้ถูกแบ่งในอัตราส่วนสามต่อเจ็ด เฉียวซางกินไปสามไม้ ส่วนหมาเขี้ยวไฟฟาดเรียบไปเจ็ดไม้

เฉียวซางเดินไปนั่งลงที่ม้านั่งในสวนสาธารณะ

ทัศนวิสัยตรงนี้สามารถมองเห็นประตูใหญ่ของโรงเรียนมัธยมปลายสายผู้ฝึกอสูรแห่งที่สามสิบเจ็ดได้อย่างชัดเจน ถือเป็นทำเลที่ตั้งที่เหมาะเจาะมาก หากมีนักเรียนเดินผ่านสวนสาธารณะหนานเหอตอนเลิกเรียน ทุกคนก็จะต้องเห็นเธออย่างแน่นอน

เฉียวซางวางกระเป๋าเป้ลง หยิบกระดาษในกระเป๋าเสื้อออกมา แล้วใช้เทปกาวแปะติดไว้บนกระเป๋าเป้

【ท้าประลองสัตว์อสูร ขอแค่เพียงพ่ายแพ้】

มุมขวาล่างยังมีตัวหนังสือตัวเล็กๆ เขียนไว้ว่า

【รอบละ 50 เหรียญพันธมิตร】

นี่คือวิธีที่เฉียวซางคิดอยู่ตั้งนานกว่าจะคิดออก

หากถามว่าที่ไหนมีผู้ฝึกอสูรระดับ F มากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นโรงเรียนมัธยมปลายสายผู้ฝึกอสูร

การฝึกฝนสัตว์อสูรระดับกลางสักตัวอย่างน้อยก็ต้องใช้เวลา 1-2 ปี ดังนั้นสัตว์อสูรของนักเรียนชั้น ม.4 และ ม.5 ส่วนใหญ่จึงมักจะยังอยู่ในระดับเริ่มต้น

ที่เขียนลงไปว่า 50 เหรียญพันธมิตรก็เพื่อเอาฮาไปงั้นแหละ เฉียวซางไม่คิดว่าจะมีใครยอมมาประลองกับเธอเพื่อเงินแค่นี้หรอก

เธอแค่หวังจะดึงดูดความสนใจของพวกเขาต่างหาก สำหรับพวกนักเรียนมัธยมปลายที่เพิ่งจะได้เป็นผู้ฝึกอสูร เรื่องนี้ก็ถือเป็นความบันเทิงอย่างหนึ่ง ยังไงก็ต้องมีคนยอมท้าประลองกับเธอแน่ๆ

ส่วนเหตุผลที่เลือกโรงเรียนมัธยมปลายสายผู้ฝึกอสูรหางกั่งแห่งที่สามสิบเจ็ด ก็เป็นเพราะโรงเรียนนี้อยู่ใกล้เขตนอกบ้านของเธอมากที่สุด

การเปลี่ยนชุดนักเรียนออกแล้วเดินออกมานอกพื้นที่บ้านก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เจอคนรู้จักนั่นแหละ

ก็แหม การมายืนถือป้าย ‘ขอแค่เพียงพ่ายแพ้’ หน้าโรงเรียนคนอื่นแบบนี้ มันก็เป็นพฤติกรรมที่น่าอับอายขายขี้หน้าอยู่ไม่น้อยเลยล่ะนะ…

เฉียวซางอุ้มหมาเขี้ยวไฟนั่งเงียบๆ อยู่บนม้านั่ง

แม้ว่าโรงเรียนมัธยมปลายสายผู้ฝึกอสูรหางกั่งแห่งที่สามสิบเจ็ดจะยังไม่เลิกเรียน แต่ในสวนสาธารณะหนานเหอก็ยังมีคนอื่นๆ อยู่บ้าง

เวลาที่พวกเขาเดินผ่านเฉียวซาง ก็มักจะอดใจไม่ไหวต้องเหลียวหลังกลับมามอง

ข้อความที่เขียนอยู่บนกระเป๋าเป้มันช่างขัดกับภาพลักษณ์ของเด็กสาวคนนี้เสียจริงๆ

“โฮ่ง!” หมาเขี้ยวไฟเห็นคนอื่นมองมาก็แยกเขี้ยวเห่าใส่หนึ่งที

เอาเถอะ พอมีหมาเขี้ยวไฟตัวนี้อยู่ด้วย ภาพลักษณ์ก็ดูเข้ากันได้ดีขึ้นมาเลยล่ะ…

(จบตอน)

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note