ตอนที่ 95 “ซ้ำเติมคนล้ม”
แปลโดย เนสยังผู้พิพากษาจากศาลอาญาสิทธิ์หลายคนได้ถอยออกไปยืนอยู่ด้านข้าง ปล่อยให้เคานต์วาดิเยร์ ผู้พิพากษาจากศาลสูงสุด ก้าวออกมาข้างหน้า แล้วอ่านคำตัดสินเมื่อครู่นี้ซ้ำอีกครั้งด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะลงชื่อและประทับตราของตนลงไป
เนื่องจากศาลอาญาสิทธิ์ไม่ได้มีอำนาจในการตัดสินคดีอย่างเป็นทางการ พวกเขาจึงต้องให้วาดิเยร์มาทำตามขั้นตอนทางกฎหมายให้ครบถ้วน ถึงจะถือว่าเป็นการตัดสินโทษให้เวซินิเยร์ได้อย่างสมบูรณ์
ในฝูงชนเริ่มมีเสียงประท้วงด้วยความไม่พอใจดังขึ้นมาทันที:
“อำนาจในการตัดสิน! ศาลอาญาสิทธิ์ต้องมีอำนาจในการตัดสินด้วย!”
“เราจะยอมให้พวกผู้พิพากษาหน้าไม่อายพวกนั้น มาพิจารณาคดีกันเองไม่ได้นะ!”
“ศาลสูงสุดมีแต่พวกที่ชอบปกป้องพวกพ้อง!”
“ใช่แล้ว! พวกเขาไม่มีสิทธิ์! ต้องให้ศาลอาญาสิทธิ์เป็นคนพิจารณาคดี!”
เมื่อมีคนเริ่มเปิดประเด็น ไม่นานก็กลายเป็นเสียงตะโกนของคนนับพัน และคำว่า “อำนาจในการตัดสิน” ก็ดังก้องไปทั่วทั้งจัตุรัส
ความจริงแล้ว การให้ศาลอาญาสิทธิ์ราชวงศ์ออกโรงมาในครั้งนี้ ก็คือแผนการของโจเซฟ และคนที่คอยเป็นแกนนำในการตะโกนเรียกร้องอำนาจในการตัดสินคดี ก็คือคนที่เขาเตรียมการเอาไว้ล่วงหน้าแล้วเช่นกัน
โจเซฟอุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมากมาย กว่าจะเจาะช่องโหว่ในศาลสูงสุดได้สำเร็จ เขาย่อมไม่ยอมพลาดโอกาสที่จะซ้ำเติมคนล้ม… อ้อ ไม่สิ ต้องเรียกว่าตามไปบดขยี้สัตว์ประหลาดที่กลุ่มขุนนางใหญ่เลี้ยงดูไว้ให้แหลกเป็นจุณต่างหาก!
จนกระทั่งเวซินิเยร์ถูกหามตัวออกไป และผู้พิพากษาจากศาลอาญาสิทธิ์ให้คำมั่นสัญญากับทุกคนว่า จะนำเรื่องอำนาจในการตัดสินคดีไปกราบทูลให้องค์กษัตริย์ทรงทราบ ประชาชนชาวเมืองจึงค่อยๆ สงบลง
ช่วงบ่ายของวันเดียวกันนั้น ทั่วทั้งศาลสูงสุดต่างก็ถูกปกคลุมไปด้วยบรรยากาศอันมืดมนและสิ้นหวัง แต่ทุกคนกลับต้องทำงานกันอย่างหนักหน่วง เนื่องจากคดีที่เวซินิเยร์เคยเป็นผู้พิจารณานั้นมีจำนวนมากเหลือเกิน ปริมาณงานในการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่จึงมหาศาลมาก ในเวลานี้ พลังงานเกือบทั้งหมดของศาลจึงถูกทุ่มเทไปให้กับเรื่องนี้
และในห้องประชุมบนชั้นสาม ผู้พิพากษาที่เป็นสมาชิกสภาทั้งห้าคน ก็กำลังลงคะแนนเสียงให้กับร่างกฎหมายภาษีฉบับใหม่
“ข้าเห็นด้วยให้มีการจดทะเบียน” ดิโปลเป็นคนแรกที่ยกมือขึ้นกล่าว
ส่วนวาดิเยร์ ก็รีบยกมือขึ้นเร็วกว่าผู้พิพากษาเกรอเลต์ ซึ่งอยู่ฝ่ายเดียวกับดิโปลเสียอีก: “ข้าก็เห็นด้วย”
บาดแผลอันน่าสะดุดตาบนร่างของเวซินิเยร์ยังคงติดตาเขาอยู่ ตอนนี้เขาแค่หวังให้เรื่องราวทั้งหมดนี้จบลงโดยเร็วที่สุด เพื่อที่เขาจะได้กลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเหมือนเมื่อก่อน
ในครั้งนี้ เมื่อไม่มีเวซินิเยร์คอยกดดัน ผู้พิพากษาทั้งสี่คนจึงลงคะแนนเสียงเห็นด้วยกับการจดทะเบียนร่างกฎหมายภาษีอย่างรวดเร็ว
มีเพียงลูโอ ซึ่งเป็นฝ่ายขุนนางเก่าเท่านั้น ที่ทำหน้าบูดบึ้ง และงดออกเสียง
แสงแดดสาดส่องผ่านหน้าต่างห้องประชุม ลงมากระทบกับเอกสารร่างกฎหมายบนโต๊ะ
ดิโปลกวาดสายตามองผู้พิพากษาทุกคน ก่อนจะเปิดเอกสารออก ใช้มือซ้ายบังแสงแดด แล้วใช้มือขวาจรดปากกาเขียนข้อความ “อนุมัติการจดทะเบียน” ลงไป จากนั้นก็ประทับตราของศาลสูงสุดปารีสลงไปอย่างหนักแน่น
ร่างกฎหมายภาษีฉบับนี้ ถูกยืดเยื้อมานานเป็นปี ถูกปฏิเสธมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน จนเป็นเหตุให้เสนาบดีคลังคนก่อนต้องถูกปลดออกจากตำแหน่ง และถูกกลุ่มขุนนางใช้เป็นเครื่องมือในการต่อต้านราชวงศ์มาโดยตลอด แต่ในที่สุด มันก็ผ่านการพิจารณาไปได้สำเร็จ!
ด้วยการวางแผนอย่างรอบคอบของโจเซฟ สถานการณ์ที่อำนาจของขุนนางเพิ่มสูงขึ้น และอำนาจของราชวงศ์ถดถอยลง จึงถูกพลิกกลับมาได้อย่างสิ้นเชิง
พระราชวังแวร์ซายส์
ณ ห้องแสดงดนตรีอันสะดวกสบายและหรูหรา เมื่อพระนางมารี อ็องตัวเน็ตได้ยินข่าวว่า ร่างกฎหมายภาษีที่คอยตามหลอกหลอนพระนางมานานเกือบปี ได้ผ่านการพิจารณาเรียบร้อยแล้ว พระนางก็ดีใจจนแทบจะลุกขึ้นมาเต้นรำเสียเดี๋ยวนั้นเลย พระนางได้กล่าวชื่นชมบรีแอนน์อย่างมากมาย และไม่หวงแหนคำสรรเสริญเยินยอเลยแม้แต่น้อย
จากนั้น ผู้พิพากษาจากศาลอาญาสิทธิ์ก็นำเรื่องที่กลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องให้มอบอำนาจในการตัดสินคดีมากราบทูลให้พระนางทรงทราบ
พระราชินีที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับศาลสูงสุดมานานแสนนาน จะยอมปล่อยโอกาสที่จะได้ระบายความอัดอั้นนี้ไปได้อย่างไร พระนางจึงไม่ลังเลที่จะลงนามในพระราชกฤษฎีกา มอบหมายให้ศาลอาญาสิทธิ์ราชวงศ์มีอำนาจในการพิจารณาคดีทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเวซินิเยร์ทันที
และเมื่อบรรดาขุนนางได้รับทราบข่าวนี้ แม้พวกเขาจะอยากคัดค้านใจแทบขาด แต่ก็ไม่มีใครกล้าแสดงออกมาชัดเจน
ในเวลานี้ เรื่องของเวซินิเยร์กำลังเป็นที่ฮือฮาไปทั่ว หากใครกล้าเอ่ยปากปฏิเสธ ก็จะต้องถูกมองว่าเป็นพวกเดียวกับผู้พิพากษากังฉิน และเตรียมตัวรอรับคำสาปแช่งจากชาวปารีสทั้งเมืองได้เลย
ตอนนี้ อำนาจในการควบคุมสื่อไม่ได้อยู่ในมือของพวกเขาแล้ว การจะไปบิดเบือนความจริงนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
ทว่า พระราชินีก็ทรงรู้สึกกังวลกับเหตุการณ์ที่ประชาชนนับพันไปชุมนุมประท้วงอยู่ที่หน้าศาลสูงสุดนานกว่าหนึ่งเดือนเช่นกัน ไม่มีผู้ปกครองคนไหนที่จะไม่รู้สึกกังวลกับการชุมนุมประท้วงตามท้องถนนขนาดใหญ่เช่นนี้
ดังนั้น พระนางจึงสั่งให้บรีแอนน์รีบหาวิธีสลายการชุมนุมโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ปารีสกลับมาสงบสุขเหมือนเดิม
เมื่อโจเซฟได้ทราบข่าวการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาเกี่ยวกับคดีของเวซินิเยร์ เขาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที เพราะหลังจากนี้ การดำเนินการทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นมาก
เดิมที เขาคิดว่าด้วยนิสัยที่ชักช้าและลังเลของพระราชินี เขาคงจะต้องไปเกลี้ยกล่อมพระนางพร้อมกับบรีแอนน์อีกหลายรอบ แต่ไม่คิดเลยว่าครั้งนี้พระนางจะทรงตัดสินพระทัยได้อย่างเด็ดขาดขนาดนี้
บางทีอาจเป็นเพราะความสำเร็จของร่างกฎหมายภาษี ที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในจิตใต้สำนึกของพระนางก็เป็นได้
หลังจากนี้ ขอเพียงให้ผู้พิพากษาศาลอาญาสิทธิ์ออกแรงอีกสักหน่อย ศาลสูงสุดก็น่าจะถึงคราวต้องพังทลายลงมาแล้ว
ณ ห้องรับแขกของมกุฎราชกุมาร ผู้พิพากษาศาลอาญาสิทธิ์ทั้งสามคนกำลังนั่งอยู่บนโซฟาด้วยความนอบน้อม และมีท่าทีตั้งอกตั้งใจฟัง
พวกเขาได้รับรู้มาจากคำพูดของอาร์ชบิชอปบรีแอนน์แล้วว่า การที่พวกเขาได้มีโอกาสไปมีบทบาทในศาลสูงสุดในครั้งนี้ เป็นเพราะมกุฎราชกุมารทรงประทานโอกาสให้
โจเซฟยิ้มมองพวกเขาทั้งสามคน แล้วถามว่า: “ไม่ทราบว่าทั้งสามท่านมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับอนาคตของศาลอาญาสิทธิ์บ้าง?”
ผู้พิพากษาทั้งสามมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ศาลอาญาสิทธิ์นอกจากจะมีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายให้กับบรรดาขุนนางในแวร์ซายส์แล้ว ยังจะมีความคิดอะไรได้อีกล่ะ?
โจเซฟยังคงชี้แนะต่อไป: “หากการพิจารณาคดีของเวซินิเยร์ในครั้งนี้เป็นไปได้ด้วยดี บางทีอาจจะกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติขึ้นมาเลยก็ได้ ว่าในอนาคต คดีที่เกี่ยวข้องกับผู้พิพากษาหรืออัยการ จะต้องให้ศาลอาญาสิทธิ์เป็นผู้รับผิดชอบ”
ดวงตาของทั้งสามคนทอประกายขึ้นมาทันที
ผู้พิพากษาที่อายุมากที่สุดสามารถจับประเด็นสำคัญจากคำพูดของมกุฎราชกุมารได้อย่างเฉียบแหลม เขาจึงรีบถามว่า: “ฝ่าบาท ขอประทานอนุญาตทูลถาม แล้วต้องพิจารณาคดีแบบไหนถึงจะเรียกว่า ‘เป็นไปได้ด้วยดี’ หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
โจเซฟตอบด้วยน้ำเสียงขึงขัง: “ลงโทษเวซินิเยร์อย่างเด็ดขาด และคืนความยุติธรรมให้กับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการตัดสินที่ไม่เป็นธรรม”
“พระองค์ทรงหมายถึง การรื้อฟื้นคดีเก่าของเขาขึ้นมาพิจารณาใหม่หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
โจเซฟพยักหน้า: “ต้องรีบปิดคดีให้เร็วที่สุด และต้องลงโทษให้หนัก”
ผู้พิพากษาทั้งสามเคยอ่านบันทึกคดีพวกนั้นมาบ้างแล้ว จึงมีคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความลำบากใจ: “ฝ่าบาท คดีเหล่านั้นหลายคดีเกิดขึ้นมานานหลายปีแล้ว แถมหลักฐานก็หายไปเยอะมากด้วย…”
โจเซฟแค่นยิ้มเย็น: “ตอนที่เวซินิเยร์ตัดสินคดีพวกนั้น เขาเคยสนใจหลักฐานด้วยหรือ?”
ผู้พิพากษาที่อายุมากที่สุดเข้าใจความหมายของมกุฎราชกุมารได้ทันที เขาจึงพยักหน้ารับ: “ฝ่าบาท พวกหม่อมฉันทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ ว่าควรจะทำอย่างไร”
โจเซฟยังกล่าวให้กำลังใจพวกเขาอีกว่า: “ในเวลานี้ เวซินิเยร์คือสัญลักษณ์แห่งความชั่วร้าย ทุกคนล้วนอยากให้เขาตายๆ ไปซะ ไม่มีใครมาสนใจหรอกว่าขั้นตอนการพิจารณาคดีมันจะไม่สมเหตุสมผลตรงไหน”
วันรุ่งขึ้น ณ จัตุรัสหน้าศาลสูงสุด การพิจารณาคดีของเวซินิเยร์ก็ดำเนินต่อไปอย่างเปิดเผย
มีเหยื่อจากคดีที่เวซินิเยร์เคยตัดสินอย่างไม่เป็นธรรมเดินทางมาร่วมงานด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่มารัตไปรับมา
เมื่อการพิจารณาคดีเริ่มต้นขึ้น ประชาชนนับพันคนที่ยืนดูอยู่ก็เงียบกริบลงทันที
และสิ่งที่เกินความคาดหมายของทุกคนก็คือ ใช้เวลาเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง คดีที่เกิดขึ้นเมื่อสามปีก่อนก็ถูกสั่งให้กลับคำตัดสิน ฆาตกรที่เคยถูกปล่อยตัวไปในตอนนั้น จะต้องถูกจับกุมตัวกลับมารับโทษ ส่วนเวซินิเยร์ก็ถูกตั้งข้อหาเพิ่มอีกหลายกระทง ไม่ว่าจะเป็นการรับสินบน ให้ความคุ้มครองอาชญากร และแก้ไขคำให้การ
ฝูงชนระเบิดเสียงโห่ร้องยินดีอย่างยาวนาน ส่วนครอบครัวของเหยื่อในคดีนั้นก็ถึงกับคุกเข่าลงกับพื้น ร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางทำเครื่องหมายกางเขนที่หน้าอก
(จบตอน)

0 Comments