ตอนที่ 84 บูมเมอแรงแห่งกระแสสังคม
แปลโดย เนสยังโจเซฟเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่แฝงความตื่นเต้น:
“ข้าได้อ่านบทความของท่านมาหลายชิ้นแล้ว และก่อนหน้านี้ก็รู้สึกแปลกใจมาตลอด ว่าทำไมท่านในฐานะที่เป็นนักสู้เพื่อเสรีภาพ ถึงไม่เคยโจมตีสถานที่ที่สกปรกโสมมและดำมืดที่สุดในปารีสเลย จนกระทั่งข้าได้มาเห็นบทความของท่าน ถึงได้รู้ว่าข้าเข้าใจท่านผิดไป”
มารัตกะพริบตาด้วยความงุนงง: “สถานที่ที่สกปรกโสมมและดำมืดที่สุดที่คุณพูดถึง คือที่ไหนหรือครับ?”
โจเซฟกำหมัดแน่นแล้วเอ่ยว่า: “ก็ต้องเป็นศาลสูงสุดสิ! ที่นั่นเต็มไปด้วยการซื้อขายอำนาจ และคอยสร้างคดีอยุติธรรมอยู่ตลอดเวลา พวกผู้พิพากษาใช้ความทุกข์ทรมานของเหยื่อมาเป็นเครื่องมือในการกอบโกยความมั่งคั่ง ที่นั่นแหละคือต้นตอของความทุกข์ยากทั้งหมดของประชาชนชาวปารีส!”
เขาไม่ได้ใส่ร้ายศาลสูงสุดเลยแม้แต่น้อย ตามบันทึกในประวัติศาสตร์ยุคหลัง ศาลสูงสุดในยุคนี้คือสถานที่ที่เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชันมากที่สุดในฝรั่งเศส และไม่มีใครเทียบได้เลย!
เนื่องจากการที่ตำแหน่งผู้พิพากษาเริ่มถูกสืบทอดทางสายเลือด ผนวกกับอำนาจของผู้พิพากษาที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การจะชนะคดีได้นั้น ขึ้นอยู่กับการติดสินบนผู้พิพากษาแต่เพียงอย่างเดียว
ส่งผลให้ประชาชนระดับล่างจำนวนมาก เมื่อเกิดปัญหาขึ้น พวกเขาก็ยอมไปขอความช่วยเหลือจากพวกแก๊งอันธพาล แทนที่จะไปพึ่งพาศาล
จนกระทั่งเมื่อจักรพรรดินโปเลียนขึ้นครองอำนาจ และได้ทำการจัดระเบียบระบบตุลาการอย่างจริงจัง ศาลถึงได้เริ่มกลับมาใสสะอาดขึ้นบ้าง
มารัตขมวดคิ้ว เขาเป็นคนที่มีเครือข่ายข่าวกรองกว้างขวาง ย่อมต้องรู้เรื่องราวสกปรกโสมมในศาลสูงสุดเป็นอย่างดี
เมื่อเทียบกับศาลสูงสุดแล้ว พวกข้าราชการในหน่วยงานอื่นๆ นั้นดูใสสะอาดราวกับเด็กสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเลยทีเดียว
โจเซฟกล่าวต่อ: “บทความนั้นของท่านเขียนได้ยอดเยี่ยมมาก ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การขัดขวางร่างกฎหมายภาษีอันน่าไม่อายของศาลสูงสุด และแฉความสัมพันธ์อันสกปรกระหว่างพวกเขากับบรรดาขุนนาง!”
เมื่อมารัตได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกละอายใจเล็กน้อย ในบทความของเขาเพียงแค่เอ่ยถึงว่า ร่างกฎหมายนี้เป็นประโยชน์ต่อการคลังของประเทศ ศาลไม่มีเหตุผลอันควรที่จะปฏิเสธ และการที่ศาลปฏิเสธการจดทะเบียนติดต่อกันถึงสามครั้ง ก็น่าจะมีเงื่อนงำอะไรแอบแฝงอยู่
แต่มันก็ยังห่างไกลจากคำว่า “วิพากษ์วิจารณ์” อย่างที่คุณซาเวียร์พูดไว้มากนัก
โจเซฟเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงอันเร่าร้อนราวกับกำลังขึ้นเวทีปราศรัย: “เนื่องจากศาลสูงสุดกุมอำนาจในการตรวจสอบและเซ็นเซอร์สื่อสิ่งพิมพ์ ทำให้ไม่มีสำนักพิมพ์ใดกล้าออกมาแฉความชั่วร้ายของพวกเขา แต่ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะประกาศสงครามกับพวกเขา! ต่อให้สำนักพิมพ์ของข้าจะต้องถูกสั่งปิด ต่อให้ข้าจะต้องถูกจับเข้าคุก ข้าก็จะไม่เสียใจเลย! อย่างน้อยข้าก็ได้เคยร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับคุณมารัตผู้ทรงเกียรติแล้ว!”
มารัตฟังคำประกาศอันหนักแน่นของเขา จู่ๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนขี้ขลาดตาขาวไปเลย
เพราะลึกๆ แล้วเขาก็รู้ดีว่า การเขียนสิ่งที่เกี่ยวข้องกับศาลสูงสุดนั้น มักจะผ่านการตรวจสอบได้ยาก เขาจึงมักจะหลีกเลี่ยงที่จะเขียนถึงเรื่องนี้โดยไม่รู้ตัว ซึ่งความขี้ขลาดนี้เอง ที่ทำให้ความชั่วร้ายและความอยุติธรรมมากมายต้องถูกฝังกลบไว้ภายใต้คำโกหกหลอกลวง
คุณซาเวียร์ที่ยังหนุ่มแน่นคนนี้ต่างหาก ถึงจะเป็นนักสู้ที่แท้จริง!
โจเซฟมองดูสีหน้าของมารัต ในใจก็คิดว่าความสำเร็จหรือความล้มเหลวก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจในครั้งนี้แล้ว เขาจึงสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วเอ่ยว่า: “คุณมารัต ข้ารู้ดีว่าเรื่องนี้มันอันตรายมาก ต่อให้ท่านจะเลือกถอนตัว ข้าก็เข้าใจท่านเสมอ แต่ข้าจะยังคงต่อสู้เพื่อประชาชนชาวฝรั่งเศสต่อไป จนกว่าจะถึงที่สุด!”
มารัตสัมผัสได้ถึงเลือดที่สูบฉีดพลุ่งพล่าน เขาผุดลุกขึ้นยืน กำหมัดแน่น และเอ่ยอย่างจริงจังว่า: “ผมจะร่วมต่อสู้ไปกับคุณ เพื่อเปิดโปงความชั่วร้ายของศาลสูงสุด! และทวงคืนความยุติธรรมและศักดิ์ศรีของระบบศาลกลับคืนมาให้ประชาชน!”
…
ชานเมืองทางตะวันตกของปารีส ณ ฐานที่มั่นของสำนักข่าวกรองฯ
โจเซฟเดินผ่านห้องที่มีป้ายแขวนไว้ว่า “หน่วยข่าวกรอง”, “หน่วยปฏิบัติการ”, “หน่วยทรัพยากร” ฯลฯ อย่างรวดเร็ว โดยมีฟูเช่และเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ เดินตามมาเป็นผู้ติดตาม จนกระทั่งมาถึงห้องทำงานของหัวหน้าซึ่งอยู่สุดทางเดิน
สำนักข่าวกรองฯ พัฒนาไปอย่างรวดเร็วมาก เมื่อครู่นี้ฟูเช่เพิ่งจะรายงานความคืบหน้าให้เขาทราบอย่างคร่าวๆ ในตอนนี้สำนักข่าวกรองฯ มี “สายลับ” มากกว่าสี่ร้อยคนแล้ว และยังมีสายข่าวแฝงตัวอยู่ทั่วทุกมุมเมืองในปารีส
หน่วยงานสำคัญๆ อย่าง ศาลาว่าการ ศาล และสถานทูต ต่างก็มีเครือข่ายข่าวกรองที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งจะคอยรวบรวมและรายงานข่าวสารทุกวัน
โจเซฟนั่งลงที่โต๊ะทำงาน เขาเริ่มจากการกล่าวชื่นชมการทำงานที่ยอดเยี่ยมของฟูเช่และคนอื่นๆ ก่อนจะเริ่มมอบหมายภารกิจ: “สำนักข่าวกรองฯ จะต้องสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน และการก่ออาชญากรรมของผู้พิพากษาในศาลสูงสุด และเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ ให้ละเอียดและชัดเจน ภายในเวลาหนึ่งเดือน!”
อันที่จริง เรื่องพวกนี้เขาให้คนไปสั่งฟูเช่เอาก็ได้ แต่เนื่องจากมันเกี่ยวข้องกับอนาคตทางการเมืองของเขา เขาจึงตัดสินใจเดินทางมาที่สำนักข่าวกรองฯ ด้วยตัวเอง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของภารกิจนี้
“และยังมีดุ๊กเดอแซวิล, เคานต์เซรูริเยร์…” เขามองดูรายชื่อในมือ แล้วอ่านชื่อออกมาสิบกว่าชื่อ ซึ่งล้วนเป็นขุนนางใหญ่ที่สนับสนุนการปลดบรีแอนน์ ตามที่ซูเมียลได้กล่าวไว้ในการประชุมคณะรัฐมนตรีทั้งสิ้น
“คนพวกนี้ก็ต้องตรวจสอบให้ละเอียดเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชู้สาว การหลีกเลี่ยงภาษี หรือแม้แต่การทำร้ายร่างกายคนรับใช้ อะไรที่สืบหาได้ ก็สืบมาให้หมด!”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!”
โจเซฟบอกชื่อถนนและหมายเลขบ้านไปอีกชุด แล้วหันไปสั่งฟูเช่: “นี่คือที่อยู่ของมารัต”
ฟูเช่ถามด้วยความสงสัย: “หมายถึง ฌอง-ปอล มารัต คนนั้นน่ะหรือพ่ะย่ะค่ะ? พวกที่ต่อต้านราชวงศ์หัวชนฝานั่นน่ะหรือ?”
โจเซฟพยักหน้า: “ในตอนนี้เขาก็ถือว่าเป็น ‘พวกเรา’ แล้ว ท่านสามารถให้ลูกน้องของท่านไปเป็นสายข่าวให้เขา แล้วนำข้อมูลลับเกี่ยวกับศาลสูงสุดที่พวกท่านสืบมาได้ไปมอบให้เขาเลย”
เมื่อครู่นี้ เขาเพิ่งจะสามารถหลอกล่อให้มารัตซึ่งเป็นเหมือน “ปลาปิรันย่า” หันเหความสนใจไปยังศาลสูงสุดได้สำเร็จ เขาจำเป็นต้องทำให้เหยื่อมีบาดแผลเสียก่อน “ปลาปิรันย่า” ถึงจะยอมกัดกินอย่างตะกละตะกลามมากยิ่งขึ้น
…
ศาลสูงสุดปารีส
ภายในห้องพักของผู้พิพากษาบนชั้นสอง ผู้พิพากษาเวซินิเยร์ (Vesiniere) ขยำหนังสือพิมพ์ปาใส่หน้าเจ้าหน้าที่ที่อยู่ตรงหน้าอย่างแรง พร้อมกับตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยว: “พวกแกกำลังทำบ้าอะไรกันอยู่?! ถึงได้ปล่อยให้เรื่องแบบนี้ผ่านการตรวจสอบสื่อไปได้!”
เจ้าหน้าที่คนนั้นค่อยๆ เก็บหนังสือพิมพ์ขึ้นมาคลี่ออกดู ก็พบว่ามันคือหนังสือพิมพ์ “ปารีส คอมเมอร์เชียล นิวส์” และมีพาดหัวข่าวหน้าแรกเขียนไว้ว่า 《อันตรายจากการสืบทอดตำแหน่งผู้พิพากษาในศาลสูงสุด》
เขาขมวดคิ้ว แล้วมองไปที่หนังสือพิมพ์ “ข่าวสารและภาพประกอบ” อีกฉบับ ซึ่งมีพาดหัวข่าวเขียนไว้ว่า 《การอภิปรายเรื่องขอบเขตอำนาจของศาลสูงสุด》
เขารีบแก้ตัวเป็นพัลวัน: “เคานต์เวซินิเยร์ บทความเหล่านี้ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลยนะขอรับ เมื่อวานกระผมตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว แม้ว่ามันอาจจะมีเนื้อหาที่ชี้นำหรือทำให้เกิดความเข้าใจผิดอยู่บ้าง…”
ผู้พิพากษาจมูกงุ้มราวกับเหยี่ยวที่อยู่ข้างๆ เวซินิเยร์ขมวดคิ้วถาม: “แกแน่ใจหรือ?”
เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเรื่องการตรวจสอบสื่อพูดตะกุกตะกัก: “บางที กระผมอาจจะสั่งให้พวกเขาเปลี่ยนหัวข้อข่าวใหม่ก็ได้ขอรับ”
เวซินิเยร์ทำหน้าบึ้งตึง: “มาตรฐานการตรวจสอบของแก มันควรจะเข้มงวดกว่านี้นะ!”
เจ้าหน้าที่คนนั้นรีบก้มหน้าลงตอบรับทันที: “ขอรับ ใต้เท้า กระผมจะไม่ปล่อยให้มีบทความลักษณะนี้หลุดออกไปอีกอย่างแน่นอนขอรับ”
เวซินิเยร์หันไปบอกผู้พิพากษาที่อยู่ข้างๆ: “ให้เลอเนพาคนไปที่สำนักพิมพ์นั้น แล้วหาข้ออ้างอะไรก็ได้ สั่งปิดมันไปซะเลยก็แล้วกัน”
“ท่านพูดถูก ข้าจะไปสั่งการเขาเดี๋ยวนี้เลย”
สองชั่วโมงต่อมา ตำรวจตรวจสื่อสิ่งพิมพ์กว่าสามสิบนายก็ถือไม้พลองและโล่ ไปปิดล้อมทางเข้าออกของสำนักพิมพ์ปารีส คอมเมอร์เชียล นิวส์ไว้
ตำรวจตรวจสื่อสิ่งพิมพ์ แม้จะใช้ชื่อว่า “ตำรวจ” แต่พวกเขากลับไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของกรมตำรวจ แต่มีหน้าที่คล้ายกับเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งขึ้นตรงต่อศาล
เลอเน หัวหน้าตำรวจตรวจสื่อสิ่งพิมพ์พาลูกน้องสองสามคนเดินจ้ำอ้าวเข้าไปในสำนักพิมพ์ เขาคว้าตัวคนงานคนหนึ่งมา แล้วตะคอกถาม: “ใครเป็นผู้รับผิดชอบที่นี่?”
คนงานคนนั้นชี้มือชี้ไม้ไปทางห้องทำงานของเดอนีโคด้วยความหวาดกลัว เลอเนผลักเขาออกไป แล้วพุ่งพรวดเข้าไปในห้องทำงานนั้นทันที เขาชี้หน้าเดอนีโคแล้วตะโกนสั่ง: “แกคือผู้รับผิดชอบที่นี่ใช่ไหม? สั่งให้ทุกคนไปรวมตัวกันที่ลานว่างตรงโน้นเดี๋ยวนี้ ข้าจะทำการตรวจค้นอย่างละเอียด!”
ทว่า ยังไม่ทันที่เดอนีโคจะได้ตอบกลับ เลอเนก็ได้ยินเสียงนกหวีดดังมาจากข้างนอกสำนักพิมพ์เสียก่อน
เลอเนหันกลับไปมอง ก็เห็นตำรวจในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินกว่าสิบนายกำลังวิ่งเรียงแถวเข้ามาตามเสียงนกหวีด
เขาเดินเข้าไปหาด้วยความสงสัย ยกหมวกทำความเคารพตำรวจที่เป็นหัวหน้า: “ขอโทษนะ พวกท่านกำลังจะมาจับกุมคนร้ายหรือ?”
ตำรวจนายนั้นปรายตามองเขา แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา: “แล้วพวกท่านมาทำอะไรที่นี่ล่ะ?”
เลอเนหยิบเอกสารจากศาลออกมาแสดงให้ดู: “สำนักพิมพ์แห่งนี้อาจจะมีสิ่งของต้องห้ามซ่อนอยู่ ข้าได้รับคำสั่งให้มาตรวจค้นที่นี่!”
แต่ตำรวจหัวหน้าชุดกลับทำเป็นไม่สนใจ และสั่งการว่า: “สั่งให้คนของท่านออกไปจากสำนักพิมพ์เดี๋ยวนี้เลย”
เลอเนกะพริบตา ชูเอกสารจากศาลขึ้นมาอีกครั้ง: “ข้ากำลังปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง ขอให้ท่าน…”
ตำรวจหัวหน้าชุดโบกมือ ตำรวจที่อยู่ด้านหลังเขาก็เข้าแถวเรียงเป็นสองหน้ากระดานทันที แถวหน้าใช้ไม้ง่ามกันจลาจลชี้ไปทางพวกตำรวจตรวจสื่อสิ่งพิมพ์ ส่วนแถวหลังก็ดึงนกสับปืนเตรียมยิง
เลอเนมองดูปากกระบอกปืนที่ดำทะมึน ก็ถึงกับคอหดด้วยความกลัว แต่ก็ยังคงทำใจดีสู้เสือตะโกนกลับไป: “พวกท่านคิดจะทำอะไร?!”
ตำรวจหัวหน้าชุดยิ้มบางๆ: “หน้าที่ของข้าคือการป้องกันไม่ให้มีคนนอกเข้ามาก่อกวนการทำงานของสำนักพิมพ์แห่งนี้ ขอให้พวกท่านออกไปเดี๋ยวนี้!”
เลอเนยังคิดจะขัดขืน แต่เขากลับเห็นว่ามีตำรวจอีกชุดหนึ่งเดินทางมาสมทบ และได้เข้าปิดล้อมพวกตำรวจตรวจสื่อสิ่งพิมพ์ที่อยู่หน้าประตูไว้หมดแล้ว
ลูกน้องของเขาที่ทำงานเป็นตำรวจตรวจสื่อสิ่งพิมพ์นั้น ปกติก็มักจะทำแต่งานตรวจค้นหนังสือต้องห้าม หรือไม่ก็ปิดสำนักพิมพ์ พวกเขาจึงไม่กล้าไปงัดข้อกับพวกตำรวจรักษาความสงบเรียบร้อยที่มีอาวุธครบมือหรอก พวกเขาจึงพากันจับกลุ่มยืนรวมกันอย่างว่าง่าย
เลอเนรีบพยักหน้าอย่างลนลาน: “ก็ได้ๆ พวกเราไปแล้ว”
จากนั้น เขาก็พาลูกน้องหลายสิบคน เดินคอตกออกจากสำนักพิมพ์ไปอย่างน่าเวทนา
โจเซฟคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าศาลสูงสุดจะต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมสกปรกมาเล่นงานสำนักพิมพ์ของเขา เขาจึงได้กำชับกับเบซองซงไว้ก่อนแล้ว
และเบซองซงก็จัดการสร้างป้อมตำรวจไว้ที่ฝั่งตรงข้ามสำนักพิมพ์เลย แถมยังเพิ่มกำลังตำรวจลาดตระเวนในละแวกนั้นอีกเป็นเท่าตัว เพื่อให้มั่นใจว่าสำนักพิมพ์จะสามารถดำเนินงานต่อไปได้อย่างราบรื่น
เมื่อเลอเนกลับไปรายงานสถานการณ์ให้เบื้องบนทราบ และถูกผู้บังคับบัญชาด่าทออย่างหนัก เขาก็จำต้องพาตำรวจตรวจสื่อสิ่งพิมพ์จำนวนมากขึ้นมาที่สำนักพิมพ์อีกครั้ง แต่กลับพบว่าด้านนอกสำนักพิมพ์มีตำรวจยืนถือปืนตั้งด่านรออยู่ก่อนแล้ว ทำให้พวกเขาไม่สามารถเข้าใกล้แม้แต่ประตูหน้าได้เลย
วันรุ่งขึ้น บทความหลายบทความของ “ปารีส คอมเมอร์เชียล นิวส์” และ “ข่าวสารและภาพประกอบ” ก็ไม่ผ่านการตรวจสอบสื่อจริงๆ พวกเขาจึงต้องนำบทความที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรมาลงแทน เพื่ออุดหน้ากระดาษที่ว่างอยู่
แต่ในช่วงบ่ายของวันเดียวกันนั้น ก็มีแผ่นพับจำนวนมหาศาลถูกตีพิมพ์ออกมา ซึ่งเนื้อหาในนั้นก็คือบทความที่ไม่ผ่านการตรวจสอบเหล่านั้นนั่นเอง แถมยังมีบทความวิจารณ์เรื่อง 《ศาลสูงสุดเหยียบย่ำเสรีภาพในการตีพิมพ์》 แนบมาด้วย
ส่วนบนหน้าแรกของแผ่นพับอีกฉบับหนึ่ง ก็มีพาดหัวข่าวว่า 《ช็อก! ตำรวจตรวจสื่อสิ่งพิมพ์บุกรุกใช้ความรุนแรง! จุดประสงค์ที่แท้จริงก็คือ…》
เนื้อหาหลักของแผ่นพับทั้งสองฉบับยังคงเป็นนิยายแนวแอคชั่นแฟนตาซีที่สนุกสุดเหวี่ยง ผนวกกับราคาที่แสนจะถูก ทำให้มันถูกขายออกไปกว่าหมื่นเล่มในเวลาอันรวดเร็ว และแพร่กระจายไปทั่วทุกตรอกซอกซอยในปารีส
สองวันต่อมา ด้วยกระแสที่ก่อตัวขึ้นจากแผ่นพับเหล่านั้น ก็เริ่มมีนักข่าวและคนในแวดวงสื่อสิ่งพิมพ์ไปรวมตัวกันประท้วงที่หน้าศาลสูงสุด เพื่อเรียกร้องไม่ให้ศาลเข้าไปแทรกแซงเสรีภาพในการตีพิมพ์ พวกเขายืนยันว่า บทความของ “ปารีส คอมเมอร์เชียล นิวส์” ไม่มีเนื้อหาที่เป็นสิ่งของต้องห้าม จึงสมควรที่จะผ่านการตรวจสอบ
นอกจากนี้ ก็มีนักข่าวบางคนเริ่มจัดการปราศรัยตามท้องถนน เพื่อโจมตีการใช้ความรุนแรงของศาลสูงสุด ในการคุกคามสำนักพิมพ์ที่ไม่ได้มีความผิดอะไรเลย
ประชาชนชาวปารีสรู้สึกไม่พอใจกับการทุจริตคอร์รัปชันของศาลสูงสุดมานานแล้ว ผู้คนจำนวนมากจึงมารวมตัวกันล้อมรอบผู้ปราศรัย ต่างพากันพูดคุยสนับสนุน และส่งเสียงโห่ร้องอย่างกระตือรือร้นเป็นระยะๆ
แม้ว่าตามกฎหมายของปารีส จะห้ามไม่ให้มีการจัดการปราศรัยโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ตำรวจปารีสกลับได้รับคำสั่งว่า หากเป็นการปราศรัยที่เกี่ยวข้องกับศาลสูงสุด ก็ให้ทำเป็นหลับตาข้างหนึ่งไป และห้ามเข้าไปก้าวก่ายโดยเด็ดขาด
(จบตอน)

0 Comments