ตอนที่ 58 ระบำซาราแบนด์
แปลโดย เนสยังสายตาของเหล่าคุณหญิงคุณนายต่างพากันพุ่งเป้าไปที่มาดามซองเบร็องในทันที และเมื่อนางเสนอไอเดียสำหรับงานเต้นรำออกมา เสียงหัวเราะครื้นเครงก็ดังระงมไปทั่วบริเวณทันที
“หม่อมฉันว่าวิธีนี้ไม่เลวเลยนะเพคะ” เคาน์เตสเดอโบนีญักเป็นคนแรกที่สนับสนุน
พระนางมารี อ็องตัวเน็ตพยักหน้าพลางแย้มพระสรวล: “เป็นเรื่องที่น่าสนุกมาก ปีนี้ก็เอาตามนี้แหละ”
บรรดาคุณหญิงคุณนายต่างก็พากันเห็นพ้องต้องกัน “งานเต้นรำสวมหน้ากากในปีนี้ จะต้องออกมายอดเยี่ยมมากแน่ๆ!”
“มาดามซองเบร็องช่างเปี่ยมไปด้วยสติปัญญาเสียจริงๆ”
“หม่อมฉันเตรียมตัวจะเต้นให้ยับยันเช้าเลยเพคะ”
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ในพระตำหนักของมกุฎราชกุมารก็มีใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยปรากฏตัวขึ้น
เย้ายวน มีเสน่ห์ ดึงดูดสายตาของชายหนุ่มทุกคนที่พบเห็น นางก็คือมาดามซองเบร็องนั่นเอง
ในพระราชวังแวร์ซายส์นั้น มีธรรมเนียมที่ให้ขุนนางชั้นผู้ใหญ่คอยปรนนิบัติรับใช้สมาชิกในราชวงศ์อยู่แล้ว อย่างเช่นในยามที่พระราชินีทรงตื่นบรรทมในตอนเช้า ก็มักจะมีชายาของเจ้าชายหรือดุ๊กมาคอยช่วยแต่งตัวให้อยู่เสมอ
แม้ว่าฐานะของมาดามซองเบร็องจะไม่ได้สูงส่งมากนัก แต่ก็ถือว่าเพียงพอที่จะมารับหน้าที่จัดการงานจิปาถะในพระตำหนักของมกุฎราชกุมารได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่นางได้มอบของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ให้กับบรรดานางกำนัลของมกุฎราชกุมารไปแล้ว นางก็สามารถแทรกซึมไปอยู่ได้ทุกที่ ยกเว้นงานเฉพาะเจาะจงที่มีคนรับผิดชอบอยู่แล้วเท่านั้น
มาดามซองเบร็องเป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวมาก นางมักจะถือแจกันหรือผ้าปูโต๊ะไปปรากฏตัวในระยะสายตาของมกุฎราชกุมารอยู่บ่อยๆ แล้วแกล้งทำเป็นให้นางกำนัลคนอื่นๆ เรียกชื่อนาง แต่กลับไม่ยอมให้มกุฎราชกุมารได้มีโอกาสสนใจนางตรงๆ เลยแม้แต่น้อย
โจเซฟไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ามีนางกำนัลคนใหม่เพิ่มเข้ามาในพระตำหนัก เพราะในพระราชวังแวร์ซายส์มีหญิงสาวเดินเพ่นพ่านไปมามากเหลือเกิน แต่หลังจากที่ได้เห็นหน้านางอยู่หลายวัน เขาก็เริ่มจะคุ้นหน้านางขึ้นมาบ้างแล้ว
เวลาหนึ่งสัปดาห์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว และในที่สุดวันเทศกาลเซนต์นิโคลัสก็มาถึง
โจเซฟเดินหน้ามุ่ยออกมาจากห้องหนังสือ ภายใต้การเร่งเร้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าของบรรดานางกำนัล
เคาน์เตสเดอโบนีญัก นางกำนัลคนสนิทของพระราชินีเดินถือชุดเดรสยาวสีดำเข้ามาด้วยตัวเอง และกวักมือเรียกให้นางกำนัลคนอื่นๆ เข้ามาช่วย
ใบหน้าของโจเซฟดำคล้ำยิ่งกว่าสีของชุดเดรสตัวนั้นเสียอีก หากไม่ใช่เพราะเคาน์เตสเดอโบนีญัก ซึ่งเปรียบเสมือนหัวหน้าฝ่ายในของพระราชวังเป็นคนมาคุมด้วยตัวเองล่ะก็ เขาคงจะหนีเตลิดออกจากพระราชวังแวร์ซายส์ไปแล้ว
เหล่านางกำนัลต่างก็ช่วยกันถอดเสื้อโค้ตและกางเกงรัดรูปของเขาออกอย่างเร่งรีบ เคาน์เตสเดอโบนีญักรีบสวมชุดเดรสสีดำนั้นลงบนตัวเขาอย่างนุ่มนวล จากนั้นก็ช่วยดึงแขนของเขาให้โผล่ออกมาจากแขนเสื้อ ก่อนจะใช้แรงดึงเชือกรัดคอร์เซ็ต (Corset) ที่อยู่ด้านหลังกระโปรงจนแน่น
โจเซฟรู้สึกเจ็บจนแทบจะหายใจไม่ออก เขารีบร้องตะโกนว่า: “เบาๆ หน่อย เบาๆ หน่อย จะขาดใจตายอยู่แล้ว!”
“งานเต้นรำใกล้จะเริ่มแล้วเพคะ ขอฝ่าบาททรงให้ความร่วมมือด้วยเถิดเพคะ” เคาน์เตสเดอโบนีญักสวมผ้าคลุมไหล่ผ้าไหมเนื้อบางเบาให้เขาอีกชั้น หยิบวิกผมทรงสูงที่ประดับด้วยขนนกมาสวมลงบนศีรษะของเขาอย่างประณีต ก่อนจะถอยหลังไปกวาดสายตามองและพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “อืม พอดีเป๊ะเลยเพคะ”
โจเซฟก้มมองดูชุดเดรสที่ตัวเองสวมอยู่ ในใจคิดเพียงแค่อยากจะอัดคนที่คิดไอเดียนี้ให้ยับ ชาติก่อนฉันเป็นชายแท้ทั้งแท่ง แต่ในศตวรรษที่ 18 ดันถูกจับแต่งหญิงซะงั้น
ใช่แล้ว ธีมของงานเต้นรำสวมหน้ากากในครั้งนี้ก็คือ “การสลับเพศ” ผู้ชายต้องสวมชุดผู้หญิง และผู้หญิงก็ต้องสวมชุดผู้ชาย
โจเซฟปรายตามองตัวเองในกระจก มันช่างเป็นภาพที่น่าอดสูเสียจริงๆ เขาได้แต่ส่ายหน้าแล้วคิดในใจ: พวกคนฝรั่งเศสนี่ช่างสรรหาเรื่องเล่นพิเรนทร์จริงๆ
อันที่จริงแล้ว ในงานเต้นรำส่วนตัวของพวกขุนนางบางกลุ่มในยุคนี้ การละเล่นที่ไร้ขอบเขตและศีลธรรมนั้นมีให้เห็นอยู่ถมไป งานเต้นรำสวมหน้ากากในคืนนี้ถือว่าเป็นงานที่ค่อนข้างมีระเบียบแบบแผนมากแล้ว
โชคดีที่เคาน์เตสเดอโบนีญักไม่ได้บังคับให้เขาสวมรองเท้าส้นสูง เพราะรองเท้าชนิดนี้ไม่ได้สงวนไว้ให้ผู้หญิงใส่เพียงอย่างเดียว
เมื่อโจเซฟสวมหน้ากาก แล้วเดินเข้าไปในห้องกระจก (Hall of Mirrors) ของพระราชวังแวร์ซายส์ราวกับซอมบี้ไร้ชีวิตวิญญาณ ทันใดนั้น เสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานก็ดังขึ้นรอบทิศทาง
แสงไฟอันเจิดจ้าจากโคมระย้าคริสตัลโบฮีเมียขนาดใหญ่กว่า 24 ดวงบนเพดาน สาดส่องลงมากระทบกับร่างของเหล่าขุนนาง “ชายหญิง” นับร้อยที่มาร่วมงานเต้นรำ ซึ่งต่างก็หันมามองทางโจเซฟเป็นตาเดียว
องค์กษัตริย์และพระราชินีเสด็จมาถึงก่อนแล้ว พระนางมารี อ็องตัวเน็ตที่อยู่ในชุดนักดาบสีแดงสด พร้อมกับติดหนวดปลอมไว้เหนือริมฝีปาก ทรงทอดพระเนตรมองโจเซฟพลางตรัสหยอกล้อว่า: “คุณผู้หญิงท่านนี้ ท่านมาสายนะ”
พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ซึ่งสวมชุดเดรสยาวสีน้ำเงินเข้ม และใช้พัดผ้าไหมสีเดียวกันปิดบังใบหน้าไว้ ทรงพยักหน้าให้พระโอรสพร้อมกับรอยยิ้ม
เสนาบดีผู้รักษาลัญจกรซึ่งแต่งกายเป็นสาวเลี้ยงแกะ เดินมาหยุดอยู่กลางห้องกระจก กล่าวคำอวยพรเนื่องในวันเทศกาลยืดยาว ก่อนจะประกาศเริ่มงานเต้นรำอย่างเป็นทางการ
เหล่าชายหญิงที่สวมหน้ากากต่างก็เริ่มขยับตัวเต้นรำไปตามจังหวะดนตรี เพียงชั่วพริบตาเดียว บรรดาคุณหนูขุนนางในชุดผู้ชายหลากหลายรูปแบบก็พุ่งทะยานเข้ามาหาโจเซฟ พร้อมกับโค้งตัวและยื่นมือให้เขา “คุณผู้หญิงที่เคารพ กระผมขอเชิญท่านเต้นรำสักเพลงได้ไหมขอรับ?”
“คุณผู้หญิงท่านนี้ ท่านยินดีจะเต้นรำกับตำรวจไหมขอรับ?” หญิงสาวที่เอ่ยปากถาม กลับสวมชุดเครื่องแบบตำรวจปารีสรุ่นใหม่ล่าสุดเสียอย่างนั้น
“คุณผู้หญิงขอรับ ท่านก็รู้ว่ากระผมเป็นคนแรกที่มาเชิญท่านนะขอรับ”
“คุณผู้หญิงผู้เลอโฉม มาเต้นรำกับกระผมเถอะขอรับ…”
แม้โจเซฟจะสวมหน้ากากอยู่ แต่เห็นได้ชัดว่าฝูงชนต่างก็จำเอกลักษณ์ของเขาได้ในทันที
ตามธรรมเนียมของราชสำนัก ในงานเต้นรำจะมีเพียงผู้ที่มีฐานันดรสูงกว่าเท่านั้นที่จะเป็นฝ่ายเอ่ยปากเชิญผู้ที่มีฐานันดรต่ำกว่าให้มาร่วมเต้นรำด้วยได้ และจะไม่มีการทำสลับกันเด็ดขาด
นอกจากนี้ โดยปกติแล้วผู้ชายก็มักจะเป็นฝ่ายเอ่ยปากเชิญผู้หญิงให้มาร่วมเต้นรำ ทว่าวันนี้เป็นธีมสลับเพศ เหล่าหญิงสาวจึงฉวยโอกาสนี้พุ่งเข้าหา มกุฎราชกุมาร ชายในฝันของพวกนางอย่างไม่ลังเล
สุดท้าย “คนขับรถม้า” ร่างบึกบึนคนหนึ่ง ก็เบียดบรรดาหญิงสาวคนอื่นๆ กระเด็นไปจนหมด นางคว้ามือของโจเซฟที่ยังคงทำหน้าเหลอหลาอยู่ แล้วลากเขาเข้าไปกลางฟลอร์เต้นรำ ก่อนจะกระแอมไอเสียงดัง “อะแฮ่ม!”
ดูเหมือนว่านางจะแอบเตี๊ยมกับคนอื่นๆ ไว้ก่อนแล้ว เหล่าขุนนางที่อยู่รอบๆ จึงหยุดเต้นรำ แล้วมายืนล้อมรอบนางและโจเซฟเอาไว้
“คนขับรถม้า” เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน: “ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงต้องการจะเต้นจังหวะไหนหรือขอรับ?”
โจเซฟรู้สึกกระอักกระอ่วนจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี เมื่อต้องเผชิญกับสายตาที่คาดหวังจากรอบด้าน เขาจึงจำใจตอบไปว่า: “ระบำซาราแบนด์ (Sarabande)”
“ตามบัญชาขอรับ” “คนขับรถม้า” หันไปส่งสัญญาณให้นักดนตรี ทันใดนั้นบทเพลงระบำของบาค (Bach) ก็ดังขึ้น
โจเซฟถูกลากตัวให้เต้นรำไปมา เขาเพิ่งจะเรียนเต้นรำแบบราชสำนักมาได้แค่เดือนกว่าๆ จึงยังมีท่าทีที่เงอะงะอยู่มาก
เหล่านักดนตรีต่างก็จ้องมองเท้าของมกุฎราชกุมารตาไม่กะพริบ พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะเล่นดนตรีให้เข้ากับจังหวะก้าวเท้าของเขา แต่เห็นได้ชัดว่ามันเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ
หากพวกเขารู้จักคำว่า “การเคลื่อนที่แบบบราวน์ (Brownian motion)” พวกเขาคงจะนำคำนี้มาใช้บรรยายจังหวะการเต้นของมกุฎราชกุมารเป็นแน่
ผ่านไปไม่นาน โจเซฟก็เหยียบเท้า “คนขับรถม้า” ไปถึงสามครั้ง แถมยังเผลอเอาศอกกระแทกนางไปอีกหนึ่งที…
“ตำรวจ” สาวอาศัยจังหวะที่ “คนขับรถม้า” กำลังลูบคลำหัวไหล่ป้อยๆ ก้าวเข้ามาแย่งตัวโจเซฟไป: “คุณผู้หญิงผู้เลอโฉม ท่านอยากจะเต้นจังหวะไหนหรือขอรับ?”
“ระบำซาราแบนด์”
โจเซฟไม่มีทางเลือกอื่น เพราะเขาเพิ่งจะเรียนเต้นแค่จังหวะเดียวเท่านั้น
ดนตรีบรรเลงขึ้น การเต้นรำก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง และในเวลาไม่นาน “ตำรวจ” สาวก็ยอมแพ้ และถูกแทนที่ด้วย “ทหารม้า” “ท่านอยากจะเต้นจังหวะไหนหรือขอรับ?”
โจเซฟถอนหายใจ: “ระบำซาราแบนด์”
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงต้องเต้นระบำซาราแบนด์ติดต่อกันนานเกือบชั่วโมง แม้ว่าบรรดาคุณหนูขุนนางจะรู้สึกระบมไปทั้งตัวจากทักษะการเต้นรำอันห่วยแตกของเขา แต่พวกนางก็ยังคงดาหน้าเข้ามาแย่งชิงตัวเขาอย่างไม่ลดละ
ที่มุมหนึ่งของห้อง มาดามซองเบร็องในคราบของนักปราชญ์ กำลังจ้องมองฝูงชนที่รายล้อมมกุฎราชกุมารด้วยความหงุดหงิดใจ นางขยำหนังสือ ‘เรขาคณิตของเดส์การตส์ (Descartes’ Geometry)’ ในมือจนยับยู่ยี่
ไอเดียงานเต้นรำนี้เป็นความคิดของนางเอง เพื่อสร้างโอกาสในการอ่อยมกุฎราชกุมาร ทว่าในยามนี้ นางกลับไม่สามารถเข้าใกล้เขาได้เลยแม้แต่น้อย ก็พวกคุณหนูขุนนางเหล่านั้นน่ะแข็งแรงกันเกินไปแล้ว!
จู่ๆ นางก็โยนหนังสือเรขาคณิตทิ้งไป แล้วเผยรอยยิ้มเยาะเย้ย: “หึ! มีปัญญาแค่นี้ คิดจะมาแข่งกับข้างั้นหรือ?”
นางเรียกคนรับใช้มาขอประดาษและปากกา คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วรีบเขียนข้อความลงบนกระดาษแผ่นเล็กๆ ส่งให้ไวเคานต์วาเลซ แล้วบุ้ยใบ้ไปทางโจเซฟ
ในที่สุด หลังจากที่โจเซฟเปลี่ยนคู่เต้นมาเป็นคนที่สิบ เปรินซึ่งแอบเฝ้ามองเขามาตลอด และอยู่ในชุดกาวน์รัดรูปสีขาว ก็ทนเห็นสภาพอันน่าเวทนาของเขาไม่ไหว นางจึงก้าวเข้าไปปัดมือ “คนตัดฟืน” ที่กำลังจะเอ่ยปากชวนเขาเต้นรำออก
“ฝ่าบาทยังทรงมีอาการประชวรด้วยโรคปอดบวมอยู่ ไม่ควรออกกำลังกายเป็นเวลานานเพคะ”
“อ่า! นางพูดถูกแล้ว!” เสียงของนางเปรียบดั่งเสียงสวรรค์ในหูของโจเซฟ เขารู้สึกราวกับว่าเปรินในเวลานี้คือพระแม่มารีที่ลงมาโปรด ทั่วทั้งร่างแผ่ซ่านไปด้วยรัศมีแห่งความบริสุทธิ์
เขาพยักหน้าขอบคุณนางอย่างซาบซึ้งใจ ก่อนจะรีบเบียดตัวหนีออกจากฝูงชนราวกับกำลังวิ่งหนีตาย

0 Comments