ตอนที่ 57 มาดามซองเบร็อง
แปลโดย เนสยังโจเซฟไม่ได้คิดจะเข้าไปก้าวก่ายขั้นตอนการจัดเตรียมและก่อตั้งสำนักข่าวกรองกรมตำรวจมากนัก เขาเป็นเพียงมือสมัครเล่นในด้านนี้ จึงควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญจัดการจะดีกว่า เขาเพียงแค่คอยควบคุมทิศทางภาพรวมก็พอแล้ว
บรรดาเจ้าหน้าที่ของสำนักข่าวกรองฯ ต่างมองตามแผ่นหลังของมกุฎราชกุมารที่กำลังเดินจากไป ด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น
พูดกันตามตรง ก่อนหน้านี้ตอนที่พรอสแปร์และคนอื่นๆ ได้ยินว่าสำนักข่าวกรองฯ จะต้องไปอยู่ภายใต้สังกัดของกรมตำรวจ พวกเขาก็รู้สึกไม่พอใจอย่างมาก ต่อให้จะเป็นแค่ในนามก็เถอะ เพราะในตอนแรก พวกเขาต่างก็วาดฝันไว้ว่าจะได้ย้ายไปประจำการในกองทหารรักษาพระองค์
ทว่า หลังจากที่ได้รับรู้ถึงตัวเลขเงินเดือนอันมหาศาล ที่มากพอจะเยียวยาบาดแผลทางใจใดๆ ก็ตาม ความไม่พอใจทั้งหมดเหล่านั้นก็พลันมลายหายไปจนสิ้น แทนที่ด้วยพลังใจในการทำงานที่เปี่ยมล้นไปทั่วทั้งร่าง
…
เมื่อดุ๊กแห่งออร์เลอ็องเดินทางกลับมาถึงพระราชวังปาแล-รัวยาล ใบหน้าของเขาก็ประดับไปด้วยรอยยิ้มอันผ่อนคลาย
ในขณะที่เขากำลังวางแผนจะหาทางโค่นล้มบรีแอนน์อยู่นั้น ทางฝั่งศาลสูงสุดก็มีข่าวส่งมาว่า ร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีฉบับล่าสุดที่บรีแอนน์ยื่นเสนอมานั้น มีข้อกำหนดที่แข็งกร้าวอย่างยิ่ง และไม่ได้เห็นแก่ผลประโยชน์ของชนชั้นขุนนางเลยแม้แต่น้อย
ศาลสูงสุดจึงทำการปัดตกร่างกฎหมายฉบับนี้ไปในทันที โดยที่ยังไม่ทันได้ผ่านขั้นตอนตามกระบวนการเลยด้วยซ้ำ
นี่มันช่างประจวบเหมาะราวกับพระผู้เป็นเจ้าทรงประทานโอกาสมาให้! นี่แหละคือโอกาสทองที่จะได้เล่นงานบรีแอนน์!
ในงานเลี้ยงสังสรรค์ที่เพิ่งจบลงไปเมื่อครู่นี้ เขาได้วางหมากทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้วอย่างง่ายดาย
ประการแรก เขาได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มขุนนางใหญ่ผู้ทรงอิทธิพล
พวกเขาจะคอยปล่อยข่าวลือว่า บรีแอนน์มีแต่จะทำลายผลประโยชน์ของพวกขุนนาง และเป็นศัตรูตัวฉกาจของกลุ่มชนชั้นขุนนางทุกคน พร้อมกับปลุกระดมให้ชนชั้นขุนนางลุกขึ้นมาต่อต้านนโยบายของบรีแอนน์อย่างแข็งขัน
จากนั้น เขาก็จะจับมือเป็นพันธมิตรกับเสนาบดียุติธรรมและเสนาบดีการต่างประเทศ เพื่อร่วมกันผลักดันญัตติถอดถอนบรีแอนน์ออกจากตำแหน่งในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยอ้างว่าบรีแอนน์ไร้ความสามารถ และไม่ได้สร้างความคืบหน้าใดๆ ให้กับร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีเลย
ในขณะเดียวกัน บุคคลในแวดวงการเงินก็จะคอยประสานงานอยู่รอบนอก คอยปล่อยข่าวลือโจมตีว่าบรีแอนน์นั้นไม่ประสีประสาเรื่องเศรษฐกิจ และมีเพียงนายธนาคารผู้ยิ่งใหญ่อย่างเนกแกร์เท่านั้น ที่จะสามารถกอบกู้การคลังของฝรั่งเศสได้ วงการธนาคารจะยืนหยัดสนับสนุนเนกแกร์อย่างเต็มที่ และพร้อมจะให้ความร่วมมือกับเขาเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศอย่างสุดความสามารถ
ภายใต้การรุมเร้าโจมตีจากหลายฝ่าย พระราชินีจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมสละบรีแอนน์ เพื่อรักษาความมั่นคงทางการเมืองเอาไว้
เมื่อเนกแกร์ได้ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่ง ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของเขาอีกครั้ง!
ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องก้าวเดินอย่างเบิกบานใจไปตามโถงทางเดินฝั่งตะวันออก มุ่งหน้าไปยังห้องหนังสือของตน ทว่าจู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงแปลกๆ ดังแว่วมา จึงหยุดชะงักฝีเท้า แล้วหันเหทิศทางไปยังห้องเล่นเปียโนของลูกชาย
ประตูห้องเล่นเปียโนปิดสนิท เสียงนั้นจึงยิ่งดังชัดเจนขึ้น เขามองข้ามไปยังทหารองครักษ์ที่ยืนอยู่ไกลๆ ด้วยใบหน้าขมวดมุ่น คนหลังรีบก้มหน้าลงต่ำทันที พร้อมกับพูดเสียงสั่นว่า: “ขะ… ข้าไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้นขอรับ…”
ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องตะโกนเรียกเข้าไปในห้อง: “ฟีลิป ลูกอยู่ข้างในหรือเปล่า?”
เสียงกุกกักดังขึ้นอย่างสับสนวุ่นวายภายในห้องเล่นเปียโน
ครู่ต่อมา ประตูก็ถูกผลักออก หญิงสาววัยเกือบสามสิบ รูปร่างอวบอัด วิ่งหน้าตาตื่นออกมาจากห้อง ซึ่งก็คือครูสอนเปียโนของลูกชายเขานั่นเอง
หญิงสาวมีใบหน้าแดงก่ำ ผมเผ้ายุ่งเหยิง กระโปรงก็สวมใส่ลวกๆ จนบิดเบี้ยว เห็นได้ชัดว่าเพิ่งจะรีบสวมมันกลับเข้าไป
นางย่อเข่าทำความเคารพดุ๊กแห่งออร์เลอ็อง ก่อนจะรีบเดินเลียบกำแพงจากไปอย่างรวดเร็ว
ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องเดินหน้าบึ้งตึงเข้าไปในห้อง ก็เห็นลูกชายติดกระดุมเสื้อเชิ้ตผิดเม็ด เขาจึงชี้หน้าด่าทอทันที: “พ่อบอกลูกกี่ครั้งแล้ว ว่าอย่าไปมั่วสุมกับพวกผู้หญิงชั้นต่ำพรรค์นี้! ลูกสามารถไปหาพวกคุณหนูตระกูลผู้ดีได้ตั้งมากมาย พวกนางก็ยินดีจะร่วมหลับนอนกับลูกอยู่แล้ว…”
แม้ฟีลิปผู้ลูกจะพยายามหลบสายตาพ่อ แต่เขาก็ยังคงเถียงกลับอย่างไม่สบอารมณ์: “พวกเด็กสาวเมื่อวานซืนพวกนั้น จะไปเทียบกับเสน่ห์ของมาดามฮอร์แรตได้อย่างไรล่ะครับ?”
“แก!”
ฟีลิปหดคอหนี ก่อนจะรีบหันหลังวิ่งเตลิดออกจากห้องเล่นเปียโนไป
ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องกำลังจะระเบิดอารมณ์โกรธออกมา แต่จู่ๆ เขาก็นึกถึงวีรกรรมสมัยที่ตัวเองอายุเท่าลูกชาย ที่เคยแอบมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับพวกสาวใช้รุ่นใหญ่ในบ้านมาก่อนเหมือนกัน
เขาจึงคลายความโกรธลง แล้วส่ายหน้าถอนหายใจ เด็กหนุ่มในวัยนี้ จะมีสักกี่คนที่สามารถต้านทานเสน่ห์อันเย้ายวนของสตรีผู้เจนจัดพวกนั้นได้?
เมื่อพูดถึงความมีเสน่ห์เย้ายวน ในหัวของเขาก็พลันปรากฏภาพของหญิงสาวคนหนึ่งในงานเลี้ยงเมื่อครู่นี้ขึ้นมาทันที มาดามซองเบร็อง (Madame de Saint-Belin)
นางคือหญิงสาวผู้เลอโฉม ที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันเย้ายวนเกินห้ามใจ ทุกอณูขุมขนบนเรือนร่างของนาง ล้วนแผ่ซ่านความเย้ายวนที่ผู้ชายไม่อาจต้านทานได้ ขุนนางผู้สูงศักดิ์ไม่รู้ตั้งกี่คนที่ต้องมาตกหลุมรักนางจนหัวปักหัวปำ นางมีผู้ชายที่คอยเป็นชู้รักอยู่ไม่ต่ำกว่าหกเจ็ดคน
หากเด็กหนุ่มในวัยอย่างฟีลิปได้มาพบกับนางล่ะก็ ในหัวคงจะคิดถึงแต่เรื่องพรรค์นั้นอย่างแน่นอน
จู่ๆ เขาก็แค่นยิ้มเย็นชาออกมา หญิงสาวผู้มากรักคนนี้คงจะยังไม่รู้ตัวสินะ ว่าหนึ่งในชู้รักของนาง ซึ่งก็คือเคานต์เคปเฟล เพิ่งจะติดเชื้อซิฟิลิสมาหมาดๆ
เมื่อวันก่อนตอนที่ไปล่าสัตว์ เคานต์เคปเฟลยังคงอวดอ้างกับทุกคนอยู่เลย ว่าเขากับมาดามซองเบร็องได้เสพสุขกันอย่างเร่าร้อนแค่ไหนก่อนที่จะเดินทางมาที่นี่ ซึ่งนั่นก็เป็นวันเดียวกับที่เขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นซิฟิลิสนั่นแหละ
นั่นก็หมายความว่า ผู้หญิงคนนั้นจะกลายเป็นคนที่มีใบหน้าเต็มไปด้วยแผลพุพอง ส่งกลิ่นเหม็นเน่าแห่งความตาย และกลายเป็นตัวน่ารังเกียจที่ทุกคนต่างก็ต้องพากันหลีกหนีให้ไกลภายในเวลาไม่กี่ปีนี้อย่างแน่นอน
แม้ซิฟิลิสจะเป็นเรื่องที่พวกขุนนางมักจะนำมาพูดคุยโอ้อวดกันสนุกปากในยามที่พูดถึงเรื่องรักๆ ใคร่ๆ แต่ทุกคนก็รู้ดีแก่ใจ ว่ามันคือโรคร้ายที่ไม่มีทางรักษาหายได้
ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องรู้ดีว่า แท้จริงแล้วพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ก็สวรรคตเพราะโรคนี้เช่นกัน
ถ้าหากครอบครัวของพวกมันต้องมาตายเพราะโรคที่น่าขยะแขยงแบบนี้ก็คงจะดีสิ! เขาก่นด่าแช่งชักอยู่ในใจอย่างอาฆาตมาดร้าย แต่แล้วจู่ๆ เขาก็ชะงักงันไป ราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“ใช่แล้ว! ทำให้พวกมันติดโรคนี้ให้หมดซะ!” แววตาของเขาทอประกายแห่งความบ้าคลั่ง “ไอ้เด็กนั่นจะต้องทนต่อเสน่ห์อันเย้ายวนของมาดามซองเบร็องไม่ไหวแน่ๆ แล้วนางก็จะแพร่เชื้อให้มัน ใช่แล้ว! ต้องเป็นแบบนี้แหละ!”
เขาคิดทบทวนแผนการนี้อยู่นาน และมั่นใจว่าโอกาสสำเร็จมีสูงมาก แถมต่อให้ไม่สำเร็จ เขาก็ไม่ได้สูญเสียอะไรเลย
เขาจึงรีบเรียกพ่อบ้านเข้ามาทันที แล้วกระซิบสั่งการบางอย่างลงไป
“ครับ นายท่าน”
หลายชั่วโมงต่อมา ณ คฤหาสน์ของมาดามซองเบร็อง ไวเคานต์วาเลซ (Viscount Vales) กำลังพูดด้วยใบหน้าตื่นเต้น: “ท่านผู้นั้นบอกว่า ขอเพียงเจ้าสามารถยั่วยวนมกุฎราชกุมารได้สำเร็จ เจ้าก็จะได้รับเงินก้อนโตถึงหนึ่งหมื่นห้าพันลีฟร์เลยนะ!”
มาดามซองเบร็องใช้แขนเรียวยาวคล้องคอเขาไว้ ส่งสายตาหวานหยาดเยิ้มพลางเอ่ยเสียงกระเส่า: “เงินเยอะขนาดนั้นเชียวหรือ? ผู้ยิ่งใหญ่ท่านไหนกันที่ใจป้ำขนาดนี้? แล้วเขาต้องการจะทำอะไรล่ะ?”
ไวเคานต์วาเลซย่อมไม่กล้าเอ่ยชื่อของดุ๊กแห่งออร์เลอ็องออกมา เขาเพียงแค่โบกมือปัด: “เจ้าไม่ต้องไปสนใจหรอกว่าเป็นใคร ท่านผู้นั้นต้องการจะสวามิภักดิ์ต่อมกุฎราชกุมาร จึงอยากจะรู้ความเคลื่อนไหวของพระองค์บ้าง ขอเพียงเจ้าเข้าใกล้มกุฎราชกุมารได้ และนำเรื่องราวของพระองค์มาบอกเล่าให้ท่านผู้นั้นฟัง เจ้าก็ยังจะได้รับเงินรางวัลพิเศษเพิ่มอีกนะ”
เห็นได้ชัดว่ามาดามซองเบร็องรู้สึกสนใจข้อเสนอนี้มาก การยั่วยวนเด็กหนุ่มวัยสิบสามปี สำหรับตัวแม่ในวงการอย่างนางแล้ว ถือเป็นเรื่องหมูๆ ซ้ำร้ายทางฝั่งมกุฎราชกุมารก็อาจจะมีรางวัลประทานให้นางต่างหากอีกด้วย
ในราชสำนักฝรั่งเศสนั้นมีความเสื่อมทรามทางศีลธรรมเป็นอย่างมาก แม้แต่การเป็นชู้รักขององค์กษัตริย์ก็ยังถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา ต่อให้มีคนรู้เรื่องนี้เข้า ก็ไม่ได้มีผลเสียอะไรเลย
จู่ๆ นางก็รู้สึกเสียดายขึ้นมา ที่ก่อนหน้านี้นางไม่เคยนึกถึงช่องทางรวยทางนี้มาก่อนเลย
นางหัวเราะคิกคัก ใช้ปลายจมูกคลอเคลียไปบนใบหน้าของไวเคานต์วาเลซเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อน: “ท่านผลักไสข้าให้ไปอยู่ในอ้อมกอดของชายอื่น ท่านจะไม่รู้สึกปวดใจบ้างเลยหรือ?”
ฝ่ายชายดึงตัวนางให้นอนราบลงบนที่นอนกำมะหยี่ แล้วก้มลงจุมพิตนาง: “ข้าก็ยังมาหาเจ้าได้นี่ จะกลัวอะไร?”
“แหม คนบ้า…”
วันรุ่งขึ้น ณ ห้องแสดงดนตรีของพระนางมารี อ็องตัวเน็ต
เหล่าคุณหญิงคุณนายต่างก็รายล้อมพระราชินี พูดคุยซุบซิบนินทากันอย่างออกรส ภายใต้เสียงดนตรีอันไพเราะ
เคาน์เตสเดอโบนีญัก นางกำนัลคนสนิทของพระราชินีเอ่ยขึ้นมาว่า: “สัปดาห์หน้าก็จะเป็นเทศกาลเซนต์นิโคลัส (St. Nicholas’ Day) แล้ว เราจะยังคงจัดงานเต้นรำสวมหน้ากากตามประเพณีเดิมไหมเพคะ?”
มาดามซองเบร็องที่ยืนอยู่รอบนอกสุด เมื่อได้ยินดังนั้นก็หูผึ่ง มกุฎราชกุมารจะต้องมาร่วมงานเต้นรำในเทศกาลเซนต์นิโคลัสอย่างแน่นอน นี่คือโอกาสทองของนาง
ประสบการณ์ในวงการรักอันโชกโชนแล่นปลาบเข้ามาในหัวของนาง นางรีบหัวเราะเสียงดังแล้วเอ่ยขึ้นว่า: “งานเต้นรำสวมหน้ากากก็จัดเหมือนเดิมทุกปี ทุกคนคงจะเบื่อกันแล้วล่ะเพคะ ปีนี้หม่อมฉันมีไอเดียเด็ดๆ มานำเสนอเพคะ!”

0 Comments