ตอนที่ 529 การเผชิญหน้า
แปลโดย เนสยังในขณะที่เรฟเนกำลังชั่งใจอยู่นั้น พ่อบ้านก็พาคาเบรี ผู้จัดการกองคาราวานเดินเข้ามา
ทันทีที่อีกฝ่ายก้าวเข้ามาในห้อง เขาก็ยื่นจดหมายลาออกให้เรฟเนอย่างตรงไปตรงมา โดยอ้างว่ามีปัญหาสุขภาพ แน่นอนว่าเหตุผลที่แท้จริงคือสมาพันธ์การค้าเสนอข้อเสนอที่ดีกว่ามาก จนเขาไม่อาจปฏิเสธได้
เรฟเนพยายามรั้งเขาไว้สุดความสามารถ เพราะคาเบรีคือผู้รับผิดชอบหลักในการบริหารงานประจำวันของกองคาราวาน หากเขาไป ย่อมส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกองคาราวาน
แต่คาเบรีกลับมีท่าทีที่เด็ดขาดมาก หลังจากวางจดหมายลาออกทิ้งไว้ เขาก็เดินจากไปอย่างไม่ไยดี
เรฟเนทุบโต๊ะระบายความโกรธอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ สงบลง เขาหันไปส่ายหน้าให้ลูกชาย: “เราจะมาทิ้งกองคาราวานทั้งหมดไปเพราะฟอร์ดไม่ได้หรอก พรุ่งนี้ลูกไปติดต่อกับคนของสมาพันธ์การค้านั่นดู ถ้ามีโอกาส เราก็เข้าร่วมด้วยเลย
“พ่อจะไปหาเงินมาสักก้อน ถ้าฟอร์ดยังดึงดันจะทำแบบนี้ต่อไป เราก็จะพาลูกน้องเก่าแก่ไปตั้งกองคาราวานใหม่เลย”
เมื่อสู้ไม่ได้ก็เข้าร่วม ต่อให้เป็นพ่อค้าในศตวรรษที่ 18 ก็เข้าใจ “ทฤษฎี” นี้ดี
คล้ายกับสถานการณ์ที่ช็องปาญ กองคาราวานต่างๆ ทั่วฝรั่งเศสที่ระงับการค้าไปก่อนหน้านี้ ก็เริ่มรู้สึกเสียใจกันอย่างรวดเร็ว
กองคาราวานจำนวนมากเลือกที่จะกลับมาดำเนินธุรกิจต่อ หรือแม้แต่ขอเข้าร่วมกับสมาพันธ์การค้า ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องของส่วนแบ่งการตลาด เมื่อเสียไปแล้วก็ยากที่จะเรียกคืนกลับมาได้ และในตอนนี้ สมาพันธ์การค้าก็ได้ครอบครองส่วนแบ่งการตลาดก้อนโตไปอย่างเหนียวแน่นแล้ว
ส่วนกองคาราวานที่ถูกนายหน้าเก็บภาษีควบคุมโดยสมบูรณ์ แม้จะต้องยอมขาดทุนและซุ่มรออยู่ภายใต้คำสั่งอันเข้มงวดของเจ้านาย แต่ก็ไม่สามารถห้ามไม่ให้พนักงานของตนพากันลาออกไปได้
……
มาร์กเซย
ลมทะเลพัดพากลิ่นคาวเค็มพัดผ่านท่าเรือที่คึกคัก แสงแดดยามเช้าส่องผ่านม่านหมอกบางๆ กระทบกองสินค้าที่เรียงรายราวกับภูเขา ในขณะเดียวกัน ก็มีเรือสินค้าขนาดต่างๆ ทยอยเข้าเทียบท่า เพื่อเตรียมขนถ่ายสินค้าเพิ่มเติม
เฒ่าฟิคแมนดึงปกเสื้อโค้ทที่ทั้งบางและขาดรุ่งริ่งขึ้นมา เพื่อกันลมหนาวที่พัดเข้ามาปะทะคอ แต่เขาก็ไม่ได้กังวลว่าจะหนาวตาย เพราะอีกไม่นานเขาก็ต้องเริ่มทำงานแล้ว พอแบกสินค้าหนักๆ ขึ้นบ่า ร่างกายก็จะชุ่มไปด้วยเหงื่ออย่างรวดเร็ว
ทว่า เขากับเพื่อนร่วมงานอีกสองสามคนเพิ่งเดินมาถึงบริเวณรอบนอกของท่าเรือ ก็ถูกชายร่างเตี้ยคนหนึ่ง จมูกกว้างแบน หางตาตก ยืนขวางทางไว้
เขาจำชายคนนี้ได้ นั่นคือโฮโกต์ ผู้ดูแลของนายท่านฟิลิปป์ อ็องตัวแนล ส่วนอ็องตัวแนลก็คือผู้ที่ควบคุมโกดังสินค้าทางตะวันตกของท่าเรือมาร์กเซยเกินกว่าครึ่ง ถือเป็นหนึ่งในผู้มีอิทธิพลกลุ่มใหญ่ที่สุดของท่าเรือ
เฒ่าฟิคแมนและเพื่อนๆ รีบโค้งคำนับทำความเคารพ: “นายท่านโฮโกต์ มีเรื่องอะไรให้พวกเรารับใช้หรือครับ?”
อีกฝ่ายเชิดจมูกใส่พวกเขา ตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา: “กลับบ้านไปให้หมด วันนี้ไม่ต้องไปทำงานที่ท่าเรือ”
พวกคนงานชะงักไปทันที มีคนหนึ่งรีบพูดว่า: “นายท่าน เกิดอะไรขึ้นหรือครับ? ถ้าไม่ไปทำงาน ครอบครัวผมก็จะไม่มีข้าวกิน…”
“ให้เงินพวกมันคนละ 15 ซู”
โฮโกต์ส่งสัญญาณให้ลูกน้องข้างๆ อย่างเหยียดหยาม ลูกน้องก็ล้วงเหรียญทองแดงกำหนึ่งยื่นให้ฟิคแมนและพวกทันที: “อย่าพูดมาก รีบกลับไปซะ”
“อ๊ะ
นี่ให้ผมเหรอครับ? ขอบคุณนายท่าน ขอบคุณมากครับ!”
พวกคนงานท่าเรือรีบโค้งคำนับขอบคุณรัวๆ แม้เงิน 15 ซูจะน้อยกว่าค่าแรงที่หาได้ปกติเล็กน้อย แต่การได้เงินมาฟรีๆ โดยไม่ต้องทำงาน พวกเขาก็ต้องดีใจเป็นธรรมดา
จากนั้น โฮโกต์ก็ชี้หน้าพวกเขาแล้วพูดว่า: “ช่วงครึ่งเดือนนี้ ห้ามพวกแกไปที่ท่าเรือเด็ดขาด มารับเงินที่นี่ทุกวันก็พอ”
ฟิคแมนและพวกพ้องขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่กำลังจะหันหลังกลับ ชายคนหนึ่งสวมเสื้อคลุมผ้ากระสอบหยาบๆ ปะชุนเต็มไปหมด รองเท้าเปื้อนโคลน ก็แหวกทางแทรกเข้ามาจากด้านหลังของพวกเขา ยิ้มและกระซิบว่า: “พวกเราอ้อมไปทางทิศใต้แล้วเข้าท่าเรือไปทำงานต่อดีกว่าไหม? แบบนี้ 15 ซูนี่ก็ถือว่าได้มาฟรีๆ เลยนะ”
โฮโกต์ตาขวางทันที นึกไม่ออกว่าไอ้หมอนี่เป็นใคร เขาทำงานที่ท่าเรือมาร์กเซยมาสิบกว่าปี คนงานท่าเรือที่เขาไม่รู้จักแทบจะไม่มีเลย แต่ดูจากการแต่งตัวแล้ว ก็คงเป็นแค่กรรมกรคนหนึ่ง เขาจึงคว้าคอเสื้อชายคนนั้นไว้แน่น แล้วขู่เสียงแข็งว่า: “แกอยากโดนกระทืบนักใช่ไหม? ไสหัวกลับไปซะ แกคงไม่อยากเห็นตอนฉันโมโหหรอกนะ!”
ชายคนนั้นก้มมองเหรียญทองแดงในมือ ท่าทางไม่ได้หวาดกลัวอะไร: “คุณกำลังขัดขวางความสงบเรียบร้อยในท่าเรือนะ”
โฮโกต์ง้างหมัดเตรียมจะชก แต่ชายคนนั้นเบี่ยงหัวหลบได้อย่างง่ายดาย
“ยังกล้าทำร้ายร่างกายคนอื่นในที่สาธารณะอีก” ชายคนนั้นสะบัดมือที่จับคอเสื้อเขาออก หันไปพูดกับฟิคแมนและพวก “พวกคุณก็เห็นกันหมดแล้วนะ”
โฮโกต์โกรธจัด สั่งให้ลูกน้องรุมสั่งสอนไอ้ตัวปัญหาคนนี้ แต่เพิ่งจะก้าวไปได้สองก้าว ก็ต้องหยุดชะงักด้วยความกลัว “กรรมกร” ตรงหน้าชักปืนพกออกมาจากเอว
จากนั้น ชายฉกรรจ์หลายคนก็พุ่งข้ามถนนมา จับโฮโกต์และลูกน้องกดลงกับพื้น แล้วจับมัดไว้อย่างแน่นหนา
ชายถือปืนพกหันไปมองฟิคแมนและพวก ยิ้มแล้วพูดว่า: “ตอนนี้ พวกคุณไปทำงานได้แล้วล่ะ อ้อ ช่วงสองสามวันนี้บริษัทการค้าทวินส์มีสินค้าล็อตใหญ่เข้ามาเทียบท่า ได้ยินมาว่าค่าแรงจะสูงกว่าปกติอย่างน้อย 20% เลยนะ”
กลุ่มคนงานท่าเรือมองหน้ากันไปมา แล้วยื่นเงินที่โฮโกต์เพิ่งให้คืนไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ “นะ นายท่าน เงินนี่เขาบังคับให้พวกผมรับไว้เองนะครับ”
“ผมไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงให้เงินผม…”
“ในเมื่อเขาให้ ก็เก็บไว้เถอะ” ชายถือปืนพูด “จริงสิ ผมได้ยินมาว่าช่วงนี้มีคนมาข่มขู่ไม่ให้คนงานทำงานที่ท่าเรือ ทางศาลาว่าการเมืองมาร์กเซยเลยเตรียมจะไปจ้างคนงานอิตาลีมาขนของแทน”
พอฟิคแมนและพวกได้ยินดังนั้น ก็หันมาสบตากันด้วยความตื่นตระหนก แล้วรีบวิ่งไปทางท่าเรืออย่างรวดเร็ว
พวกเขาต่างก็อาศัยการแบกหามสินค้าที่ท่าเรือประทังชีวิต ถ้าโดนคนงานอิตาลีแย่งงานไป มีหวังได้อดตายแน่
พวกเขาต้องแสดงให้พวกนายจ้างเห็นว่า พวกเขาอึดและพึ่งพาได้มากกว่าคนอิตาลี ในเวลาแบบนี้ ใครที่ไม่ยอมให้พวกเขาทำงาน พวกเขาจะต้องสู้ตายกับคนคนนั้นแน่
แถมเมื่อกี้ท่านผู้นี้ยังบอกอีกว่าช่วงนี้จะได้ค่าแรงเพิ่มอีก 20% แบบนี้ก็ยิ่งต้องตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด!
เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นทั่วท่าเรือมาร์กเซย ตำรวจในชุดคนงานท่าเรือจำนวนมากออกปฏิบัติการ แค่วันเดียวก็จับกุมผู้ที่ปลุกระดมให้คนงานหยุดงานไปได้กว่า 30 คน พร้อมกับปล่อยข่าวลือเรื่องคนงานอิตาลีจะมาทำงานที่มาร์กเซยไปด้วย
นี่คือแผนการที่เบซองซงและโวลแลนต์ ผู้ช่วยผู้จัดการบริษัททวินส์ ร่วมกันคิดขึ้นมา
เดิมทีเบซองซงตั้งใจจะส่งตำรวจไปปิดล้อมท่าเรือมาร์กเซยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการนัดหยุดงานประท้วงครั้งใหญ่ แต่โวลแลนต์เห็นว่าวิธีนี้จะยิ่งทำให้เกิดความวุ่นวาย และเปิดช่องโหว่ให้พวกที่คอยยุยงอยู่เบื้องหลังฉวยโอกาสได้
เขาจึงเสนอให้แสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพียงแต่ส่งตำรวจหลายสิบคนแฝงตัวเข้าไปปะปนกับพวกคนงาน พวกที่ยุยงให้นัดหยุดงานพอไปติดต่อคนงาน ก็ต้องเจอตำรวจแฝงตัวเหล่านี้แน่นอน บวกกับข่าวลือเรื่องคนงานอิตาลี ก็เพียงพอที่จะคลี่คลายวิกฤตครั้งนี้ได้แล้ว
และเหตุการณ์ก็เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้ คนงานในท่าเรือมาร์กเซยต่างก็พากันเล่าลือกันปากต่อปาก
“ช่วงนี้จะได้ค่าแรงเพิ่มที่ท่าเรือ” รวมถึงข่าวลือ “คนอิตาลีจะแห่มาแย่งงานที่ท่าเรือ”
ในชั่วพริบตา คนงานท่าเรือทุกคนต่างก็มุ่งหน้าไปยังท่าเรืออย่างไม่คิดชีวิต ร่วมใจกันขับไล่คนอิตาลีออกไป แม้แต่คนที่ทำงานอื่นอยู่ ก็ยังถูกดึงดูดด้วยค่าแรงที่สูงลิ่ว และพากันมาเสี่ยงโชคที่ท่าเรือ
ไม่นาน ลูกน้องคนสนิทของนายหน้าเก็บภาษีหลายคน รวมถึงอ็องตัวแนลด้วย ก็ถูกตำรวจควบคุมตัวไปข้อหาปล่อยข่าวลือและทำลายความสงบเรียบร้อยในมาร์กเซย จากการชี้เป้าของลูกน้องตัวเอง
ความวุ่นวายที่ท่าเรือมาร์กเซย ซึ่งฟอร์ดและคนอื่นๆ วางแผนมาอย่างดีนั้น จบลงก่อนที่จะได้เริ่มต้นด้วยซ้ำ

0 Comments