ตอนที่ 524 พลังแห่งเงินตรา ทำงาน!
แปลโดย เนสยังด้วยขนาดเพียงเท่านี้ การจะอุดช่องโหว่ทางการค้าถึงหนึ่งในสามของฝรั่งเศสทั้งหมด ถือเป็นเรื่องเพ้อฝันอย่างแท้จริง
แต่โจเซฟกลับมีท่าทีเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ เขากวาดสายตามองทุกคนแล้วพูดว่า:
“แล้วถ้าฉันอัดฉีดเงินลงทุน 20 ล้านฟรังก์ให้กับสมาพันธ์การค้าล่ะ?”
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบสงัดทันที
แม้แต่บรรดาผู้มีอิทธิพลทั้งในแวดวงการเมืองและธุรกิจที่เคยผ่านโลกมาอย่างโชกโชน หรือแม้แต่คนที่เป็นมหาเศรษฐีอย่างพวกเขา ก็ยังต้องอึ้งจนหูอื้อไปกับตัวเลข 20 ล้านฟรังก์นี้
นี่มันหมายความว่ายังไง?
มีเงินแค่ 5 แสนฟรังก์ ก็เพียงพอที่จะสร้างกองคาราวานสินค้าขนาดใหญ่ได้แล้ว ระดับที่มีผลกระทบต่อมูลค่าการค้าของเมืองใหญ่ๆ ได้เลย
ปีที่แล้ว กำไรรวมของกองคาราวานทั้งหมดในฝรั่งเศสคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 50 ถึง 60 ล้านฟรังก์เท่านั้น
มกุฎราชกุมารเล่นทุ่มเงินลงไปเท่ากับกำไรเกือบครึ่งปีของกองคาราวานทั้งประเทศเลยนะ!
จากนั้น แต่ละคนก็กลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ แววตาเริ่มมีประกายแห่งความตื่นเต้นเต้นระริก
ตามปกติแล้ว หากมีเงินทุนเพียงพอ การจัดตั้งกองคาราวานขนาดใหญ่จะต้องใช้เวลาเตรียมการประมาณสองเดือนกว่าๆ หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ทำความคุ้นเคยกับตลาด และเริ่มดำเนินงานตามปกติ
แต่ตอนนี้เงินทุนไม่ใช่แค่เพียงพอ แต่มันหรูหราฟู่ฟ่า! ล้นทะลักเลยต่างหาก!
ถ้าแต่ละกองคาราวานทุ่มเงินเพิ่มอีกกว่าแสนฟรังก์เพื่อจ้างคน แค่คืนเดียวก็สามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานขึ้นมาได้แล้ว ขอแค่ให้ค่าแรงสูงพอ พนักงานของกองคาราวานอื่นก็จะแห่กันมาสมัครงานเองในชั่วข้ามคืน
หรือแม้แต่กว้านซื้อกองคาราวานอื่นๆ ไปเลยก็ยังได้ การเสนอราคาที่สูงกว่าตลาดถึง 20% ก็คงมีกองคาราวานหลายแห่งยินดีที่จะขายกิจการให้
แบ่งเงินอีกไม่กี่พันฟรังก์ไปลงโฆษณาในเมือง จ้างคนไปช่วยโปรโมทปากต่อปาก แล้วยังมีราชวงศ์และรัฐบาลเป็นผู้รับประกันความน่าเชื่อถือให้อีก โรงงานที่กำลังปวดหัวกับสินค้าค้างสต็อกจะต้องเลือกใช้กองคาราวานของสมาพันธ์การค้าอย่างไม่ลังเลแน่นอน
ถ้าเป็นแบบนี้ล่ะก็ ด้วยเงินอัดฉีด 20 ล้านฟรังก์ อย่างมากที่สุดภายในเวลาแค่หนึ่งสัปดาห์ ขนาดของสมาพันธ์การค้าในปัจจุบันก็จะสามารถขยายตัวเป็นเท่าตัว และครอบครองส่วนแบ่งตลาดได้อย่างรวดเร็ว
ดูปองต์พยักหน้าอย่างลืมตัว และกล่าวว่า:
“ถ้าลงทุนด้วยจำนวนเงินมากขนาดนี้ การฟื้นฟูเส้นทางการค้าให้รวดเร็วก็ไม่ใช่ปัญหาเลยพ่ะย่ะค่ะ!”
มิราโบในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ย่อมรู้ถึงสถานการณ์การคลังของประเทศเป็นอย่างดี เขาจึงพูดด้วยสีหน้ากังวลว่า:
“ฝ่าบาท หากโยกย้ายเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้ เกรงว่าทางกระทรวงการคลังจะแบกรับภาระไม่ไหวนะพ่ะย่ะค่ะ…”
ล้อเล่นหรือเปล่า หลังจากการปฏิรูประบบภาษี งบประมาณสำหรับการดำเนินงานของรัฐบาลในปีหน้ายังรวบรวมได้ไม่ครบเลย ขืนเอาเงินออกมาอีก 20 ล้าน รัฐบาลคงต้องปิดทำการในปีหน้าแน่ๆ
โจเซฟพูดอย่างสงบ: “ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินหรอก ฉันจัดการเอง
“ขอให้คุณบายีรีบสร้างสมาพันธ์การค้าให้เร็วที่สุด ส่วนคนอื่นๆ ก็ไปติดต่อกองคาราวานของตัวเองให้มาลงนามเข้าร่วมนะ”
เขาไม่แม้แต่จะถามว่ากองคาราวานจะยินยอมเข้าร่วมสมาพันธ์การค้าหรือไม่ เพราะเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเงินลงทุนจำนวนมหาศาลถึง 20 ล้าน ใครที่ปฏิเสธก็ต้องสมองมีปัญหาแน่ๆ
ส่วนเรื่องเงินทุน เขาวางแผนจะกู้เงิน 20 ล้านจากบริษัทประกันภัยราชวงศ์มาใช้ก่อน ตอนนี้ยอดขายของบริษัทประกันภัยกำลังพุ่งกระฉูด มีสภาพคล่องล้นเหลือ และกำลังมองหาช่องทางลงทุนอยู่พอดี
แล้วจะเอาเงินก้อนใหญ่นี้ไปคืนยังไงในอนาคตล่ะ?
แน่นอนว่าต้องให้พวกนายหน้าเก็บภาษีเป็นคนคืนให้สิ
สร้างเรื่องวุ่นวายใหญ่โตขนาดนี้แล้ว ยังหวังจะรอดตัวไปได้อีกเหรอ?
เดิมทีตั้งใจจะให้แต่ละครอบครัวซื้อพันธบัตรรัฐบาลคนละ 10 ล้านฟรังก์ก็จบเรื่อง แต่ในเมื่อไอ้พวกโลภมากนี่ดื้อดึงไม่ยอม งั้นตอนนี้ก็เปลี่ยนเป็นค่าปรับ 10 ล้านไปเลยแล้วกัน!
และถือโอกาสใช้เงินของพวกนี้ มาจัดระบบเครือข่ายการค้าในประเทศใหม่ ยกระดับการบริหารจัดการกองคาราวานสินค้า เพื่อความเป็นหนึ่งเดียวในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าได้อย่างมหาศาล
มิราโบและคนอื่นๆ นึกไม่ถึงเลยว่ามกุฎราชกุมารจะทุ่มเงิน 20 ล้านฟรังก์ลงมาง่ายๆ แบบนี้ กำลังจะอ้าปากเตือนให้พระองค์ทรงไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน แต่ก็เห็นโจเซฟหันไปทางไวส์เคานต์เบซองซง ผู้บัญชาการตำรวจเสียแล้ว:
“ขอให้คุณเดินทางไปที่มาร์กเซยเดี๋ยวนี้เลย เพื่อไปดูแลความเรียบร้อยที่ท่าเรือด้วยตัวเอง
“หากพบใครที่จงใจปลุกระดมให้เกิดการนัดหยุดงาน ให้จับกุมได้ทันที ต้องแน่ใจว่าท่าเรือมาร์กเซยสามารถดำเนินการได้ตามปกติ”
ผู้บัญชาการตำรวจยืนตรงตอบรับเสียงดังทันที: “พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!” ทว่า แววตาของเขากลับมีความลังเลใจแฝงอยู่ “ฝ่าบาท หากคนพวกนั้นก่อความวุ่นวายอย่างรุนแรง…”
“อนุญาตให้ใช้ปืนได้ทุกเมื่อ” โจเซฟตอบกลับโดยไม่ลังเล “แต่พยายามอย่าให้โดนคนงานแบกหามและกะลาสีเรือทั่วไปนะ”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!” เบซองซงรู้สึกมั่นใจขึ้นมาทันที
โจเซฟหันไปมองโวลแลนต์ ผู้ช่วยผู้จัดการบริษัทการค้าทวินส์:
“คุณโวลแลนต์ คุณก็เดินทางไปมาร์กเซยพร้อมกับไวส์เคานต์เบซองซงด้วยเลย พอไปถึงก็ให้ปล่อยข่าวลือออกไป ว่าเร็วๆ นี้บริษัททวินส์จะมีสินค้าสำคัญล็อตใหญ่มาลงที่ท่าเรือ ซึ่งจะมีการจ่ายค่าแรงพิเศษให้กับคนงานแบกหาม คนลากเรือ และผู้ดูแลท่าเรือเพิ่มขึ้น 20%
“ถ้าเกิดมีการประท้วงหยุดงานที่ท่าเรือจริงๆ คุณก็เพิ่มค่าแรงขึ้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะให้ค่าแรงสองเท่าก็ยังได้
“พร้อมกันนั้น คุณต้องไปเจรจาแบบลับๆ กับกัปตันเรือลำอื่นๆ ที่เข้ามาเทียบท่า ให้พวกเขาเพิ่มค่าแรงตามด้วย ส่วนเงินส่วนต่าง เราจะเป็นคนจ่ายให้เอง”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” โวลแลนต์โค้งคำนับ “กระหม่อมจะทำให้พระองค์พอพระทัยอย่างแน่นอน”
โจเซฟหยิบใบสั่งจ่ายเงินออกจากลิ้นชัก เซ็นชื่อ ประทับตรา แล้วยื่นให้โวลแลนต์:
“รบกวนคุณไปตรวจสอบกับธนาคารออมสินฝรั่งเศสก่อน ว่าสาขามาร์กเซยสามารถเบิกจ่ายเงินสด 1.5 ล้านฟรังก์ได้ตลอดเวลาหรือไม่ ถ้าไม่ได้ ก็ให้เบิกเงินสดจากปารีสแล้วขนไปเองเลย”
หลังจากที่เขาสั่งการอย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว มิราโบและคนอื่นๆ ก็รับคำสั่งแล้วแยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่รอช้า
ทางด้านโจเซฟก็เรียกมาราเข้ามา สั่งให้เขาส่งคนไปคอยจับตาดูการใช้จ่ายเงินที่เขาเพิ่งอนุมัติไปทั้งหมดอย่างใกล้ชิด
ด้วยจำนวนเงินที่มหาศาลขนาดนี้ แถมยังต้องใช้จ่ายออกไปในเวลาอันสั้นด้วยวิธีที่ไม่ปกติ ย่อมทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเกิดความโลภอยากจะยักยอกเอาไว้เองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในเวลานี้ สิ่งเดียวที่เขาพอนึกออก คือการใช้คนอย่างมารา ซึ่งเป็นผู้ที่สามารถต้านทานสิ่งยั่วเย้าทางการเงินได้
……
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา
รอแบสปีแยร์เดินมาที่หน้าพระราชวังตุยเลอรีด้วยสีหน้ามืดครึ้ม เขาจัดปกเสื้อให้เรียบร้อยแล้วเดินก้าวฉับๆ ขึ้นไปที่ชั้นสอง
เบื้องหลังเขาคือลูกน้องจากกรมสรรพากรแห่งชาติสามคน แต่ละคนหอบกล่องไม้ที่เต็มไปด้วยรายงานต่างๆ มาด้วย
ไม่นาน โจเซฟมองดูเอกสารที่กางอยู่บนโต๊ะ ใบหน้าของเขาก็มืดครึ้มยิ่งกว่ารอแบสปีแยร์เสียอีก
สิ่งเหล่านี้คือบัญชีของนายหน้าเก็บภาษีที่กรมสรรพากรเพิ่งตรวจสอบพบปัญหา หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องความผิดปกติในบัญชีแล้ว แต่มันน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านั้น!
รอแบสปีแยร์เล่าด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ: “ครอบครัวเลออนอร์คนนี้เดิมทีมีพื้นที่ 47 ไร่ ซึ่งได้รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ พวกเขาแทบจะไม่เคยค้างชำระภาษีเลย
“จนกระทั่งนายหน้าเก็บภาษี ฌักส์ เอคตอร์ เดอ โปกา ประกาศเก็บภาษีล่วงหน้าอย่างกะทันหัน ประกอบกับปีนั้นอากาศหนาวเย็นในฤดูใบไม้ผลิ ทำให้ข้าวสาลีโตช้า ส่งผลให้ชาวนา 18 ครัวเรือนในหมู่บ้านล้มละลาย หากรวมพวกที่ยอมทิ้งที่ดินเช่า ก็มีกว่า 30 ครัวเรือนที่ต้องทิ้งที่ดินไป สุดท้ายโปกาฮุบที่ดินส่วนใหญ่ของหมู่บ้านไปครอง…”
โจเซฟมองดูข้อมูลของเลออนอร์ในมือ ดวงตาของเขาลุกโชนไปด้วยความโกรธ ในนั้นระบุว่าลูกชายคนที่สองของเลออนอร์แท้งไปในเหตุการณ์นั้น และแม่ของเขาก็ล้มป่วยเสียชีวิตในปีถัดมาหลังจากออกจากหมู่บ้าน
รอแบสปีแยร์ยังคงเล่าต่อไป: “เลอกอนู นายหน้าเก็บภาษีในเมืองสติอัน ย้ายจุดชำระภาษีไปที่บ้านพักตากอากาศสำหรับล่าสัตว์ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองไป 10 ลี้ หลังจากเกิดฝนตกหนักติดต่อกันเมื่อ 4 ปีก่อน…”

0 Comments