ตอนที่ 522 สวรรค์
แปลโดย เนสยังยามค่ำคืน เขตเมืองปารีสสว่างไสวราวกับตอนกลางวันด้วยแสงจากตะเกียงก๊าซ ผู้คนบนท้องถนนเดินขวักไขว่ไปมา ยิ่งดูคึกคักกว่าตอนกลางวันเสียอีก คนงานหลายคนเลิกงานตอนสองทุ่ม กว่าจะถึงเวลานี้ พวกเขาถึงจะได้พักหายใจ ออกมาซื้อของใช้ในชีวิตประจำวัน และเดินเล่นพักผ่อนร่างกายที่เหนื่อยล้ามาทั้งวัน
แต่ทว่า ในย่านชุมชนแออัดที่ทรุดโทรมชานเมืองอ็องตวนกลับยังคงมืดมิด มีเพียงเสียงกรีดร้องหรือเสียงสบถด่าที่ดังขึ้นเป็นระยะๆ ที่บ่งบอกว่าที่นี่ยังมีคนอาศัยอยู่
อย่างไรก็ตาม ที่นี่ถือเป็นย่านชานเมืองปารีสที่พอจะดูได้หน่อย เพราะอยู่ไม่ไกลจากเมืองอ็องตวนที่เต็มไปด้วยโรงงาน ผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่สามารถหางานทำในเมืองได้ไม่ยากนัก แม้รายได้จะไม่สูง แต่ก็พอประทังชีวิตให้อิ่มท้องได้
ในเวลานี้ ภายในกระท่อมเล็กๆ ที่สร้างจากแผ่นไม้ผุพัง หญิงวัยสี่สิบกว่าปีคนหนึ่งใช้ผ้าโพกหัวสีเทาขุ่น สวมชุดกระโปรงยาวผ้ากระสอบสีเทาที่ผ่านการปะชุนมานับครั้งไม่ถ้วน กำลังซักผ้าอย่างขะมักเขม้น อาศัยเพียงแสงดาวสลัวๆ ที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา มือของเธอหยาบกร้านและบวมเป่ง ริมฝีปากแห้งลอกเป็นขุย ดูเหมือนสตรีชนชั้นล่างที่ต้องทำงานหนักตลอดทั้งวันและแทบจะไม่มีพอกิน
“โดมี เอาไปตากสิ จำไว้นะ อย่าไปตากใกล้เสื้อผ้าของครอบครัวฟรังก์ล่ะ ระวังภรรยาเขาจะเก็บสลับไปอีก”
เธอหยิบเสื้อสูทสีดำตัวหนึ่งขึ้นมาจากกะละมัง ส่งให้เด็กชายวัยสิบกว่าขวบที่อยู่ข้างๆ จากนั้นก็เอานิ้วที่บวมแดงเข้าปาก เพื่อให้อุณหภูมิในปากช่วยบรรเทาความเจ็บปวดแสนสาหัส
เธอหันไปมองเงาคนบนเตียงข้างๆ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงนิ้วออกแล้วพูดว่า: “พอล คุณได้ยินไหม? รัฐบาลบอกว่าสามารถไปร้องเรียนเรื่องการเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรมในอดีตที่กรมสรรพากรได้นะ…”
ชายบนเตียงพยายามจะพลิกตัวหันมาหาเธอ แต่เหนื่อยล้าจนแทบขยับนิ้วไม่ได้ ทำได้เพียงตอบอู้อี้ในลำคอ: “อืม ตอนกลางวันได้ยินคุณปิแอร์พูดถึงอยู่เหมือนกัน”
หญิงสาวลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้นและเดินไปที่เตียง ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าเหยียบโดนอะไรนิ่มๆ ในห้องที่มืดสลัวพลันมีเสียงร้องจี๊ดดังขึ้น หนูตัวหนึ่งวิ่งหนีออกไปทางหน้าต่างอย่างรวดเร็ว
หญิงสาวตกใจจนเซถลา ชนถังไม้และกะละมังซักผ้าล้มคว่ำ น้ำเย็นเฉียบไหลทะลักเข้าไปในรองเท้าของเธอทันที
“โอ้ พระเจ้า…”
เธอคลำหาถังไม้จนเจอแล้วจับมันตั้งขึ้น พบว่าในนั้นเหลือน้ำอยู่ไม่มากแล้ว จึงพึมพำด้วยน้ำเสียงเหมือนจะร้องไห้ว่า: “จบกัน จบสิ้นกัน คืนนี้คงซักเสื้อผ้าพวกนี้ไม่เสร็จแล้ว…”
หากไม่สามารถส่งมอบเสื้อผ้าที่ซักเสร็จได้ตรงเวลา เธอจะถูกหักเงิน 5 ซู นั่นหมายความว่าพรุ่งนี้เช้าจะมีเด็กสองคนที่ไม่มีข้าวเช้ากิน หรือไม่เธอกับเด็กๆ ทุกคนก็จะได้กินขนมปังเพียงครึ่งเดียวของปกติ
ชายบนเตียงได้ยินเสียงดังกุกกัก พยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น ยกมือคลำหาโต๊ะกินข้าว พอจับทิศทางได้ก็รีบเดินไปประคองภรรยา ลูบหลังปลอบโยนว่า: “ไม่เป็นไรนะที่รัก เราไปตักน้ำที่แม่น้ำทินี่เดี๋ยวนี้แหละ น่าจะยังทัน”
เขาคลำหาถังไม้ ออกแรงหิ้วมันขึ้นมา หันไปตะโกนบอกเด็กชายที่อยู่นอกบ้านว่า: “โดมี ดูแลน้องๆ ให้ดีนะ พ่อกับแม่จะรีบกลับมา!”
“รับทราบครับ”
ไม่นานหลังจากนั้น เด็กชายวัยสี่ถึงสิบขวบสี่คนก็ยืนพิงกรอบประตูที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด มองดูแผ่นหลังของพ่อแม่กลืนหายไปในความมืด
มาดามเลออนอร์อุ้มกะละมังไม้ใบใหญ่ เดินตามหลังสามี กระซิบด้วยความหวาดกลัวว่า: “ขอโทษจริงๆ นะพอล… นี่จะกระทบกับงานของคุณพรุ่งนี้หรือเปล่า?”
ชายหนุ่มส่ายหน้าเงียบๆ การนอนน้อยลงไปสามชั่วโมง พรุ่งนี้เขาคงฟื้นฟูเรี่ยวแรงไม่ทันแน่ แต่เพื่อให้ภรรยาคลายกังวล เขาจึงไม่อยากพูดอะไร
อย่างมากพรุ่งนี้ก็เสนอตัวลงบ่อเอง จะได้เข็นดินน้อยลงหน่อย แม้จะยังไม่ถึงคิวเขาลงบ่อ แต่การต้องทนคลื่นไส้อาเจียนไปหลายวัน ก็ยังดีกว่าโดนหักค่าแรง
ทั้งสองเดินฝ่าความมืดมิดไปพักหนึ่ง มาดามเลออนอร์ก็นึกถึงบทสนทนาก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้ จึงพูดกับเงาร่างข้างกายว่า: “พอล หรือว่าเราจะลองไปที่กรมสรรพากรดู ใบเสร็จและใบแจ้งค่าปรับพวกนั้นฉันยังเก็บไว้อยู่นะ ถ้าเกิดมันได้ผลจริงๆ ขึ้นมา…”
พอลถอนหายใจ ตอบกลับด้วยความเหนื่อยล้า: “ไม่มีประโยชน์หรอก นั่นมันก็แค่วิธีที่พวกข้าราชการสร้างภาพให้ดูดีเท่านั้นแหละ นายท่านโปกาจ่ายเงินเหมาเก็บภาษีให้กษัตริย์แล้ว พวกขุนนางในกรมสรรพากรจะกล้าไปล่วงเกินเขาได้ยังไง?”
หลังจากเงียบไปพักหนึ่ง หญิงสาวก็เงยหน้ามองดูดวงดาวบนท้องฟ้า แล้วเอ่ยขึ้นเบาๆ: “พ่อของลูก คุณยังจำม้าแก่ชื่อโซฟีของเราได้ไหม?”
โซฟีคือม้าแก่ของครอบครัวพวกเขา แน่นอนว่านั่นมันเรื่องเมื่อห้าปีที่แล้ว
“ปีนั้นมันเอาแต่ผายลม ไม่ยอมกินอะไร อ่อนแอจนแทบจะยืนไม่ไหว คุณบอกว่าให้ขายให้คนขายเนื้อซะ แต่ฉันก็ไม่ยอมให้คุณขาย หลังจากนั้นฉันก็กอดมัน ป้อนข้าวโอ๊ตให้มันตั้งครึ่งเดือน ไม่นึกเลยว่ามันจะฟื้นตัวกลับมาได้! ปีต่อมา ด้วยความช่วยเหลือของมัน เราเก็บเกี่ยวข้าวสาลีได้ถึง 270 บุชเชล! คุณยังจำตอนที่เราเต้นรำรอบลานตากข้าวได้ไหม ตอนนั้นฉันกำลังตั้งท้องโยฮันอยู่เลย…”
พอลบ่นอุบอิบ: “คุณพูดเรื่องพวกนี้ทำไม?”
“นั่นคือช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิตของฉันเลยนะ!” หญิงสาวตื่นเต้นจนชูกะละมังไม้ขึ้นสูง ราวกับตอนที่อุ้มโดมีลูกชายคนโตเต้นรำในลานตากข้าวของหมู่บ้าน ทว่าในดวงตากลับเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา “เราลองไปดูเถอะ โปกาไม่ควรยึดที่ดินของเราไป และม้าแก่ชื่อโซฟีที่น่าสงสารด้วย ถ้าเราได้ของพวกนี้คืนมา เราก็จะกลับไปที่หมู่บ้านได้ ไปใช้ชีวิตต่อ…
“ถึงแม้พวกขุนนางในกรมสรรพากรจะไม่สนใจจริงๆ อย่างน้อยเราก็ไม่ได้แย่ไปกว่าตอนนี้หรอก จริงไหม?”
พอลถอนหายใจเบาๆ: “แต่นั่นต้องเสียเวลาอย่างน้อยหนึ่งวันเต็มๆ เลยนะ ตอนที่ผมเดินผ่านถนนคอร์ส ผมเห็นกรมสรรพากรถูกล้อมจนแน่นขนัด บางทีต่อคิวทั้งวันก็อาจจะไม่ถึงคิวเราด้วยซ้ำ
“คุณก็รู้ ถ้าผมขาดงานหนึ่งวัน เราก็จะไม่มีขนมปังตกถึงท้อง แถมอาจจะโดนหักค่าแรงเพิ่มอีกวันด้วย แล้วเราจะ…”
“ไม่เป็นไร! ตั้งแต่พรุ่งนี้ฉันจะรับซักผ้าเพิ่มอีกสิบตัว แค่ครึ่งเดือนฉันก็จะเก็บเงินซื้อขนมปังสำหรับหนึ่งวันได้แล้ว ขอร้องล่ะ ลองไปดูเถอะ!”
พอลหยุดเดิน หันไปจับมือภรรยา ลูบเบาๆ ตรงรอยบวมแดง และหลีกเลี่ยงจุดที่เป็นแผลเปื่อยเน่าอย่างระมัดระวัง
“คุณดูมือตัวเองสิ คุณต้องพักผ่อนนะ ไม่ใช่รับซักผ้าเพิ่ม”
ตอนกลางวันเธอรับจ้างสานตะกร้าหวาย นิ้วมักจะถูกหนามหวายตำจนเป็นแผล พอตกกลางคืนเธอก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นคนซักผ้า แช่มือที่เป็นแผลลงในน้ำเย็นจัด ทำให้แผลบวมและเน่าเปื่อยซ้ำแล้วซ้ำเล่า
พอลรู้ดีว่านิ้วก้อยและนิ้วนางข้างซ้ายของเธอไร้ความรู้สึกไปแล้ว บาทหลวงฮูโกประจำเขตบอกว่าทางที่ดีควรจะตัดทิ้ง มิฉะนั้นแขนทั้งข้างอาจจะเน่าตามไปด้วย
แต่พวกเขาไม่มีเงินพอจะทำศัลยกรรมได้เลย
อย่าว่าแต่ค่าผ่าตัด ต่อให้มีหมอยอมตัดให้ฟรี เธอก็ไม่กล้าทำ เพราะหลังผ่าตัดอย่างน้อยหนึ่งเดือน เธอจะทำอะไรไม่ได้เลย อาศัยแค่ค่าแรงอันน้อยนิดของพอล ลูกๆ ของพวกเขาอาจจะอดตายได้
“ไม่! ฉันยอมปล่อยให้มันเน่าไปทั้งมือเลยดีกว่า!”
มาดามเลออนอร์ชักมือกลับอย่างแรง แล้วตะโกนว่า: “แค่วันเดียว อย่างมากก็สองวัน บางทีเราอาจจะได้ที่ดินของเราคืนมาก็ได้!
“คุณจะได้ไม่ต้องไปเข็นรถขนดินบ้าๆ นั่นอีก ไม่ต้องไปยุ่งกับของมีพิษพวกนั้น!
“ฉันได้ยินมาดามฟรังก์บอกว่า ถ้าสัมผัสของพวกนั้นมากๆ อาจจะตาบอดได้ ญาติห่างๆ ของเธอคนนึงก็เป็นแบบนั้น”
“ขอร้องล่ะ อย่างมากเราก็ทนกินขนมปังของคุณมักซ็องส์ไปสักพัก แต่ถ้าเกิดสำเร็จขึ้นมา เราก็จะกลับไปอยู่บนสวรรค์อีกครั้งนะ!”
มักซ็องส์คือคนขายขนมปังที่หน้าเลือดที่สุดในเมืองอ็องตวน ขนมปังของเขาผสมขี้เลื่อยอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง บางครั้งก็ผสมดินลงไปด้วย แต่ก็มีข้อดีอย่างหนึ่งคือ ขนมปังขนาดสี่ปอนด์ของเขาจะราคาถูกกว่าร้านอื่นหนึ่งซู
สวรรค์งั้นหรือ?
พอลชะงักไปทันที
เมื่อก่อนเขาเป็นชาวนา ไม่มีความสามารถด้านงานช่าง หลังจากเอาที่ดินไปจำนองให้โปกา เขาก็ต้องมาที่ปารีส ทำงานราคาถูกที่สุดที่ไม่มีใครอยากทำ
อย่างเช่นตอนนี้ เขาทำงานให้โรงงานสีย้อมแห่งหนึ่ง หน้าที่หลักคือใช้รถเข็นขนดินที่มีสารอัลคาไลน์จากสถานที่ที่ห่างออกไปเจ็ดแปดลี้ กลับมาที่โรงงาน แล้วเทลงในบ่อขนาดใหญ่ ผสมกับของเหลวที่มีพิษร้ายแรง
ว่ากันว่าดินเหล่านั้นสามารถลดพิษในน้ำได้ งานนี้อย่างอื่นก็ถือว่าดีหมด ยกเว้นแต่ว่าทุกๆ สิบวันเขาต้องลงไปที่ก้นบ่อ ใช้พลั่วคนดินที่เทลงไป ตอนนั้นเขาจะต้องอยู่ใกล้กับของเหลวมีพิษมาก ทำงานเสร็จวันนึงก็จะหน้ามืดตาลาย ปวดแสบปวดร้อนที่ตาและปอดราวกับถูกไฟเผา…
เมื่อเทียบกันแล้ว เมื่อก่อนที่ตื่นเช้าไปพรวนดินรดน้ำที่ไร่ของตัวเอง ตกเย็นก็กลับบ้าน แม้จะเหนื่อยจนปวดเมื่อยไปทั้งตัว และหลังจากจ่ายค่าเช่าภาษีแล้วก็เหลือธัญพืชไม่มากนัก แต่ครอบครัวก็ยังมีข้าวกิน มือของภรรยาและดวงตาของเขาก็ยังปกติสุขดี ช่างเหมือนสวรรค์จริงๆ
เขาพบว่าตัวเองแทบจะลืมเลือนชีวิตในตอนนั้นไปเสียแล้ว
ทุกวันถูกกดทับด้วยการทำงานหนักกว่า 14 ชั่วโมง เรี่ยวแรงที่เหลือก็ทุ่มให้กับขนมปังก้อนเล็กๆ จะเอาเวลาที่ไหนไปคิดเรื่องอื่น?
ภรรยายังคงพร่ำบอกต่อไป: “โดมีอายุ 11 ขวบแล้ว ยังอ่านหนังสือไม่ออกเลย บาทหลวงฮูโกบอกว่า มาร์คก็ถึงวัยเข้าเรียนอ่านเขียนที่โบสถ์ได้แล้ว แต่ตอนนี้พวกเขาต้องไปรับจ้างเช็ดปล่องไฟหาเงินทุกวัน
“ถ้าพวกเขาอ่านหนังสือไม่ออก โตขึ้นก็คงหางานที่ได้ค่าแรงสูงๆ ไม่ได้…
“จริงสิ ฉันได้ยินคุณฟุสตินร้านซักรีดบอกว่า คำสั่งของกรมสรรพากรให้ตรวจสอบบัญชีภาษีในครั้งนี้ มกุฎราชกุมารเป็นคนสั่งลงมาเอง บางทีพวกข้าราชการอาจจะไม่กล้า…”
ในดวงตาอันขุ่นมัวของพอลพลันมีประกายสว่างวาบขึ้นมา
เขาจำได้อย่างชัดเจนว่า ตอนที่เขาเพิ่งย้ายมาปารีสใหม่ๆ พวกอันธพาลครองเมือง โจรขโมยเยอะยิ่งกว่ายุงในฤดูร้อน เขาต้องเดินทางกลับบ้านพร้อมเพื่อนร่วมงานเป็นสิบคนถึงจะกล้ากลับ
ต่อมา มกุฎราชกุมารได้ดำเนินการปฏิรูปตำรวจครั้งใหญ่ เขาเห็นกับตาว่าตำรวจผู้สง่างามเหล่านั้นตะโกน “ในนามของมกุฎราชกุมาร” ใช้ปืนไล่ต้อนพวกอันธพาลจนมุม แล้วจับกุมไปจนหมด
ตั้งแต่นั้นมา สภาพแวดล้อมที่พวกเขาอยู่ก็ปลอดภัยขึ้นมาก อย่างเช่นตอนนี้ ที่ออกมาตักน้ำตอนสี่ทุ่มกว่า เมื่อไม่กี่ปีก่อนพวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะคิด
แถมยังมียาวิเศษที่รักษาได้แทบทุกโรคอย่าง พรของมกุฎราชกุมาร กลับขายในราคาแค่ไม่กี่ซู ในขณะที่ยารักษาโรคอื่นๆ ที่หมอในเมืองสั่ง อย่างน้อยก็ราคา 1 ฟรังก์ขึ้นไป ลูกๆ ของเขาและเพื่อนบ้านหลายคนก็รอดตายมาได้เพราะยานี้ โดยเฉพาะเวลาเป็นไข้ กินไปไม่กี่เม็ดก็หาย
จากนั้น พอลก็นึกถึงเหตุการณ์เมื่อต้นปี ที่มกุฎราชกุมารนำกองทัพแห่งชัยชนะเดินสวนสนามผ่านกลางกรุงปารีสอย่างยิ่งใหญ่ ตอนนั้นพระองค์เปรียบดั่งเทพแห่งสงครามที่เปล่งประกายสีทองอร่ามไปทั้งร่าง
บางที พวกข้าราชการคงไม่กล้าเพิกเฉยต่อคำสั่งของเทพแห่งสงครามหรอกมั้ง
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด พยักหน้าให้ภรรยา: “ที่รัก งั้นเราไปลองดูกันเถอะ”
……
ปารีส
ถนนคอร์ส
พอลนั่งอย่างเหนื่อยล้าอยู่บนพื้น ท้องร้องโครกครากไม่หยุด การต่อคิวไม่ต้องใช้แรงงาน เขาจึงนำขนมปังมาแค่ครึ่งปอนด์ เพื่อเป็นเสบียงสำหรับวันนี้
ในขณะนั้นเอง ก็มีเสียงตะโกนดังมาจากข้างหน้า: “คนต่อไป”
“ถึงคิวคุณแล้ว” มีคนเตือนพอล
เขาสะดุ้งสุดตัว ลุกขึ้นยืน แล้วเดินไปยังโต๊ะที่ตั้งเรียงรายอยู่หน้ากรมสรรพากรแห่งชาติ
เจ้าหน้าที่จดบันทึกหนุ่มเงยหน้ามองเขา แล้วถามว่า: “คุณชื่ออะไร ต้องการจะร้องเรียนเรื่องอะไรครับ?”
“ผม… ผมชื่อ พอล เดอ กาเซียง เลออนอร์ ผม… ผมคิดว่าเมื่อ 5 ปีที่แล้ว นายท่านโปกา คนเก็บภาษี บอกว่าผมค้างชำระภาษี…”
พอลกลืนน้ำลายด้วยความประหม่า รวบรวมความกล้าแล้วพูดต่อ: “แล้วก็ปรับเงินผมไป ผมอยากจะถามว่า แบบนี้มันไม่สมเหตุสมผลหรือเปล่าครับ…”
เจ้าหน้าที่จดบันทึกของกรมสรรพากรรับใบเสร็จสองสามใบจากมือเขามา พยักหน้าอย่างสุภาพ: “คุณช่วยเล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ?”
พอลนึกถึงเหตุการณ์ที่คุณปิแอร์ ผู้ดูแลโรงงาน ช่วยเขารวบรวมเรื่องราว สููดหายใจลึกแล้วพูดว่า: “ฤดูใบไม้ผลิปีนั้นอากาศค่อนข้างหนาว คุณก็รู้ มันทำให้ข้าวสาลีโตช้า
“และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ กว่าข้าวสาลีจะออกรวงก็ปาเข้าไปเดือนพฤษภาคมแล้ว แต่จู่ๆ นายท่านโปการก็ส่งคนมาแจ้งที่หมู่บ้านว่า ปีนี้ต้องจ่ายภาษีเร็วกว่าปกติ คือช่วงกลางเดือนมิถุนายน
“ถ้าเป็นปีก่อนๆ กลางเดือนมิถุนายนก็เริ่มเก็บเกี่ยวได้แล้ว แต่ปีนั้นจนถึงเดือนกรกฎาคมข้าวสาลีก็ยังไม่สุก
“คนเก็บภาษีมาทวงภาษีที่บ้านผมถึงสามครั้ง แถมยังตบตีผมด้วย แต่ข้าวสาลียังเก็บเกี่ยวไม่ได้ ผมก็ไม่มีอะไรจะให้เขา เขาเลยหาว่าผมค้างชำระภาษีอย่างหนัก แล้วก็ปรับผมสองเท่าของภาษี…”
เสียงของพอลเริ่มสั่นเครือ ริมฝีปากสั่นระริก พยายามเค้นคำพูดออกมา: “ตอนนั้น เพื่อให้หว่านเมล็ดในฤดูใบไม้ผลิได้มากขึ้น ผมไปกู้เงินดอกเบี้ยโหดจากนายท่านโปกามา 30 ลีฟร์
“ผมคำนวณดูแล้ว ต่อให้ขายผลผลิตทั้งหมดในที่ดิน หลังจากใช้หนี้เขาแล้วก็ยังไม่พอจ่ายภาษี…”
เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่: “คนเก็บภาษีจับผมมัดไว้กับต้นไม้หน้าหมู่บ้านสองวันสองคืน ภรรยาผมตอนนั้นกำลังท้องอยู่ พอตกใจกลัวก็เลยแท้ง…
“พระเจ้า! ผมหมดหนทางแล้วจริงๆ เลยต้องเอาที่ดินและปศุสัตว์ทั้งหมดไปจำนองกับนายท่านโปกา แต่สุดท้ายก็ยังค้างหนี้เขาอีก 15 ลีฟร์ กว่าจะใช้หนี้หมดก็เพิ่งจะปีที่แล้วนี่เอง”
พอลตาแดงก่ำ มองเจ้าหน้าที่จดบันทึก: “นายท่าน คุณก็รู้ ปกติแล้วเราจะจ่ายภาษีตอนสิ้นเดือนกรกฎาคม ถ้าปีนั้นไม่มีการเก็บภาษีล่วงหน้ากะทันหัน ผมก็คงไม่โดนปรับ และคงมีปัญญาจ่ายเงินก้อนนั้นได้ ผมถามคุณปิแอร์ที่โรงงานแล้ว เขาบอกว่านายท่านโปกาไม่มีสิทธิ์เปลี่ยนกำหนดการเก็บภาษีตามใจชอบ…”
เจ้าหน้าที่จดบันทึกหนุ่มขมวดคิ้ว จดบันทึกทุกอย่างที่เขาพูดลงไป ถามรายละเอียดเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย สุดท้ายก็เขียนใบแจ้งให้เขารับไป: “คุณกลับไปก่อนเถอะครับ ถ้าเราตรวจสอบได้ผลยังไง จะส่งคนไปติดต่อคุณทันที”
“ครับ ครับ ขอบคุณมากครับนายท่าน!” พอลพยักหน้ารัวๆ เดินฝ่าแสงแดดยามเย็นมุ่งหน้าไปยังเมืองอ็องตวน เบื้องหลังเขายังมีคนอีกหลายร้อยคนที่มีชะตากรรมคล้ายคลึงกัน ยืนต่อแถวยาวเหยียด
สามวันต่อมา เจ้าหน้าที่สรรพากรคนหนึ่งพร้อมด้วยผู้ช่วยสองคน ก็เดินทางมาที่บ้านของพอล
……
ชั้นสองของพระราชวังตุยเลอรี
โกลด์สมิดทำหน้าเหมือนจะขอรางวัล พูดกับโจเซฟว่า: “ฝ่าบาท นอกจากพวกนั้นจะสั่งให้กองคาราวานหยุดการค้าขายแล้ว พวกเขายังจะหาทางทำให้การนำเข้าและส่งออกสินค้าที่ท่าเรือมาร์กเซยหยุดชะงักด้วยพ่ะย่ะค่ะ
“กระหม่อมแอบหยั่งเชิงเพลลิเยร์ดูแล้ว ดูเหมือนพวกเขาจะยอมทุ่มเงินก้อนหนึ่ง เพื่อจ้างให้ผู้จัดการและคนงานท่าเรือทั้งหมดนัดหยุดงานกลับบ้านพ่ะย่ะค่ะ”
ใบหน้าของโจเซฟเปลี่ยนเป็นเย็นชาลงทันที
พวกหน้าโง่พวกนี้รนหาที่ตายจริงๆ

0 Comments