ตอนที่ 509 ชาร์ลส์ผู้สิ้นหวัง
แปลโดย เนสยังชาร์ลส์มองไปที่มกุฎราชกุมารอย่างสงสัย แล้วประท้วงว่า: “ฝ่าบาท นี่ล้วนเป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมายทั้งนั้น ข้าพระองค์ไปสนับสนุนกบฏตรงไหนพ่ะย่ะค่ะ?”
“โปรดเปิดไปหน้าสุดท้ายสิ”
โจเซฟชี้ไปที่เอกสารในมือเขา: “บริษัทเหล็กกล้าเฮอร์ลอส รับหน้าที่ขนส่งอาวุธจากเนเธอร์แลนด์ให้กับพวกกบฏ และซ่อมแซมปืนด้วย
“ส่วนศาลาว่าการเมืองเกนต์ก็อยู่ภายใต้การบริหารของสภากบฏมาเป็นเวลานาน เคยให้เสบียงสนับสนุนพวกกบฏเป็นจำนวนมาก
“ส่วนคุณคลิฟฟอร์ดคนหลัง ก็คอยดำเนินการ… ให้พวกกบฏมาโดยตลอด”
สีหน้าของชาร์ลส์เปลี่ยนไปอย่างมาก รีบแก้ตัวอย่างร้อนรน: “ฝ่าบาท ข้า… ข้าพระองค์ไม่รู้เลยว่าพวกเขามีความเกี่ยวข้องกับพวกกบฏ ธนาคารของข้าพระองค์ก็แค่ปล่อยกู้ตามปกติเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟรู้ดีอยู่แล้วว่าเขาคงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลุกฮือที่บราบันต์ แต่ในตอนนั้นกองกำลังของฟาน เดอ นูต ได้ยึดครองพื้นที่กว่าครึ่งของเซาเทิร์นเนเธอร์แลนด์ไปแล้ว และชาร์ลส์ก็มีธนาคารอยู่ในเซาเทิร์นเนเธอร์แลนด์ถึง 3 แห่ง จึงยากที่จะหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมทางการเงินกับพวกเขาได้
และผลลัพธ์ก็เป็นไปตามที่เขาคาดไว้ หน่วยข่าวกรองสืบพบความเชื่อมโยงบางอย่างระหว่างธนาคารภายใต้ชื่อของชาร์ลส์กับกองกำลังก่อการกบฏได้อย่างรวดเร็ว ในตอนนี้ เซาเทิร์นเนเธอร์แลนด์กลับมาอยู่ภายใต้การปกครองของออสเตรียแล้ว ส่วนภูมิภาควอลลูนก็อยู่ภายใต้การดูแลของฝรั่งเศส การจะสืบเรื่องเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร
อันที่จริง สำหรับชาร์ลส์แล้ว การทำธุรกรรมที่ปรากฏในเอกสารล้วนเป็นการขาดทุนย่อยยับ ตัวอย่างเช่น บริษัทเหล็กกล้าเฮอร์ลอสที่ปิดกิจการไปหลังจากที่การก่อกบฏล้มเหลว เงินกู้หลายหมื่นลีฟร์นั้นก็สูญเปล่าตามไปด้วย
แต่เงินกู้ได้มอบให้บริษัทเหล็กกล้าเฮอร์ลอสไปแล้วจริงๆ นั่นก็สามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการจัดการกับชาร์ลส์ได้
“ฉันเต็มใจที่จะเชื่อท่านนะ” โจเซฟทำทีเหมือนปลอบใจชาร์ลส์ “ตราบใดที่ท่านไม่รู้เรื่องจริงๆ อีกไม่นานศาลสูงก็จะเพิกถอนคำสั่งอายัดทรัพย์สินของท่านเอง”
“ขอบพระทัยที่ทรงเชื่อมั่นพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” ชาร์ลส์รีบลุกขึ้นทำความเคารพ แล้วถามอย่างประหม่าว่า “แล้วจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนพ่ะย่ะค่ะ?”
“ก็ต้องขึ้นอยู่กับความคืบหน้าในการสืบสวนของหน่วยข่าวกรองนั่นแหละ ถ้าเร็วหน่อยก็อาจจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของท่านได้ภายในหนึ่งหรือสองเดือน แต่พวกกบฏพวกนั้นทำลายเอกสารไปเยอะมากก่อนจะยอมแพ้ ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะใช้เวลาครึ่งปีหรือนานกว่านั้นถึงจะรู้ผล”
ชาร์ลส์แทบจะร้องไห้ออกมา: “ฝ่าบาท พระองค์ต้องช่วยพิสูจน์ให้ข้าพระองค์ด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ ข้าพระองค์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกกบฏจริงๆ!”
แม้ว่าเขาจะเริ่มต้นธุรกิจในเซาเทิร์นเนเธอร์แลนด์ แต่หลังจากนั้นเขาก็ย้ายศูนย์กลางธุรกิจมาที่ฝรั่งเศส เพราะที่นี่ตลาดใหญ่กว่า และมีผลกำไรสูงกว่า
และในทรัพย์สินของเขา ก็มีถึงหกส่วนที่เป็นเงินของขุนนางคนอื่นที่ฝากให้เขาบริหารจัดการ เงินเหล่านี้ต้องจ่ายดอกเบี้ยให้ตลอดเวลา อย่าว่าแต่ครึ่งปีเลยที่เอาเงินออกมาหมุนไม่ได้ แม้แต่สองเดือนก็ทำให้เขาขาดทุนจนปวดตับได้แล้ว
นอกจากนี้ เขายังต้องคำนึงถึงสถานการณ์ของธนาคารภายใต้ชื่อของเขาอีก หากเรื่องที่ทรัพย์สินของเขาถูกอายัดแพร่งพรายออกไป ก็จะทำให้ผู้ฝากเงินแห่กันมาถอนเงินอย่างแน่นอน ใครจะไปรู้ว่าเจ้าของธนาคารชาร์ลส์ – โบลตันไปทำความผิดร้ายแรงอะไรมา รีบถอนเงินออกมาก่อนน่าจะปลอดภัยกว่า
สิ่งที่คนเปิดธนาคารไม่อยากเจอที่สุดก็คือการแห่ถอนเงิน เพราะนั่นแทบจะหมายถึงการล้มละลายเลยทีเดียว
โจเซฟพูดอย่างไม่แยแส: “ท่านต้องเชื่อมั่นในหน่วยข่าวกรอง หรือจะสวดมนต์ขอพรให้พวกเขาก็ได้ ขอให้หาหลักฐานเจอโดยเร็ว”
“ไม่ ขอร้องล่ะพ่ะย่ะค่ะ พระองค์ต้องช่วยข้าพระองค์นะ…”
“ขอโทษทีนะ เรื่องนี้ฉันคงช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ” โจเซฟพูดพลางลุกขึ้นทำท่าเหมือนจะส่งแขก “วันนี้คุยกันแค่นี้ก่อนเถอะคุณชาร์ลส์ ฉันยังมีเรื่องปฏิรูปภาษีต้องไปจัดการอีก”
เมื่อชาร์ลส์ได้ยิน หัวใจของเขาก็กระตุกวาบ จะไม่เข้าใจได้อย่างไรว่าทำไมตัวเองถึงถูกหน่วยข่าวกรองเพ่งเล็ง
สมาคมนายหน้าเก็บภาษีพยายามทุกวิถีทางเพื่อขัดขวางการปฏิรูปภาษีของรัฐบาล ก่อนหน้านี้เขากับมอเรลยังแกล้งทำเป็นจะให้บรียานกู้เงิน เพื่อถ่วงเวลาการระดมทุนของรัฐบาลอีกต่างหาก ตอนนี้ รัฐบาลฝรั่งเศสหาเงินได้มากพอที่จะทำให้การดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหน้าดำเนินต่อไปได้แล้ว มีความมั่นใจมากขึ้น จึงต้องมาสั่งสอนเขา
เขารีบเดินไปตรงหน้าโจเซฟ ก้มหน้าพูดว่า: “ฝ่าบาท รัฐบาลกำลังจะปฏิรูปภาษี ในระหว่างนี้อาจจะเกิดปัญหาเงินทุนไม่เพียงพอขึ้นได้
“และในระหว่างที่หน่วยข่าวกรองกำลังสืบสวน ทรัพย์สินของข้าพระองค์ก็ถูกปล่อยทิ้งไว้เปล่าๆ สู้ให้บรียานกู้ไปใช้ เพื่อช่วยให้เขาผ่านพ้นช่วงการเปลี่ยนแปลงระบบภาษีไปได้ดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟทำหน้าไม่สนใจ แล้วโบกมือ: “ฉันอ่านรายงานของท่านบิชอปบรียานแล้ว งบประมาณสำหรับการปฏิรูปภาษีก็หามาได้พอแล้ว ไม่ต้องรบกวนท่านแล้วล่ะ”
ชาร์ลส์พูดอย่างร้อนรน: “ฝ่าบาท การปฏิรูปภาษีย่อมหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดไม่ได้ หากท่านบิชอปบรียานมีเงินทุนในมือมากขึ้น ก็จะรับมือกับปัญหาได้ง่ายขึ้นนะพ่ะย่ะค่ะ
“ข้าพระองค์ยินดีที่จะให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจำนวน 12 ล้านฟรังก์ เพื่อช่วยรัฐบาลในการปฏิรูปภาษี การทำเช่นนี้ก็เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าข้าพระองค์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มกบฏเซาเทิร์นเนเธอร์แลนด์ หวังเพียงแค่ความคืบหน้าในการสืบสวนของหน่วยข่าวกรองจะเร็วขึ้นอีกสักนิด”
โจเซฟถอนหายใจ แล้วพูดว่า: “ก็ได้ งั้นเดี๋ยวฉันลองไปถามท่านบิชอปบรียานดูละกันว่าทางเขาต้องการเงินกู้อีกไหม”
ก่อนหน้านี้เขาเคยให้หน่วยข่าวกรองสืบดูแล้ว เงินค่าเหมาเก็บภาษีที่ชาร์ลส์จ่ายในแต่ละปีก็ตกประมาณ 10 ล้านฟรังก์ ถ้ารวมกับอีก 2 ล้านฟรังก์ ก็ถือเป็นเงินทั้งหมดที่คนๆ นี้จะหามาได้แล้ว
ทางด้านชาร์ลส์ก็ราวกับได้รับการอภัยโทษ รีบโค้งคำนับขอบคุณเป็นการใหญ่: “ขอบพระทัยฝ่าบาท ข้าพระองค์จะไปเชิญท่านบิชอปบรียานมาเดี๋ยวนี้…”
……
แร็งส์
เวลาหกโมงครึ่งตอนเย็น เจ้าหน้าที่สรรพากรหนุ่มสองคนเดินออกมาจากกรมสรรพากร เตรียมตัวจะกลับที่พัก
ทว่า พวกเขาเพิ่งจะเดินเลี้ยวตรงหัวมุมถนน ก็มีเงาดำสองร่างรีบเดินตามมาติดๆ จากด้านหลัง
เจ้าหน้าที่สรรพากรที่ตัวสูงกว่าเหมือนจะรู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหว พอหันกลับไปก็เห็นท่อนไม้กำลังฟาดลงมาที่หัวของเขา
เขารีบดึงเพื่อนร่วมงานไว้ พร้อมกับพยายามเบี่ยงตัวหลบไปด้านหลัง แต่ก็ยังช้าไปหน่อย ท่อนไม้ฟาดเข้าที่แก้มของเขาอย่างแรง จนเขาล้มคะมำลงไปกองกับพื้น หัวหมุนติ้วไปหมด
ส่วนเจ้าหน้าที่สรรพากรที่เตี้ยกว่าก็ถูกดึงจนเซไป ท่อนไม้ของคนร้ายเฉียดหูของเขาไป ฟาดเข้าที่ไหล่
คนร้ายที่สวมหมวกคลุมหน้าเดินตามมาพร้อมกับเงื้อไม้ขึ้นจะฟาดซ้ำ พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงดุดัน: “ออกจากกรมสรรพากรไปซะ ไม่งั้นจะตีให้หัก…”
ทว่า เสียงระเบิดที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันก็กลบเสียงทั้งหมดลง
ร่างของคนร้ายราวกับถูกค้อนยักษ์ทุบ ลอยกระเด็นไปด้านหลังทันที
คนร้ายอีกคนกำลังจะลงมือทุบตีเจ้าหน้าที่สรรพากรที่ตัวสูงต่อ ก็ตกใจกับเสียงดังสนั่น พอหันไปดูก็เห็นหน้าอกของเพื่อนร่วมแก๊งแดงฉานไปด้วยเลือด นอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนพื้น เห็นได้ชัดว่าถูกยิง
จากนั้นเขาก็เห็นปืนพกในมือของเจ้าหน้าที่สรรพากรที่เตี้ยกว่า ก็ตกใจจนรีบโยนท่อนไม้ทิ้ง หันหลังวิ่งหนีทันที พร้อมกับส่งเสียงสั่นเครือออกมาจากลำคอ: “แก แกฆ่าเขา…”
เจ้าหน้าที่สรรพากรอดทนต่อความเจ็บปวดที่หัวไหล่ โยนปืนพกที่ยิงกระสุนหมดแล้วทิ้งไป จากนั้นก็ชักปืนพกอีกกระบอกออกมาจากเอวด้านขวา ปลดเซฟตี้ ง้างนกสับ เล็งไปที่คนร้ายที่กำลังวิ่งหนี แล้วเหนี่ยวไก
เสียงปืนดังสนั่นขึ้นอีกครั้ง ชายสวมหมวกที่กำลังวิ่งหนีมีเลือดสาดกระเซ็นออกมาจากแผ่นหลัง ร่างของเขาล้มคะมำไปข้างหน้าอย่างแรง ในดวงตาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ตัวเองก็แค่เอาไม้ไปตีหัว เขาถึงกับยิงปืนใส่เลยหรือ…
เจ้าหน้าที่สรรพากรที่เตี้ยกว่าลดปลายปืนลง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา: “ตามกฎหมายแล้ว หากมีการลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่สรรพากร สามารถยิงทิ้งได้ทันที!”

0 Comments