ตอนที่ 500 สงครามไมซอร์ครั้งที่สามที่ไม่เหมือนเดิม
แปลโดย เนสยังไม่ไกลนักทางทิศเหนือ เกี้ยวแบบอินเดียหลังหนึ่งค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ค่ายทหารอังกฤษ ตอนนี้ทุกหนทุกแห่งในเซริงกาปาตัมเต็มไปด้วยน้ำท่วมขังและโคลนตม แม้แต่ม้ายังเดินลำบาก จะไปไหนก็ต้องใช้เกี้ยวแรงงานคนเท่านั้น
จากนั้น เวลสลีย์ก็เห็นผู้ว่าการอินเดีย คอร์นวอลลิส ซึ่งเขากำลังบ่นถึง เหยียบหลังคนแบกเกี้ยวแล้วกระโดดลงมา แม้ว่าคนรับใช้จะปูเสื่อกกไว้บนพื้นแล้ว แต่ก็ยังมีน้ำโคลนสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนขากางเกงของเขาเต็มไปหมด
“ฉันกำลังจะส่งคนไปถามเรื่องเสบียงที่เหลืออยู่ทางฝั่งท่านพอดี ท่านก็มาถึงนี่เลย” เวลสลีย์ถอดถุงมือออก เดินเข้าไปสวมกอดผู้ว่าการ “หวังว่าท่านจะนำข่าวดีมาให้นะ”
“ข่าวดีหนึ่งข่าว กับข่าวร้ายหนึ่งข่าว”
คอร์นวอลลิสสะบัดโคลนที่ติดรองเท้าหนังออกด้วยความรังเกียจ ปรายตามองเก้าอี้ที่วางอยู่นอกเต็นท์บัญชาการ
“รังเกียจไหม ถ้าฉันจะนั่งตรงนี้”
“แน่นอนว่าไม่ นี่คือเก้าอี้ที่เตรียมไว้ให้ท่าน” เวลสลีย์ส่งสัญญาณให้คนรับใช้ไปเอาเก้าอี้อีกตัวมาจากในเต็นท์ แล้วนั่งลงตรงข้ามผู้ว่าการ “ถ้าอย่างนั้น เชิญท่านบอกข่าวร้ายมาก่อนเถอะ”
คอร์นวอลลิสยกขาขึ้น ให้คนรับใช้ช่วยเช็ดคราบโคลนบนกางเกงให้ พลางชี้ไปที่กาน้ำชาบนโต๊ะ “รินให้ฉันสักแก้วสิ อากาศบ้าๆ นี่มัน…อ้อ แต่ฉันอยากจะบอกข่าวดีก่อน เพราะมันพูดแป๊บเดียวก็จบแล้ว”
“ก็แล้วแต่ท่านเถอะ อันที่จริงเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นข่าวร้ายได้เหมือนกัน”
“เมืองซาวานูร์ส่งเนื้อแห้งกับข้าวสารมาให้ ใช่แล้ว ข้าวสารบ้าๆ อีกตามเคย แทบจะไม่มีข้าวสาลีเลย ก็หมายความว่าจะไม่มีขนมปัง” คอร์นวอลลิสบอก “แต่เสบียงพวกนี้ ก็พอให้กองทัพประทังไปได้จนถึงเดือนตุลาคม”
ซาวานูร์เป็นมณฑลทางตอนใต้ของจักรวรรดิมราฐา มีอาณาเขตติดกับไมซอร์ ปัจจุบัน เสบียงของกองทัพอังกฤษล้วนติดอยู่ที่ท่าเรือมาลาบาร์ จึงสามารถรับเสบียงได้จากมราฐาเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐมหาราชาอินเดียสามารถจัดหาให้ได้ก็มีเพียงอาหาร ส่วนอาวุธ ยารักษาโรค ไวน์ ม้าศึก หรือแม้แต่เต็นท์ อังกฤษก็ต้องขนมาจากยุโรปเองทั้งหมด
คอร์นวอลลิสยกถ้วยชาขึ้น สีหน้าหม่นหมองลง
“ส่วนข่าวร้ายก็คือ เรือขนส่ง 4 ลำที่เดินทางมาถึงท่าเรือมาลาบาร์เมื่อสองเดือนก่อน จะเป็นเสบียงลอตสุดท้าย”
“คณะกรรมการของบริษัทอินเดียตะวันออกมีมติแล้วว่า จะไม่ทุ่มงบประมาณทางทหารให้กับสมรภูมิตะวันออกไกลอีกต่อไป อันที่จริง ตัวแทนเจรจาของบริษัทก็น่าจะใกล้ถึงนอร์ทคานาราแล้ว”
เวลสลีย์ไม่ได้ดูแปลกใจเท่าไหร่นัก เขามองไปที่ผู้ว่าการและพูดว่า
“ก็หมายความว่า โอกาสที่เราจะจัดทัพบุกโจมตีมีเหลือไม่มากแล้วงั้นสิ”
ก่อนหน้านี้เขาได้สืบทราบมาแล้วว่า การทำสงครามในไมซอร์ครั้งนี้ บริษัทอินเดียตะวันออกได้ทุ่มงบประมาณทางทหารไปแล้วกว่า 3.2 ล้านปอนด์ ซึ่งเกินกว่าภาษีในประเทศที่บริษัทต้องจ่ายให้รัฐบาลอังกฤษในแต่ละปีเสียอีก
ส่งผลให้ปีนี้บริษัทแทบจะไม่มีผลกำไรเลย และปีหน้าก็จะได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน ว่ากันว่า ราคาหุ้นของบริษัทก็ดิ่งลงอย่างรวดเร็วเพราะเรื่องนี้ด้วย
ดังนั้น การที่คณะกรรมการบริษัทตัดสินใจตัดไฟแต่ต้นลม จึงเป็นเรื่องที่คาดเดาได้อยู่แล้ว
คอร์นวอลลิสพยักหน้า
“อย่างช้าที่สุดปลายปีนี้ กองกำลังรบนอกประเทศก็ต้องกลับประเทศ ไม่งั้นจะไม่มีแม้แต่เงินเดือนทหาร”
“ฉันเข้าใจแล้ว ถ้างั้นก็รอให้ปืนใหญ่หนักส่งมาถึง แล้วค่อยเปิดศึกตัดสินครั้งสุดท้ายก็แล้วกัน”
หนึ่งเดือนครึ่งต่อมา
ทิปูสุลต่านมองทะลุม่านฝนที่โปรยปราย หันไปถามหัวหน้าองครักษ์ว่า
“แน่ใจตำแหน่งแล้วใช่ไหม”
“พ่ะย่ะค่ะ องค์สุลต่านผู้ยิ่งใหญ่ ห่างออกไป 2 ไมล์ข้างหน้าคือฐานปืนใหญ่ของอังกฤษพ่ะย่ะค่ะ”
ทิปูสุลต่านพยักหน้า หันขวับกลับมาพร้อมชักดาบโค้งประจำกาย ตะโกนเสียงก้องกังวานต่อหน้าทหารองครักษ์กว่า 1,700 นาย
“พวกคนนอกรีตนั่น ฆ่าพ่อแม่พี่น้องและเพื่อนฝูงของพวกเรา จับเด็กบริสุทธิ์โยนลงหม้อต้มกินเป็นอาหาร!”
“ตอนนี้ พวกมันกำลังจะบุกเข้ามาในเซริงกาปาตัม เราจะยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นไม่ได้เด็ดขาด!”
“ถ้าพวกเจ้าอยากจะปกป้องครอบครัว ไม่ให้ลูกหลานต้องกลายเป็นอาหารของพวกคนอังกฤษล่ะก็ จงตามข้ามา ใช้ดาบของพวกเจ้าส่งพวกมันกลับลงนรกซะ!”
หลังจากที่ซาลาห์ กงสุลฝรั่งเศสประจำไมซอร์ได้ทำการโฆษณาชวนเชื่อก่อนหน้านี้ ภาพลักษณ์ความเป็นปีศาจร้ายของชาวอังกฤษก็ฝังรากลึกในใจชาวไมซอร์ไปแล้ว ทุกคนต่างเชื่อกันสนิทใจว่า ทหารอังกฤษทุกคนจะต้องกินเด็กสัปดาห์ละหนึ่งคน เพื่อรักษาความแข็งแกร่งของร่างกาย
ข่าวลือนี้ยังแพร่กระจายไปถึงไฮเดอราบาด คาร์นาติค และรัฐอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของอังกฤษอีกด้วย เมื่อสามเดือนก่อน ยังมีชาวอุทัยคิรีที่กลัวว่าลูกจะถูกจับไปกิน จนถึงขั้นลงมือฆ่าทหารอังกฤษที่เดินผ่านมาสองนายเลยทีเดียว
ดังนั้น ตอนนี้ชาวไมซอร์ต่างก็โกรธแค้นและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ยอมเสี่ยงชีวิตต่อสู้กับกองทัพอังกฤษ
ฝนหยุดตกแล้ว
มาร์ควิสเวลสลีย์รอจนพื้นดินเริ่มแห้งลงเล็กน้อย ก็รีบสั่งให้กองทัพอังกฤษ 5,000 นายเป็นแกนนำ ควบคุมทหารมราฐาอีก 30,000 นาย เคลื่อนทัพเข้าใกล้เซริงกาปาตัมทันที
ในขณะเดียวกัน กองทัพคอร์นวอลลิสทางทิศเหนือ ซึ่งประกอบด้วยทหารอังกฤษ 4,000 นาย และทหารจากรัฐมหาราชาของอินเดียอีกกว่า 30,000 นาย ก็เปิดฉากโจมตี โอบล้อมเซริงกาปาตัมเอาไว้
ปืนใหญ่ 12 ปอนด์ของกองทัพอังกฤษเริ่มคำราม ปืนใหญ่ 7 กระบอกยิงด้วยความเร็วสูงสุด สาดกระสุนปูพรมถล่มฐานปืนใหญ่ของไมซอร์ที่อยู่ห่างออกไป 1 กิโลเมตร ส่วนปืนใหญ่ของฝ่ายหลังมีเพียงปืน 8 ปอนด์ 10 กระบอก แถมยังต้องกระจายกำลังตั้งรับนอกเมือง ที่เหลือเป็นปืน 4 ปอนด์ ซึ่งระยะยิงสั้นกว่าปืนใหญ่หนักของอังกฤษมาก
เวลาประมาณบ่ายสี่โมง ทิปูสุลต่านนำทหารไมซอร์เกือบ 2,000 นาย โผล่พรวดออกมารางกับพรางตัวมาจากด้านข้างค่อนไปทางด้านหลังของฐานปืนใหญ่ทหารอังกฤษ และพุ่งเข้าโจมตีปืนใหญ่ที่กำลังยิงอย่างบ้าคลั่ง
ทหารราบอังกฤษที่รับผิดชอบคุ้มกันฐานปืนใหญ่เห็นได้ชัดว่าไม่ได้คาดคิดว่าจะถูกลอบโจมตี ต่างรีบตีกลองจัดกระบวนทัพด้วยความตื่นตระหนก
ก่อนหน้านี้ ทิปูสุลต่านอาศัยจังหวะฝนตก ลักลอบฝ่าช่องโหว่ระหว่างกองทัพอังกฤษและมราฐาเข้ามาได้ เนื่องจากชำนาญพื้นที่เป็นอย่างดี ประกอบกับฝนตกหนักจนใช้กล้องส่องทางไกลไม่ได้ จึงไม่มีใครสังเกตเห็นร่องรอยของพวกเขาเลย
ทิปูสุลต่านเป็นผู้นำทัพบุกทะลวง ไม่ใช้แม้แต่ปืนคาบศิลา อาศัยเพียงดาบโค้งพุ่งเข้าใส่แนวทหารราบของอังกฤษอย่างไม่คิดชีวิต
คนกลุ่มนี้กว่า 1,700 คน คือกองทหารองครักษ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเขา แต่ละคนล้วนดุดันเหี้ยมเกรียม ยอมทนรับการระดมยิงถึงสามชุดจากทหารราบอังกฤษ 400 กว่านายที่อยู่ตรงหน้า และในที่สุดก็ตีฝ่าเข้ามาประชิดปีกขวาของศัตรูได้ โชคดีที่การโจมตีของพวกเขาเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้กระบวนทัพของอังกฤษไม่เป็นระเบียบนัก ผลลัพธ์ของการระดมยิงจึงไม่ค่อยได้ผล
หลังจากที่ต้องสูญเสียทหารไปเกือบ 300 นาย ในที่สุดพวกไมซอร์ก็สามารถเจาะทะลวงแนวทหารราบของอังกฤษได้สำเร็จ จากนั้นจึงแบ่งกำลังพลกว่าพันนายไปสกัดกั้นกองทหารรับจ้างมราฐาที่กำลัง 몰กรีธาทัพเข้ามาเสริมกำลัง ส่วนที่เหลือก็ใช้ตะปูเหล็กตอกปิดช่องจุดระเบิดของปืนใหญ่
ในขณะเดียวกัน นาวาซ บุตรชายคนโตของทิปูสุลต่านกำลังนำทัพหลักของไมซอร์กว่า 50,000 นาย ปะทะกับกองทัพอังกฤษอย่างดุเดือดทางแนวหน้า
ทหารเหล่านี้ได้รับการฝึกฝนจากลาฟาแยตมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระเบียบแถวหรือวินัย ก็ถือว่าสูงกว่ากองทัพของรัฐอื่นๆ ในอินเดียมากนัก
ดังนั้น ตราบใดที่ไม่ได้ปะทะกับ “ทหารกุ้งแดง” ของอังกฤษโดยตรง แนวป้องกันของไมซอร์ก็ยังคงแข็งแกร่งดั่งหินผา ซ้ำยังสามารถเปิดฉากตอบโต้เป็นจุดๆ ได้อีกด้วย
และเมื่อทหารอังกฤษบุกขึ้นมา พวกเขาก็จะยิงแลกกันสองสามระลอก แล้วรีบถอยฉากออกไปทันที ปล่อยให้กองหลังคอยถ่วงเวลาเอาไว้ พื้นที่นอกเมืองเซริงกาปาตัมมีความกว้างถึงสิบกว่าไมล์ มีภูเขามากมายให้ใช้ตั้งรับ
ทางฝั่งทิปูสุลต่าน หลังจากทำลายปืนใหญ่ 12 ปอนด์ไปได้ 6 กระบอก รวมถึงปืนใหญ่อื่นๆ อีกจำนวนมาก ในที่สุดทหารอังกฤษที่เวลสลีย์ส่งมาเสริมทัพก็มาถึง
ทิปูสุลต่านเหลือบมองท้องฟ้าที่เริ่มมืดมิดลง ก่อนจะสั่งถอยทัพทันที
นี่คือรูปแบบการรบของเขา ชอบเสี่ยงตายแบบสุดขีด และลอบโจมตีอย่างไม่กลัวตาย ในประวัติศาสตร์ เขาก็อาศัยยุทธวิธีแบบนี้แหละ ที่สามารถต่อกรกับอังกฤษซึ่งเป็นมหาอำนาจของโลกในแถบอินเดียใต้ได้นานถึงหลายปี

0 Comments