ตอนที่ 491 พิธีมิสซาใหญ่
แปลโดย เนสยังพระราชินีมารีทรงนิ่งคิดอย่างใจจดใจจ่อ: “ความสามารถของมกุฎราชกุมารนั้นโดดเด่นมาก อีกทั้งยังได้รับความโปรดปรานจากพระผู้เป็นเจ้า ข้าคิดว่าสมควรจะมอบพื้นที่ที่กว้างใหญ่กว่านี้ให้กับเขา”
บรีแยนลอบมองสีพระพักตร์ของพระราชินี รู้สึกได้ว่าพระนางน่าจะตรัสอย่างจริงจัง จึงเอ่ยอย่างระมัดระวังว่า: “กระหม่อมเข้าใจความตั้งใจของพระองค์ ที่ทรงมีพระประสงค์จะฝึกฝนมกุฎราชกุมารให้มากขึ้นพ่ะย่ะค่ะ
“บางที อาจจะให้ฝ่าบาททรงลองเป็นประธานในการประชุมคณะรัฐมนตรีดูสักสองสามครั้งก่อน โดยมีพระองค์ทรงคอยชี้แนะอยู่ด้านข้าง หากเป็นเช่นนี้ก็ไม่น่าจะเกิดข้อผิดพลาดอะไรขึ้นนะพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อพระราชินีมารีทรงได้ยินดังนั้น ก็ทรงตัดสินพระทัยได้อย่างแน่วแน่: “ในเมื่อท่านก็เห็นด้วยเช่นนั้น งั้นในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งหน้า ก็ให้มกุฎราชกุมารทรงเป็นประธานก็แล้วกัน”
เมื่อตรัสจบประโยค พระนางก็รู้สึกผ่อนคลายไปทั้งสรรพางค์กายในทันที ราวกับได้กลับมาที่ห้องบรรทมหลังจากเต้นรำมาตลอดทั้งคืน และได้ถอดคอร์เซ็ตที่รัดแน่นกับรองเท้าหนังอันแข็งกระด้างออก ช่างเป็นช่วงเวลาแห่งความผ่อนคลายและสุขสบายยิ่งนัก
บรีแยนก็รู้สึกโล่งใจเช่นกัน รีบค้อมตัวทำความเคารพ: “เป็นไปตามพระประสงค์พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
เมื่อเขาจากไป ประตูสีทองของห้องประชุมใหญ่ก็ปิดดัง “ปัง” พระราชินีมารีทรงยืดพระกรทั้งสองข้างและบิดขี้เกียจ ในหัวของพระนางก็มีภาพของเค้ก เครื่องประดับ และชุดกระโปรงสวยๆ แวบเข้ามา
“รบกวนให้คุณเซซิเลียนช่วยทำเค้กมิ้นต์ช็อกโกแลตให้ข้าสักชิ้นด้วยนะ” พระนางแย้มพระสรวลและลุกขึ้นยืน ตรัสสั่งนางกำนัลเดอ แบร์นิญัก ก่อนจะบ่นพึมพำเสียงเบา “โจเซฟของข้าจะต้องจัดการทุกอย่างได้เป็นอย่างดีแน่นอน”
…
วันที่ 3 มิถุนายน ปี 1790
ภายในห้องโถงศักดิ์สิทธิ์ของมหาวิหารนอเทรอดามแห่งปารีสเนืองแน่นไปด้วยผู้คน แม้แต่ภายนอกโบสถ์ก็ยังมีประชาชนหลายพันคนมารวมตัวกัน และกำลังมองดูรูปปั้นพระเยซูขนาดใหญ่ที่เห็นลางๆ อยู่ภายในโบสถ์ด้วยความศรัทธา
ด้านหน้าสุดของห้องโถง มัคนายกในชุดคลุมสีขาวผู้หนึ่งหันหลังให้ฝูงชน โค้งตัวลงและชูพระคัมภีร์ที่กางออกขึ้นเหนือศีรษะ เบื้องหน้าของเขา อาร์ชบิชอปโชมงกำลังสวดมนต์ด้วยสีหน้าศักดิ์สิทธิ์และเคร่งขรึม
ใช่แล้ว ที่นี่กำลังมีการจัดพิธีมิสซาใหญ่เนื่องในวันสมโภชพระวรกายและพระโลหิตพระคริสต์
โจเซฟประทับนั่งอยู่แถวหน้าสุดของผู้ที่เข้าร่วมพิธีมิสซาทั้งหมด แต่กลับไม่ได้ให้ความสนใจกับอาร์ชบิชอปที่กำลังพูดภาษาละตินงึมงำอยู่เลยแม้แต่น้อย เขาคงจะเป็นมกุฎราชกุมารฝรั่งเศสที่มีทักษะภาษาละตินย่ำแย่ที่สุดในรอบเกือบร้อยปีเลยล่ะ เพราะจนถึงตอนนี้ก็ยังอ่านหนังสือภาษาละตินไม่ออก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการฟังแบบสดๆ เลย
เขาหันไปด้านข้างเล็กน้อย และกระซิบกับฟูเชที่นั่งอยู่ด้านหลังว่า: “ตรวจสอบแน่ชัดแล้วใช่ไหม?”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” อธิบดีกรมข่าวกรองโน้มตัวมาข้างหน้า และลดเสียงลงจนแผ่วเบาเช่นกัน “ข่าวถูกปล่อยออกมาโดยไวเคานต์ชาร์ลส์ แบร์นี ผ่านทางตำรวจศาลที่ทำหน้าที่คุมขังเขาพ่ะย่ะค่ะ ทั้งตัวเขาเองและอีกหกคนที่ร่วมเผยแพร่เรื่องนี้ ต่างก็ยอมรับสารภาพแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟหรี่ตาลงเล็กน้อย
เห็นได้ชัดว่า แบร์นียังคงไม่ยอมจำนนต่อการถูกเนรเทศ ดังนั้นเขาจึงจงใจปล่อยข่าวเรื่องที่ตนสั่งให้เขาซัดทอดข้าราชการคนอื่นๆ เพื่อหวังจะใช้เรื่องนี้ปลุกปั่นความโกรธแค้นของเหล่าข้าราชการ และบีบให้ศาลสูงและราชสำนักต้องยอมถอย
โชคดีที่เขาได้จัดให้มีการสวนสนามของตำรวจในหลายๆ พื้นที่ ประกอบกับการที่คริสตจักรก็ช่วยสร้างกระแสด้วย ทำให้บรรดาข้าราชการไม่ได้หลงเชื่อ “ข่าวลือ” ของเขาอย่างง่ายดาย หากเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อหนึ่งปีก่อน ชนชั้นข้าราชการก็คงจะลุกฮือขึ้นมาก่อความวุ่นวายไปทั่วประเทศจนบ้านเมืองลุกเป็นไฟไปแล้ว
โจเซฟรู้สึกโกรธเคืองในใจ จึงสั่งการฟูเชว่า: “ให้ตรวจสอบข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับคดีทุจริตในครั้งนี้ทุกคนอย่างเข้มงวดอีกครั้ง
“ส่วนแบร์นี ให้เปลี่ยนสถานที่เนรเทศเป็นนิวซีแลนด์ก็แล้วกัน อ้อ แล้วก็ให้เพื่อนผู้คุมของเขาคนนั้น ไปอยู่เป็นเพื่อนเขาด้วยก็แล้วกัน”
เดิมทีเขาได้ตกลงกับแบร์นีและพวกไว้แล้ว ว่าให้อีกฝ่ายซัดทอดข้าราชการที่ทุจริตกลางศาล เพื่อแลกกับการถูกเนรเทศไปที่ลีล ซึ่งยังถือว่าเป็นเมืองที่ค่อนข้างเจริญอยู่บ้าง และยังอนุญาตให้เก็บทรัพย์สินบางส่วนไว้ได้ แต่ในเมื่อเจ้านี่อยากจะหาเรื่องนัก ก็ไปเลี้ยงแกะบนเกาะเล็กๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกก็แล้วกัน
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
ฟูเชโค้งตัวตอบรับ ก่อนจะเอ่ยอย่างระมัดระวัง: “ฝ่าบาท กระหม่อมคิดว่าข่าวลือของแบร์นีคงจะแพร่สะพัดไปในหมู่ข้าราชการแล้วพ่ะย่ะค่ะ แม้ว่าภายนอกพวกเขาอาจจะไม่กล้าพูดอะไร แต่ในใจก็คงจะต้องมีความไม่พอใจอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
ในดวงตาของเขาฉายแววตื่นเต้น: “บางที พวกเราควรจะจับกุมทุกคนที่เคยเผยแพร่ข่าวลือนี้ เพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม…”
โจเซฟหันไปส่งสายตาตำหนิเขา คิดในใจว่าท่านคงอยากจะหาโอกาสสร้างผลงานล่ะสิ? จึงส่ายหน้าปฏิเสธทันที:
“ท่านทำเช่นนั้นมีแต่จะยิ่งทำให้เรื่องลุกลามใหญ่โตมากขึ้นเท่านั้นแหละ สำหรับเรื่องหลังจากนี้ข้ามีแผนการรับมือไว้หมดแล้ว ท่านไม่ต้องกังวลไปหรอก”
หลังจากผ่านเรื่องนี้มา เขาก็บรรลุเป้าหมายเบื้องต้นของแผนการปฏิรูประบบข้าราชการแล้ว ในเมื่อชนชั้นข้าราชการยอมรับความเป็นจริงได้แล้ว ก็ควรจะรักษาสถานการณ์ให้มั่นคง “ตบหัวแล้วลูบหลัง” คือรูปแบบการบริหารที่ดีที่สุดเสมอ
ตามแผนของโจเซฟ หลังจากนี้ก็จะต้องประกาศเปิดรับประชาชนทั่วไปส่วนหนึ่ง ให้เข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยบริหารรัฐกิจ พร้อมกับปรับลดภาษีตำแหน่งข้าราชการลงอย่างมาก และเพิ่มเงินเดือนให้กับข้าราชการ
ใช่แล้ว เขาต้องการเพิ่มรายได้ให้กับข้าราชการ เพราะในปัจจุบันนี้ รายได้ที่ถูกกฎหมายของข้าราชการฝรั่งเศสนั้น ถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำมากจริงๆ
ทั้งหมดนี้สืบเนื่องมาจากกษัตริย์ฝรั่งเศสในอดีต มักจะมองระบบข้าราชการเป็นเหมือนธุรกิจมาโดยตลอด
ในเมื่อเป็นธุรกิจ ก็ต้องมีกำไรถึงจะถูก
ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีการขายตำแหน่งข้าราชการ จึงมีการโก่งราคากันอย่างหนักหน่วง ตำแหน่งที่มีอำนาจเพียงเล็กน้อยก็ต้องจ่ายเป็นหมื่นฟรังก์ ส่วนตำแหน่งในระดับเมืองก็มีราคาเริ่มต้นที่สามหมื่นฟรังก์
ทว่า เงินเดือนของข้าราชการกลับถูกกดให้ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ข้าราชการทั่วไปมีเงินเดือนเริ่มต้นที่ห้าสิบฟรังก์ ส่วนข้าราชการระดับรองนายกเทศมนตรีก็มีเงินเดือนเพียงเก้าสิบกว่าฟรังก์เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ยังต้องจ่าย “ภาษีตำแหน่งข้าราชการ” ทุกปีอีกด้วย!
ภาษีสุดแปลกประหลาดนี้ ถูกกำหนดขึ้นตาม “พระราชกฤษฎีกาปอแลต” ซึ่งตราขึ้นในสมัยพระเจ้าอองรีที่ 4 ทุกตำแหน่งที่ซื้อมา จะต้องจ่ายภาษีในอัตราหนึ่งส่วนเจ็ดสิบของราคาซื้อตำแหน่งในแต่ละปี ถึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ มิฉะนั้นก็จะถูกสั่งพักงานทันที
ตัวอย่างเช่น ข้าราชการทั่วไปที่กล่าวถึงข้างต้น หลังจากหักภาษีตำแหน่งข้าราชการออกจากเงินเดือนแล้ว รายรับสุทธิก็ยังไม่ถึงสี่สิบฟรังก์เลย ส่วนรายรับสุทธิของรองนายกเทศมนตรีก็อยู่ที่หกสิบฟรังก์เท่านั้น
ด้วยรูปแบบเช่นนี้ นับตั้งแต่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ขึ้นครองราชย์ ในแต่ละปีการขายตำแหน่งข้าราชการและการเก็บภาษีตำแหน่งข้าราชการ ก็สามารถสร้างรายได้ให้กับการคลังได้มากกว่าสี่สิบล้านลีฟร์เลยทีเดียว
สิ่งนี้ส่งผลให้ข้าราชการฝรั่งเศสส่วนใหญ่ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยเงินเดือนเพียงอย่างเดียว ดังนั้นพวกเขาจึงทำได้เพียงพยายามหา “ทางออก” ให้กับตัวเอง หากสถานการณ์ไม่หนักหนาสาหัส ก็อาจจะแค่รีดไถ หรือเบียดบังผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ แต่ถ้าหนักหนาสาหัสขึ้นมาหน่อย ก็อาจจะถึงขั้นทุจริตรับสินบน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นเรื่องปกติในแวดวงข้าราชการฝรั่งเศสไปเสียแล้ว
หากต้องการให้ข้าราชการมีความซื่อสัตย์สุจริต อย่างน้อยที่สุดก็ต้องจ่ายเงินเดือนให้พวกเขามากพอที่จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีเสียก่อน
การปฏิรูประบบข้าราชการในส่วนแรกของโจเซฟก็คือ การทำลายการผูกขาดของพวกขุนนางในชนชั้นข้าราชการ และคัดเลือกผู้ที่มีความสามารถให้ขึ้นมารับตำแหน่ง ส่วนในช่วงครึ่งหลังก็คือการปรับปรุงสวัสดิการของข้าราชการ และในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามยุติเรื่องเหลวไหลอย่างการขายตำแหน่งข้าราชการให้เร็วที่สุดด้วย
แน่นอนว่า ด้วยสถานะทางการคลังของฝรั่งเศสในปัจจุบัน การจะห้ามการขายตำแหน่งข้าราชการอย่างเด็ดขาดนั้น ยังเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในตอนนี้ ทว่า ตามแผนของเขา ก่อนถึงปีหน้า อย่างน้อยก็จะต้องลดจำนวนตำแหน่งที่ขายลงให้ได้ครึ่งหนึ่ง
บริเวณด้านหน้าห้องโถงศักดิ์สิทธิ์ อาร์ชบิชอปโชมงก็สวดมนต์อันยาวเหยียดจบลงในที่สุด จากนั้นบาทหลวงผู้ช่วยก็เริ่มสั่งการให้บาทหลวงแจกจ่ายศีลมหาสนิทให้แก่ศาสนิกชนที่มาร่วมงาน
อาร์ชบิชอปโชมงเหลือบมองมกุฎราชกุมารที่เอาแต่ “พูดคุย” กับอธิบดีกรมข่าวกรองมาโดยตลอด แต่กลับไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองใจเลยแม้แต่น้อย เขากระแอมเบาๆ อาศัยจังหวะนี้เปลี่ยนมาใช้ภาษาฝรั่งเศสและร้องตะโกนเสียงดังว่า:
“องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสไว้ว่า ‘ความรักเงินทองเป็นรากเหง้าของความชั่วร้ายทั้งปวง บางคนที่หลงใหลในเงินทอง ก็ถูกล่อลวงให้หลงไปจากความเชื่อ และทิ่มแทงตัวเองด้วยความทุกข์ระทมมากมาย’
“จงดูเถิด บรรดาข้าราชการผู้โลภมากเหล่านั้น แม้จะได้รับการลงโทษจากทางโลกแล้ว แต่ท้ายที่สุดก็ยังต้องเผชิญกับการพิพากษาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่ดี…”

0 Comments