ตอนที่ 49 วิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ของมกุฎราชกุมาร
แปลโดย เนสยังแสงแดดสาดส่องลงบนน้ำพุขนาดใหญ่ ก่อให้เกิดประกายสีรุ้งที่ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกเบิกบานใจ
โจเซฟยังไม่ทันได้เอ่ยปาก อองเดรก็ทนความสงสัยไม่ไหวและเอ่ยถามขึ้นก่อนว่า: “ฝ่าบาท หม่อมฉันอยากทราบจริงๆ ว่าพระองค์ทรงใช้วิธีใดทำให้พวกปรัสเซียยอมถอยทัพไปได้พ่ะย่ะค่ะ?”
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ในหัวของเขามักจะฉายภาพเหตุการณ์ในตอนที่เขากำลังจะยอมพลีชีพ แต่จู่ๆ กองทัพปรัสเซียก็ถอนทัพกลับไปเสียอย่างนั้น
ดูบัวส์กำลังจะตำหนิเขาที่เสียมารยาท แต่พอได้ยินคำว่า “ทำให้พวกปรัสเซียยอมถอยทัพ” เขาก็ประหลาดใจจนต้องเอ่ยถามว่า: “เรื่องที่เนเธอร์แลนด์ เป็นแผนการของฝ่าบาทจริงๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
เขาไม่ได้มีเส้นสายเหมือนตระกูลดาวู แม้จะได้ยินข่าวลือมาบ้างว่าเรื่องในเนเธอร์แลนด์เกี่ยวข้องกับมกุฎราชกุมาร แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับฟังข้อมูลที่แน่ชัด
อองเดรพยักหน้า ก่อนจะหันไปมองมกุฎราชกุมารด้วยความคาดหวัง
โจเซฟยิ้มพลางเอ่ยว่า: “รายละเอียดคงจะเปิดเผยมากไม่ได้หรอก หลักๆ ก็คือการส่งตัววิลเฮลมีนาให้ตำรวจในเนเธอร์แลนด์ตอนใต้ เพื่อให้พวกเขาส่งตัวนางกลับปรัสเซีย จากนั้นก็ให้พรรคผู้รักชาติไปรับเจ้าชายแห่งออเรนจ์กลับมาที่อัมสเตอร์ดัม พระเจ้าวิลเลียมที่ 2 ก็จะไม่มีข้ออ้างในการแทรกแซงเนเธอร์แลนด์อีกต่อไป”
คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของเขา กลับแฝงไปด้วยข้อมูลมหาศาล ตามหาวิลเฮลมีนาเจอได้อย่างไร, พาตัวนางไปที่เนเธอร์แลนด์ตอนใต้ได้อย่างไร, และสุดท้ายทำให้นางกลับปรัสเซียได้อย่างไร โดยที่เวลาทุกอย่างสอดคล้องกับสถานการณ์ในสนามรบพอดี แถมยังไม่ทำให้พระเจ้าวิลเลียมที่ 2 สงสัยฝรั่งเศสอีก…
อองเดรและดูบัวส์หันมาสบตากัน ทั้งคู่ต่างก็เห็นถึงความประหลาดใจและความทึ่งในแววตาของอีกฝ่าย กลยุทธ์ของมกุฎราชกุมารช่างล้ำลึกและเหนือชั้นจริงๆ! แต่ในเมื่อเป็นความลับระดับประเทศ พวกเขาแม้จะคันปากอยากรู้แค่ไหนก็ไม่อาจซักไซ้ต่อได้
จากนั้นทั้งสองก็เริ่มเล่าถึงการต่อสู้อันดุเดือดและนองเลือดในสมรภูมิเนเธอร์แลนด์ให้ฟัง โดยเฉพาะในวันสุดท้าย ที่กองทัพปรัสเซียบุกโจมตีอย่างหนักหน่วง จนทำให้ทหารอาสาชาวฝรั่งเศส 300 นายต้องบาดเจ็บและล้มตายไปกว่า 40 นาย
อองเดรเล่ามาถึงตรงนี้ ก็ทอดถอนใจด้วยสีหน้าเคร่งเครียด: “กองทัพปรัสเซียมีระเบียบวินัยที่เข้มงวดมาก และมีการฝึกฝนที่อยู่ในระดับสูง หากตอนนั้นยังดึงดันจะสู้ต่อไป หม่อมฉันคาดว่าพวกเนเธอร์แลนด์คงจะต้านทานไว้ไม่ถึงพลบค่ำอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
ดูบัวส์พยักหน้าเห็นด้วย: “ตอนนี้อเล็กซองดร์กำลังศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับระบบทหารและการฝึกฝนของกองทัพปรัสเซียอยู่พ่ะย่ะค่ะ ตามที่เขาได้วิเคราะห์ไว้…”
เขาชำเลืองมองโจเซฟ แล้วเอ่ยอย่างระมัดระวังว่า: “ประสิทธิภาพในการรบของกองทัพปรัสเซียนั้น เหนือกว่ากองทัพฝรั่งเศสถึงหนึ่งในสามเลยพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟรู้ดีว่าสิ่งที่เขาพูดไม่ได้เกินจริงเลย ปรัสเซียเคยได้ชื่อว่าเป็นกองทัพบกอันดับหนึ่งของยุโรป ระบบการฝึกทหารของขุนนางยุงเคอร์ (Junker) นั้นมีความสมบูรณ์แบบและเข้มงวดเป็นอย่างยิ่ง ผนวกกับความอดทนและการเชื่อฟังคำสั่งอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวเยอรมัน แม้ในตอนนี้คุณภาพจะตกลงไปบ้าง แต่ประสิทธิภาพในการรบก็ยังประมาทไม่ได้เลย
เขาเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังว่า: “ระบบทหารของฝรั่งเศสนั้นเก่าล้าหลังเกินไปแล้ว มันสมควรจะได้รับการปฏิรูปใหม่ทั้งหมดตั้งนานแล้ว”
ในประวัติศาสตร์ กองทัพฝรั่งเศสที่ล้าสมัยเคยเพลี่ยงพล้ำในสมรภูมิรบมาแล้วหลายครั้ง จนกระทั่งจักรพรรดินโปเลียนปรากฏตัวขึ้นมาถึงจะสามารถกอบกู้สถานการณ์ไว้ได้ และภายใต้การนำของเขา ฝรั่งเศสก็ได้ทำการปฏิรูปกองทัพ จนกลายมาเป็นกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปยุโรปในที่สุด
ดูบัวส์รีบสนับสนุนทันที: “ถูกต้องเลยพ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันกับอเล็กซองดร์ก็เคยคุยเรื่องนี้กันหลายครั้ง พวกเราสมควรจะเรียนรู้จากปรัสเซียในทุกๆ ด้าน เพื่อที่จะได้สามารถรับมือกับความท้าทายในอนาคตได้พ่ะย่ะค่ะ!”
“เรียนรู้จากปรัสเซียอย่างนั้นหรือ?” โจเซฟมองเขาพลางส่ายหน้าเบาๆ “สิ่งที่เราต้องทำคือการก้าวข้ามปรัสเซียให้ได้ต่างหาก ไม่ใช่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเรียนรู้จากพวกเขาเพียงอย่างเดียว”
อองเดรและดูบัวส์สบตากันอีกครั้ง: “แล้วฝ่าบาททรงคิดว่าควรจะปฏิรูปกองทัพอย่างไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
เรื่องนี้โจเซฟก็เคยคิดทบทวนมาแล้วเช่นกัน เขาจึงตอบกลับทันทีว่า: “ปัญหาใหญ่ที่สุดของกองทัพฝรั่งเศสก็คือกองทัพกระจัดกระจาย ไม่มีศูนย์กลางการสั่งการ ไม่มีการฝึกฝนที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ส่วนเรื่องยุทโธปกรณ์และคุณภาพของทหารนั้นยิ่งแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว พอถึงเวลาต้องทำศึกใหญ่ กองทัพที่ถูกเกณฑ์มาแม้จะดูมีจำนวนมหาศาล แต่ความจริงแล้วมีกองกำลังที่พอจะพึ่งพาได้น้อยนิดเท่านั้น…”
ในเมื่อคุยกันถึงเรื่องการปฏิรูปกองทัพแล้ว เขาก็เลยอธิบายแนวคิดต่างๆ ให้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกกองกำลังท้องถิ่น, การให้รัฐบาลกลางเป็นผู้บริหารจัดการกองทัพทั้งหมด, การเพิ่มจำนวนและการฝึกอบรมนายทหารชั้นประทวน, รวมไปถึงการคิดค้นกลยุทธ์การรบแบบใหม่ เป็นต้น
อองเดรและดูบัวส์ยิ่งฟังก็ยิ่งเบิกตากว้าง มกุฎราชกุมารเพิ่งจะมีพระชนมายุเพียง 13 พรรษาเท่านั้น แต่กลับมีวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ที่กว้างไกลถึงเพียงนี้ ในขณะที่พวกเขาร่ำเรียนในโรงเรียนนายร้อยมาตั้งหลายปี กลับรู้จักแค่การทำตามประสบการณ์ของคนรุ่นก่อนเท่านั้น นี่มันช่างดูเหมือนพวกไม่มีสมองเอาเสียเลย…

0 Comments