ตอนที่ 458 การเสียสละของครูสอนดนตรี
แปลโดย เนสยังการรบระดับกองทัพใหญ่ที่มีทหารหลักแสนคนของทั้งสองฝ่ายในศึกไซลีเซีย ทำให้โจเซฟตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการขยายขนาดของกองพลทหารองครักษ์
เพราะถึงแม้ขีดความสามารถในการรบจะแข็งแกร่งเพียงใด แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่มีมากกว่าสี่ถึงห้าเท่า ก็ยากที่จะเอาชนะได้อยู่ดี
ดังนั้น เขาจึงถือโอกาสที่ได้ลาภลอยก้อนนี้มาดึงดูดผู้คนให้มาสมัครทหาร และในขณะเดียวกันก็เป็นการยกระดับขวัญกำลังใจของกองพลทหารองครักษ์ไปด้วย
โจเซฟมองไปยังรถม้าที่เหลืออีกสามคัน ครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะสั่งการว่า:
“ส่วนที่เหลือให้เอาไปฝากไว้ที่ธนาคารสำรองแห่งประเทศฝรั่งเศสก่อน รอให้ข้ากลับไปแล้วค่อยเอาไปใช้ซื้อโรงเรียนทหาร”
นี่คือสิ่งที่เขาคิดอยากจะทำมาตั้งนานแล้ว
ปัจจุบัน ฝรั่งเศสมีโรงเรียนทหารชั้นนำอยู่สิบสองแห่ง ทว่านอกจากโรงเรียนนายร้อยปารีสแล้ว ขนาดของโรงเรียนอื่นๆ ก็ไม่ถือว่าใหญ่นัก
ตัวอย่างเช่น โรงเรียนนายร้อยเบรียนน์ โรงเรียนเก่าของจักรพรรดินโปเลียน มีนักเรียนทั้งโรงเรียนเพียงร้อยกว่าคนเท่านั้น ส่วนโรงเรียนทหารอื่นๆ ก็มีขนาดไล่เลี่ยกัน
อย่างไรก็ตาม โรงเรียนทหารเหล่านี้แต่เดิมก็มีไว้เพื่อฝึกอบรมทหารระดับขุนนางอยู่แล้ว แหล่งที่มาของนักเรียนมีจำกัด ดังนั้นขนาดแค่นี้จึงถือว่าเพียงพอแล้ว
ขนาดที่เล็กก็ถือเป็นเรื่องดีสำหรับโจเซฟ เพราะราคาในการซื้อกิจการก็จะไม่แพงจนเกินไป
ประกอบกับโรงเรียนทหารส่วนใหญ่มักจะสังกัดกองทัพประจำภูมิภาค มักจะตั้งอยู่ภายในลานฝึกของกองทัพ จึงไม่มีปัญหาเรื่องที่ทางโรงเรียนจะไม่ยินยอมให้ซื้อกิจการ เพราะลานฝึกของกองทัพอยู่ภายใต้การดูแลของกรมเสนาธิการทหารสูงสุดอยู่แล้ว
โจเซฟต้องการใช้เงินสองล้านฟรังก์เพื่อ “ซื้อขาด” โรงเรียนทหารชั้นนำอย่างน้อยสิบแห่ง จากนั้นก็จะทำการปฏิรูปอย่างถอนรากถอนโคน
อย่างน้อยที่สุด ก็ต้องอนุญาตให้สามัญชนสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนทหารได้
แน่นอนว่า ในช่วงแรกอาจจะต้องสงวนสิทธิพิเศษบางอย่างไว้ให้พวกขุนนางบ้าง เช่น การเข้าเรียนโดยไม่ต้องสอบ เป็นต้น เพราะอย่างไรเสียพวกเขาก็จ่ายค่าเล่าเรียนก้อนโตมาแล้ว
ส่วนนักเรียนที่เป็นสามัญชนที่มีผลการเรียนดีเยี่ยม หรือมีพรสวรรค์โดดเด่น ก็จะได้รับสิทธิพิเศษยกเว้นค่าเล่าเรียน
หลังจากนั้น ก็คือการขยายขนาดและควบรวมโรงเรียนทหาร ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มอีกก้อนหนึ่ง
ทว่า เมื่อโรงเรียนทหารเหล่านี้ได้รับการปฏิรูปตามรูปแบบของโรงเรียนนายร้อยตำรวจปารีสเสร็จสิ้น โจเซฟก็จะได้รับทหารที่มีคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง และยังสามารถแก้ปัญหาการผูกขาดกองทัพของพวกขุนนางได้อย่างเด็ดขาดอีกด้วย
เสียงปืนใหญ่ที่อยู่ไกลออกไปเริ่มเบาบางลง โจเซฟรู้ว่านี่คงเป็นช่วงที่กองกำลังหลักของทั้งสองฝ่ายเริ่มปะทะกันอย่างแตกหัก เขาเหลือบมองเหรียญทองเหล่านั้นอีกครั้ง ส่งสัญญาณให้คอร์โซจูงม้าของตนมา จากนั้นก็ควบม้าตรงไปยังศูนย์บัญชาการภาคสนามของจอมพลลาซี่
บนพื้นที่สูงทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านบัลด์ จอมพลลาซี่ยิ้มแย้มต้อนรับ ยกหมวกขึ้นทำความเคารพโจเซฟ จากนั้นก็ยัดกล้องส่องทางไกลใส่มือเขา พร้อมกับชี้ไปยังแนวรบด้านล่าง:
“เป็นไปตามที่พระองค์ทรงคาดการณ์ไว้จริงๆ กำลังป้องกันของปรัสเซียเบาบางมาก ปืนใหญ่หนักของเรายิงถล่มจนแนวทหารราบแรกของข้าศึกแตกพ่ายไปแล้ว ตอนนี้ทหารของเรากำลังบุกโจมตีแนวที่สองอยู่พ่ะย่ะค่ะ”
เขารับกาแฟจากคนรับใช้ ยื่นให้โจเซฟ:
“ฝ่าบาท ดื่มให้อุ่นสักหน่อยเถิดพ่ะย่ะค่ะ หากราบรื่น วันนี้เราก็น่าจะยึดทางแยกหน้าป่าได้สำเร็จ”
โจเซฟมองผ่านกล้องส่องทางไกล เห็นทหารออสเตรียจำนวนมากกำลังบุกโอบล้อมทหารปรัสเซียจากสามทิศทาง ผลแพ้ชนะของการรบครั้งนี้แทบจะไร้ข้อกังขาแล้ว
ส่วนทางแยกที่ลาซี่พูดถึง คือพื้นที่สุดท้ายที่เหมาะสำหรับการจัดกำลังทัพของกองกำลังหลัก หากยึดที่นั่นได้ ทหารราบเบาที่เก่งกาจของออสเตรียก็จะสามารถกวาดล้างกองทหารยามที่เหลืออยู่ได้อย่างรวดเร็ว
จอมพลลาซี่กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงฮึกเหิม: “ฝ่าบาท หลังจากนั้นเราก็จะมุ่งหน้าตรงไปยังเมืองเลกนิตซา สิ้นเดือนนี้พวกเราก็จะได้จัดงานเลี้ยงฉลองชัยชนะที่นั่นแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟครุ่นคิดก่อนจะตรัสว่า: “ท่านจอมพล ข้าขอแนะนำว่าอย่าเพิ่งไปสนใจเมืองเลกนิตซาเลย”
“โอ้? พระองค์ทรงหมายความว่าอย่างไร?”
“พวกเราอยู่ทางทิศใต้ของเลกนิตซา ส่วนตัวเมืองอยู่ทางทิศเหนือ” โจเซฟกล่าว “สู้รุกคืบเข้าไปบุกเบรสเลาโดยตรงเลยจะไม่ดีกว่าหรือ?”
เบรสเลาคือเมืองหลวงของไซลีเซีย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเลกนิตซา จากเมืองฟอร์เดม ระยะทางไปยังเมืองเลกนิตซาและเบรสเลานั้นแทบจะเท่ากัน
จอมพลลาซี่ยิ้มและส่ายหน้าทันที:
“ฝ่าบาท นั่นเสี่ยงเกินไปพ่ะย่ะค่ะ เบรสเลามีป้อมปราการที่แข็งแกร่ง หากเราไม่สามารถตีให้แตกได้ในเวลาอันสั้น เฟอร์ดินานด์ก็มีโอกาสสูงที่จะสร้างแนวป้องกันที่แข็งแกร่งขึ้นมาในบริเวณเมืองเลกนิตซา ถึงตอนนั้น เราอาจจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ได้ทั้งเลกนิตซาและเบรสเลาเลยก็ได้พ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟหันไปมองเขาและตรัสว่า:
“หากท่านเป็นดยุกแห่งเบราน์ชไวค์ ท่านกล้าเสี่ยงหรือว่าป้อมเบรสเลาจะไม่ถูกกองทัพผสมออสเตรียหกถึงเจ็ดหมื่นนายตีจนแตกอย่างรวดเร็ว?”
จอมพลลาซี่ตกอยู่ในภวังค์ความคิด ทหารยามรักษาการณ์ในเบรสเลาไม่น่าจะเกินสี่พันนาย ต่อให้เฟอร์ดินานด์จะเร่งส่งทหารไปเสริมกำลัง อย่างมากก็คงมีแค่หมื่นกว่านาย
สถานการณ์ในสนามรบพลิกผันได้ตลอดเวลา เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีจากกองทัพผสมออสเตรียที่มีมากกว่าถึงหกเท่าตัว ไม่มีใครกล้ารับประกันหรอกว่าป้อมปราการจะไม่เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น
และหากสูญเสียเบรสเลาไป นั่นหมายความว่าไซลีเซียกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ได้ตกไปอยู่ในมือของข้าศึกแล้ว จากเบรสเลาล่องเรือไปตามแม่น้ำโอเดอร์ ก็จะสามารถยึดมณฑลโอเบิร์นและราติบอร์ได้อย่างง่ายดาย
หมอนั่นอย่างเฟอร์ดินานด์ไม่มีทางกล้าเสี่ยงอย่างแน่นอน!
…
เวียนนา
ภายในคฤหาสน์สุดหรูทางตะวันตกเฉียงใต้ของเวียนนา กำลังมีการจัดงานชุมนุมทางสังคมอยู่
บารอนวอลเตอร์อารมณ์ดีอย่างเห็นได้ชัด เขาเพิ่งจะดื่มไปไม่น้อย ท่าทางเริ่มเมามายแล้ว
“ฮ่า สิ่งที่พวกท่านได้ยินมันก็แค่การโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลเท่านั้นแหละ” เขาพูดจาโอ้อวดกับบรรดาขุนนางหนุ่มข้างกาย “ข้ารู้เบื้องลึกเบื้องหลังดี ใช่ ข้อมูลวงใน ขอบอกพวกท่านเลยนะ สถานการณ์ในไซลีเซียไม่ได้ดีอย่างที่หน้าหนังสือพิมพ์เขียนไว้เลย”
“เอิ๊ก” เขาเรอออกมาหนึ่งที “พวกท่านอย่าไปบอกใครเชียวนะ ความจริงแล้วกองทัพผสมยังคงเผชิญหน้ากับพวกปรัสเซียอยู่ที่เลกนิตซาต่างหาก”
บรรดาขุนนางหนุ่มมองหน้ากันด้วยความตกใจ ร้องถามว่า:
“ที่ท่านพูดมาเป็นความจริงหรือ?”
“แน่นอนสิ ข้าได้ยินมาจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามเลยนะ” วอลเตอร์หัวเราะลั่น “พวกท่านรู้ไหมว่า แม้แต่มกุฎราชกุมารฝรั่งเศสนั่นก็ยังถูกพวกปรัสเซียล้อมไว้ที่เขตโอเบิร์นเลย? ฮ่าๆ”
เขาดื่มเหล้าเข้าไปอีกอึกใหญ่ แล้วพูดต่อ:
“ไอ้โง่นั่นพาทหารไปแค่หมื่นกว่านาย แอบหนีออกจากค่าย แล้วก็ถูกทหารปรัสเซียสามหมื่นนายล้อมเอาไว้ จอมพลลาซี่ถึงกับต้องเขียนจดหมายขอความช่วยเหลือถึงองค์จักรพรรดิโดยตรงเลยนะ ดูจากสถานการณ์แล้ว ไอ้คนฝรั่งเศสนั่นตอนนี้น่าจะถูกจับเป็นเชลย หรือไม่ก็อาจจะตายไปแล้วด้วยซ้ำ ฮ่าๆ ช่างสะใจจริงๆ!”
เขาดูเหมือนจะเมามากแล้ว คว้าตัวขุนนางหนุ่มคนหนึ่งที่มักจะกินดื่มเที่ยวเตร่ด้วยกันมาพูดอย่างภาคภูมิใจ:
“แฟรงก์ ที่พึ่งของนังแพศยานั่นตายไปแล้ว ฮ่าๆๆ! รอให้นางกลับมาเวียนนาพร้อมกับกองทัพก่อนเถอะ ข้าจะคอยดูว่านางจะหนีรอดเงื้อมมือข้าไปได้อย่างไร… เอิ๊ก ใบหน้าสวยๆ ของนาง จึ๊ย ข้าไม่เคยลืมเลยสักวินาทีเดียว…”
ขณะที่เขากำลังหัวเราะอย่างบ้าคลั่งอยู่นั้น ครูสอนดนตรีที่นั่งเล่นเปียโนอยู่ที่มุมห้องกลับมีใบหน้าซีดเผือด สองมือสั่นเทาจนเล่นโน้ตผิดไปหลายตัว
ครูสอนดนตรีผู้นั้นก็คือบาร์เซลนั่นเอง และเขารู้ดีว่า “นังแพศยา” ที่วอลเตอร์พูดถึง ก็คือคามิเลียที่เขาเฝ้าฝันหามาตลอดนั่นเอง
เขากัดฟันแน่น เดิมทีเขาคิดว่าลูกศิษย์ของตนได้พบกับที่พึ่งพิงตลอดชีวิตแล้ว และจะได้กลายเป็นขุนนางชั้นสูงในปารีส แต่กลับไม่คิดเลยว่าพระเจ้าจะอิจฉาเธอ ถึงกับทำให้มกุฎราชกุมารฝรั่งเศสต้องมาตายอย่างอนาถในสนามรบ… หรือไม่ก็ถูกจับไปที่พอทสดัม ก็มีค่าเท่ากันนั่นแหละ
สรุปก็คือ เธอสูญเสียความคุ้มครองไปแล้ว
แววตาอันเย็นชาของบาร์เซลเหลือบมองไปยังบารอนวอลเตอร์ ไอ้สารเลวนั่นไม่มีทางปล่อยเธอไปแน่
เขานั่งขดตัวอยู่บนเก้าอี้ด้วยความเจ็บปวด รู้สึกราวกับหัวใจกำลังแตกสลาย
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งของวอลเตอร์ก็ทำให้เขาสะดุ้งตัวโยน
เขายืดตัวขึ้นนั่งตรงทันที สองมือสั่นเทาหนักกว่าเดิม แต่ในใจกลับแน่วแน่ขึ้นอย่างน่าประหลาด: ไม่ ข้าจะไม่มีวันยอมให้ดอกไม้แห่งเวียนนาต้องตกไปอยู่ในมือของปีศาจเด็ดขาด! เมื่อไม่มีมกุฎราชกุมารฝรั่งเศสแล้ว ข้าก็จะเป็นคนขจัดอันตรายทั้งหมดให้เธอเอง!

0 Comments