ตอนที่ 430 ค่าปฏิกรรมสงคราม
แปลโดย เนสยังเลอแฟฟวร์มองดูธงรูปดอกลิลลี่โบกสะบัดอยู่บนป้อมปืนยามฝั่งของท่าเรืออันนาบา พลางกระตุกสายบังเหียนม้าด้วยความเบิกบานใจ
ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะตีฝ่าวงล้อมไปได้ราบรื่นขนาดนี้ ใช้เวลาเพียงสองวันครึ่งก็สามารถยึดอันนาบาทั้งหมดได้แล้ว ต้องรู้ไว้ว่า หากเป็นความเร็วในการเดินทัพของกองทหารตูนิส การเดินทัพข้ามเขตอันนาบาทั้งหมดก็ต้องใช้เวลาเกือบสองวันแล้ว
นั่นก็หมายความว่า อีกไม่กี่วันเขาก็จะสามารถเดินทางกลับยุโรปได้แล้ว คงจะไปทันเข้าร่วมการรบครั้งใหญ่ที่ฝั่งไซลีเซียอย่างแน่นอน
ผู้บังคับกองร้อยนายหนึ่งควบม้าเข้ามา ยกหมวกขึ้นทำความเคารพเลอแฟฟวร์:
“ท่านผู้บัญชาการครับ พวกเราพบปืนใหญ่หนักจำนวนมากในป้อมปราการของพวกแอลเจียร์ครับ!”
“โอ้?” เลอแฟฟวร์โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ปืนใหญ่ของพวกแอลเจียร์ไม่มีค่าอะไรหรอก”
ด้วยมาตรฐานการหล่อโลหะของฝั่งแอฟริกาเหนือ ปืนใหญ่ฝั่ง 32 ปอนด์ยังมีอานุภาพสู้ปืนใหญ่ 18 ปอนด์ของยุโรปไม่ได้เลย
ผู้บังคับกองร้อยนายนั้นรีบพูดขึ้นทันที:
“นายท่าน ปืนใหญ่พวกนั้นผลิตในอังกฤษครับ มีปืนใหญ่ 32 ปอนด์ 3 กระบอก ปืนใหญ่ 24 ปอนด์ 8 กระบอก ส่วนพวกที่เบากว่านั้นยังไม่ได้นับครับ”
ดวงตาของเลอแฟฟวร์เปล่งประกายขึ้นมาทันที ถ้าเป็นของอังกฤษล่ะก็ ปืนใหญ่หนักเยอะขนาดนี้ก็ถือว่าคุ้มค่ามาก!
คุ้มค่าจริงๆ ตอนนั้นท่านดยุกลีดส์ลงทุนไปเป็นหมื่นปอนด์เพื่อสร้างป้อมปืนยามฝั่งอันนาบา แต่สุดท้ายยังไม่ได้ยิงสักนัดก็ตกไปอยู่ในมือของกองพลทหารองครักษ์เสียแล้ว กองทหารปืนใหญ่บางกองยังมีน้ำมันเคลือบกันสนิมจากโรงงานติดอยู่เลยด้วยซ้ำ
ขณะที่กำลังคุยกันอยู่ ก็มีทหารม้าอีกนายเข้ามารายงานว่า พบปืนคาบศิลาจำนวนมากในโกดังที่ท่าเรือ มีทั้งปืนปอทสดัม รุ่นปี 1740 ของปรัสเซีย, ปืน AI ของเนเธอร์แลนด์ และปืนบราวน์เบสส์ของอังกฤษจำนวนหนึ่ง จำนวนที่แน่นอนยังไม่ได้นับ แต่คาดว่าน่าจะมีอย่างน้อยกว่า 7 พันกระบอก
ปืนเหล่านี้คือความช่วยเหลือลอตที่สองที่อังกฤษมอบให้กับทหารองครักษ์แอลเจียร์ แต่เนื่องจากพวกแอลเจียร์ทำงานชักช้า เวลาผ่านไปหลายเดือนก็ยังส่งมอบไม่ถึงมือกองทัพ สุดท้ายก็เลยตกเป็นของเลอแฟฟวร์ในราคาถูก
จู่ๆ เลอแฟฟวร์ก็รู้สึกว่า การไม่ได้ไปไซลีเซียก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ยอมรับได้เหมือนกัน แค่ยึดเสบียงได้มากขนาดนี้ ก็เพียงพอที่จะได้รับคำชมจากกรมเสนาธิการแล้ว
เขาหันไปมองเสนาธิการที่อยู่ข้างๆ แล้วพูดว่า:
“หาวิธีเอาป้อมปืนใหญ่บางส่วนไปที่คอนสแตนติน (เมืองในแอลเจียร์ มาจากสมัยโรมัน ไม่ใช่คอนสแตนติโนเปิลของออตโตมัน) แล้วพวกเราก็จะได้กลับกันเสียที”
คอนสแตนตินเป็นเมืองในแอลเจียร์ที่อยู่ทางทิศใต้ของอันนาบา การรักษาที่นั่นไว้ก็เท่ากับได้ควบคุมเส้นทางสำคัญที่แอลเจียร์จะใช้เข้าสู่ตูนิส ด้วยความช่วยเหลือจากปืนใหญ่ 24 ปอนด์ กองทหารตูนิสก็จะสามารถทำหน้าที่ป้องกันอันนาบาได้สำเร็จ
…
ณ กรุงตูนิส
พระราชวังคาฮีร์
ชานดาร์ลึ ทูตของเดย์แห่งแอลเจียร์ เดินไปมาตรงโถงทางเดินอย่างร้อนรน
เดิมทีเขาเตรียมตัวไว้แล้วว่า หากพรุ่งนี้ยังไม่ได้เจรจากับตัวแทนของฝรั่งเศสอีก เขาจะนั่งเรือไปปารีสเลย
โชคดีที่บุคคลสำคัญจากปารีสเดินทางมาถึงแล้ว เขาได้แต่หวังว่าท่านนายพลเคห์เลอร์จะต้านทานได้อีกหลายๆ วัน ตัวเขาจะได้ใช้ผลประโยชน์ดึงดูดกองทัพฝรั่งเศสได้
ไม่นาน เสียงฝีเท้าก็ดังมาจากอีกฟากของโถงทางเดิน เคานต์เซกูร์ ผู้แทนพิเศษฝ่ายการเจรจาของฝรั่งเศส เดินเข้ามาพร้อมกับเจ้าหน้าที่กรมเสนาธิการสองสามคน
ชานดาร์ลึรีบก้าวเข้าไปต้อนรับ ทำความเคารพอย่างนอบน้อมด้วยการเอามือทาบอก และกล่าวทักทายเป็นภาษาอาหรับ
เซกูร์ดูเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจในสิ่งที่ล่ามแปลเลย เดินตรงเข้าไปในโถงใหญ่ตรงหน้า และนั่งลงที่หัวโต๊ะยาว ตอนนี้ในตูนิสกำลังนิยมรูปแบบฝรั่งเศส คนที่มีสถานะทางสังคมจะไม่ยอมนั่งเจรจากันบนพรมอีกต่อไป
ชานดาร์ลึทำได้เพียงเดินตามเข้าไปอย่างเก้ๆ กังๆ รออยู่นานกว่าจะหาจังหวะแทรกระหว่างที่ชาวฝรั่งเศสกำลังคุยเล่นกันอยู่ได้ รีบพูดแทรกขึ้นมาว่า:
“เรียนท่านผู้แทนพิเศษ ข้าพเจ้าคืออากาแห่งดีวานแห่งแอลเจียร์ และเป็นตัวแทนผู้มีอำนาจเต็มที่ที่ท่านเดย์แต่งตั้งขึ้นมาเพื่อการเจรจา…”
ดีวานก็คือรัฐสภาของแอลเจียร์ ตำแหน่งของเขาก็คล้ายกับประธานรัฐสภา
เซกูร์เหลือบมองเขา แล้วพูดเนิบๆ ว่า:
“โอ้ ท่านเตรียมจะมาคุยเรื่องอะไรกับข้าล่ะ?”
ชานดาร์ลึรีบตอบทันที: “ท่านผู้แทนพิเศษ พวกเราควรจะเริ่มหารือเรื่องการพักรบในพื้นที่อันนาบากันได้แล้ว…”
เซกูร์ฟังคำแปลจากล่าม แล้วก็หัวเราะพร้อมกับยกมือขึ้นขัดจังหวะ:
“ไม่ต้องหรอก การสู้รบที่อันนาบาจบลงตั้งแต่เมื่อวานซืนแล้ว”
เขาหันไปมองนายทหารข้างๆ:
“พันโทอาเดรียน กองทัพของพวกเราน่าจะกำลังเดินทางไปคอนสแตนตินแล้วใช่ไหม?”
แน่นอนว่า ภายใต้สถานการณ์ระหว่างประเทศในปัจจุบัน ฝรั่งเศสไม่มีแผนที่จะโจมตีคอนสแตนตินเลย แต่นั่นก็ไม่ได้ขัดขวางไม่ให้เขาใช้เรื่องนี้มาขู่ชาวแอลเจียร์ ด้วยกองกำลังที่เหลืออยู่ของแอลเจียร์ กองทัพฝรั่งเศสสามารถบุกไปถึงมิติดจาเมืองหลวงของพวกเขาได้สบายๆ
รูม่านตาของชานดาร์ลึหดตัวลงทันที เขารู้ดีว่า แม้เขาจะยังไม่ได้รับข่าว แต่ชาวฝรั่งเศสคงไม่โกหกเรื่องสถานการณ์สู้รบหรอก
เขาพูดอย่างตื่นตระหนกว่า: “ความจริงแล้ว แอลเจียร์กับฝรั่งเศสไม่ควรทำสงครามกันเลย นี่มันไม่ดีต่อใครทั้งนั้น…”
เซกูร์ตวาดกลับเสียงเย็น:
“ไม่ ตั้งแต่ตอนที่กองทหารองครักษ์แอลเจียร์รุกรานตูนิสครั้งก่อน สงครามก็เริ่มขึ้นแล้ว”
ชานดาร์ลึสบถด่าคนอังกฤษในใจเป็นพันๆ ครั้ง ตกลงกันซะดิบดีว่าจะสนับสนุนแอลเจียร์บุกตูนิสอย่างเต็มที่ แต่พอกองทัพฝรั่งเศสโผล่มา พวกมันกลับหายหัวไปหมด
“นั่น นั่นเป็นเพียงภาระหน้าที่ต่อกองพลทหารองครักษ์ตูนิสในอดีตเท่านั้น” เขาได้แต่พูดอย่างจำใจ “พวกเราตระหนักแล้วว่านั่นเป็นความผิดพลาด และยินดีที่จะทำบางอย่างเพื่อรักษาความสงบสุขระหว่างสองประเทศของเราเอาไว้”
เซกูร์พูดอย่างตรงไปตรงมา: “ประเทศของเราได้ใช้จ่ายงบประมาณไปกว่า 2 แสนริยาลในการรับมือกับการรุกรานของแอลเจียร์ แอลเจียร์ต้องรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมดนี้”
2 แสนริยาล มีมูลค่าประมาณ 4 ล้าน 4 แสนลีฟร์ ไม่ใช่ว่าโจเซฟใจอ่อน แต่สำหรับแอลเจียร์ที่มีประชากรเพียง 2 ล้านกว่าคน นี่ถือเป็นขีดจำกัดสูงสุดของพวกเขาแล้ว
เซกูร์กล่าวต่อ: “นอกจากนี้ ในฐานะที่เป็นเส้นทางสำคัญในการรุกรานตูนิส อันนาบาจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของประเทศเรานับจากนี้เป็นต้นไป และคอนสแตนตินที่อยู่ติดกับประเทศของเราจะต้องกลายเป็นเขตกันชน ห้ามมีกองทหารประจำการเด็ดขาด”
“นี่…” ชานดาร์ลึร้องอย่างร้อนรน “ข้อเรียกร้องเหล่านี้มันมากเกินไปหน่อย…”
“นี่คือการตัดสินใจขององค์กษัตริย์” เซกูร์ชายตามองเขา “ท่านสามารถปฏิเสธได้ แล้วพวกเราค่อยไปคุยกันต่อที่มิติดจา”
“ไม่ ไม่! เรื่องพวกนี้ยังพอเจรจากันได้…” ชานดาร์ลึรีบโบกมืออย่างลุกลี้ลุกลน
ณ ตูนิส
จังหวัดซูสส์
สฟิคกำลังยืนเหม่อมองภูเขาเตี้ยๆ หลังชนเผ่า ในหัวยังคงมีเสียงปืนใหญ่ดังสนั่นเป็นระยะๆ
ทันใดนั้น กลุ่มคนในชนเผ่าถือมีดและหอก สบถด่าทอพากันเดินไปทางถนนใหญ่ข้างชนเผ่า
มีคนดึงเขาไว้และพูดว่า: “สฟิค ไปสั่งสอนไอ้เจ้าหน้าที่รักษาความสงบนั่นด้วยกันเถอะ!”
“ไอ้หมอนั่นมันปล่อยน้ำมันมะกอกไปตั้งสิบเกวียน พวกเราไม่ได้ค่าคุ้มครองสักแดงเดียวเลย”
“แล้วก็คราวก่อน มันปล่อยให้พ่อค้าขนสัตว์ในเมืองเข้ามาในชนเผ่า…”
“ช่วงนี้พวกเราสูญเสียเงินไปเท่าไหร่แล้ว? ข้าจะไปฆ่าไอ้สารเลวนั่น!”
“ใช่ ฆ่ามันเลย!”
“เจ้าหน้าที่รักษาความสงบงั้นหรือ?” สฟิคชะงักไป จู่ๆ ก็นึกถึงเครื่องแบบสีขาวของเจ้าหน้าที่รักษาความสงบขึ้นมาได้ มันช่างคล้ายคลึงกับทหารฝรั่งเศสที่เขาเจอที่อันนาบาเหลือเกิน เขาถึงกับตะโกนด้วยความหวาดกลัว “พวกเจ้าบ้าไปแล้วหรือ? ห้ามทำร้ายเจ้าหน้าที่รักษาความสงบเด็ดขาด!”
เมื่อเห็นว่าห้ามคนในชนเผ่าไม่อยู่ เขาก็รีบวิ่งไปที่พักของหัวหน้าเผ่า แล้วพุ่งเข้าไปในห้องทันที:
“ท่านลุง รีบห้ามพวกเขาเถอะครับ! การทำร้ายเจ้าหน้าที่รักษาความสงบจะเรียกกองทัพมานะครับ!”
“กองทัพงั้นหรือ?” หัวหน้าเผ่าพูดอย่างเหยียดหยาม “กลัวอะไร? นักรบของชนเผ่าจะไล่พวกมันไปเอง”
“ไม่ ไม่ได้ครับ…” ดวงตาของสฟิคเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “จริงสิ ท่านเคยเห็นกองทหารองครักษ์แอลเจียร์ไหมครับ?”
“หืม? ไม่เคยหรอก”
“พวกมันคือปีศาจ! ปีศาจที่สามารถฉีกคนให้เป็นชิ้นๆ ได้ในพริบตา!”
“เจ้าจะพูดเรื่องนี้ทำไม?”
“ส่วนกองทัพพวกนั้น…” สฟิคกลืนน้ำลาย ใบหน้าซีดเผือด “คือเทพเจ้าแห่งสงครามที่สามารถฉีกปีศาจเป็นชิ้นๆ ได้ครับ! ไม่มีใครสามารถหยุดพวกเขาได้ ถ้าไม่ห้ามทุกคนตอนนี้ ชนเผ่าของเราจะต้องพินาศแน่ครับ!”
บนถนนใหญ่ข้างชนเผ่า มีคนกว่ายี่สิบคนที่เคยไปสนามรบอันนาบากำลังขับไล่คนในชนเผ่าที่กำลังก่อกวนอย่างเสียสติ เพราะกลัวว่าพวกเขาจะทำอันตรายแม้เพียงปลายเล็บของเจ้าหน้าที่รักษาความสงบ

0 Comments