ตอนที่ 428 “นักรบชนเผ่า”
แปลโดย เนสยังในขณะเดียวกัน ที่พระราชวังคาฮีร์ ในกรุงตูนิส อิสฮาก อธิบดีกรมข่าวกรองของตูนิสกำลังหารือเรื่องเดียวกันกับลูกน้องอยู่
“ใช่แล้ว จะต้องมีชนเผ่าที่ยอมเสี่ยงตายเพื่อแลกกับเงินเล็กน้อยอย่างแน่นอน” อิสฮากแค่นยิ้มเย็น “ความจริงแล้ว พวกเราก็ต้องการ ‘ตัวอย่าง’ แบบนั้นแหละ”
“ต้องการหรือครับ?” เจ้าหน้าที่ข่าวกรองข้างๆ ถามด้วยความประหลาดใจ “ท่านหมายความว่าอย่างไรครับ?”
“พระราชวังแวร์ซายได้ออกคำสั่งมาแล้วว่า หากเกิดคดีร้ายแรงที่มีเจ้าหน้าที่รักษาความสงบถูกฆาตกรรม ชนเผ่าที่รับผิดชอบจะต้องเผชิญกับการลงโทษอย่างหนัก” อิสฮากกล่าว “หากหัวหน้าเผ่าของพวกเขายอมรับผิดชอบแต่โดยดี ก็จะจับกุมผู้นำระดับสูงของชนเผ่าทั้งหมด แต่หากไม่มีใครกล้าออกมารับผิดชอบ ผู้ใหญ่ทุกคนในชนเผ่านั้นจะต้องกลายเป็นแรงงานทาส!”
“เรื่องนี้มัน จะทำให้ชนเผ่าอื่นๆ ลุกฮือต่อต้านหรือเปล่าครับ?”
“ไม่ต้องกังวลไปหรอก” อธิบดีกรมข่าวกรองโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “นี่เป็นข้อหาอุกฉกรรจ์ฐานฆ่าเจ้าหน้าที่รักษาความสงบ ชนเผ่าอื่นๆ ย่อมไม่มีทางเห็นใจพวกเขาแน่ เผลอๆ ชนเผ่าบ้านเกิดของเจ้าหน้าที่รักษาความสงบที่ตายไป จะต้องมาขอบคุณกองทัพที่ช่วยล้างแค้นให้คนของเขาด้วยซ้ำ
“ขอเพียงมีชนเผ่าสักหนึ่งหรือสองชนเผ่ามาทำตัวเป็น ‘ตัวอย่าง’ ให้ทุกคนได้เห็น ชนเผ่าอื่นๆ ก็จะเริ่มเคารพเจ้าหน้าที่รักษาความสงบขึ้นมาเองแหละ”
…
ณ แอลเจียร์
อันนาบา
เคาน์เลอร์ ผู้บัญชาการกองทหารองครักษ์แอลเจียร์ ม้วนจดหมายลับอย่างสิ้นหวัง สองมือที่สั่นเทาพยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ห้าหกครั้ง กว่าจะสอดกระดาษม้วนนั้นเข้าไปในกระบอกจดหมายได้
จดหมายเพิ่งส่งมาจากมิติดจา สรุปเนื้อหาได้เพียงประโยคเดียว อังกฤษตัดความช่วยเหลือทุกอย่างแล้ว
ตั้งแต่เงินทุนไปจนถึงอาวุธ ตั้งแต่ข้อมูลข่าวสารไปจนถึงที่ปรึกษาทางการทหาร ทั้งหมดหายวับไปในชั่วข้ามคืน
นั่นก็หมายความว่า ตอนนี้แอลเจียร์ต้องเผชิญหน้ากับความโกรธแค้นของฝรั่งเศสเพียงลำพัง…
ท่านเดย์สั่งให้เขาต้องรักษาอันนาบาไว้ให้ได้ จนกว่าเอกอัครราชทูตแอลเจียร์จะเจรจาสงบศึกกับฝรั่งเศสเสร็จสิ้น
ทว่า ในใจของเคห์เลอร์รู้ดีว่า ต่อให้เขาบัญชาการกองทหารองครักษ์ชั้นยอดแบบในอดีต ก็ไม่มีทางต้านทานคนฝรั่งเศสที่แข็งแกร่งได้เลย เขาได้พิสูจน์เรื่องนี้มาแล้วเมื่อปีที่แล้ว
และตอนนี้สิ่งที่เรียกว่าทหารองครักษ์ในมือเขา ก็เป็นแค่พวกที่จับแพะชนแกะมา ฝึกฝนไม่ถึงปี เป็นแค่กองกำลังไร้ระเบียบวินัย
เขาคาดว่า ขอเพียงทหารฝรั่งเศสแค่ 3 พันนาย บุกเข้าโจมตีสักครั้ง ไม่สิ เผลอๆ แค่ยิงปืนใหญ่ไม่กี่รอบ แนวป้องกันของเขาก็พังทลายลงแล้ว
ไม่สิ เขายังมีกองทหารองครักษ์ชุดดำของโมร็อกโกอยู่ จู่ๆ เคห์เลอร์ก็สะดุ้ง ขอเพียงให้พวกโมร็อกโกช่วย การจะรักษาอันนาบาไว้สักหนึ่งถึงสองเดือนก็ยังพอเป็นไปได้
เขารีบโบกมือสั่งคนรับใช้: “เร็วเข้า! รีบเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่ ข้าจะไปพบซาอิด ปาชา!”
…
ณ ตาร์มิไร เมืองชายแดนตูนิส
เลอแฟฟวร์ใช้กล้องส่องทางไกลมองไปทางทิศตะวันออกเป็นครั้งที่ 30 ของวัน ในลานสายตาก็ยังคงมีเพียงที่ราบรกร้าง
เขาพูดกับเสนาธิการด้วยความรำคาญใจ: “ไอ้พวกนั้นยังไม่มาอีกหรือ? ภรรยาข้าพาลูกๆ ไปปิกนิกยังเดินเร็วกว่าพวกมันเลย!”
“เอ่อ ใช่ครับ ท่านพันโท พวกเขามาสายกว่ากำหนดการเดิมสองวันแล้ว…”
“สองวันกับอีก 7 ชั่วโมง!” เลอแฟฟวร์ตะคอก
เดิมทีเขาไม่พอใจอย่างมากที่ถูกส่งมาตูนิสอยู่แล้ว กองพลทหารองครักษ์ส่วนใหญ่ นอกจากเขาแล้ว ต่างก็ไปที่ไซลีเซียกันหมด เพื่อไปปะทะกับพวกปรัสเซียอย่างดุเดือด ส่วนเขากลับต้องมาเล่นกับพวก “คนป่า” แอฟริกาเหนือที่แสนอ่อนแออยู่ที่นี่! ต่อให้ชนะไป วันข้างหน้าก็ไม่มีอะไรให้เอาไปคุยโวโอ้อวดได้เลย
เมื่อหนึ่งเดือนก่อน สงครามในเซาท์เนเธอร์แลนด์ก็เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย หลังจากปรัสเซียถอนทัพ นายพลเลออนก็นำกองทัพออสเตรียเข้าโจมตีกองกำลังกบฏที่บรัสเซลส์
กองกำลังหลักของกบฏเซาท์เนเธอร์แลนด์ได้รับความเสียหายอย่างหนักก่อนหน้านี้ ทหารที่ใช้ป้องกันเมืองส่วนใหญ่เป็นทหารใหม่ และเนื่องจากการถอนกำลังของฮันโนเฟอร์และปรัสเซียอย่างต่อเนื่อง ทำให้ขวัญกำลังใจตกต่ำอย่างหนัก
ดังนั้น ด้วยความช่วยเหลือจากกองพลของเลอแฟฟวร์ เลออนจึงสามารถทะลวงเข้าสู่บรัสเซลส์ได้อย่างรวดเร็ว และรัฐสภาเซาท์เนเธอร์แลนด์ก็ถูกประกาศยุบ
ฟาน แดร์ นูทนำแกนนำผู้ก่อกบฏบราบันต์บางส่วนหลบหนีไปฮอลแลนด์ ส่วนกบฏที่เหลือส่วนใหญ่ยอมจำนน
ด้วยเหตุนี้ นอกจากแคว้นวอลโลเนียแล้ว พื้นที่เซาท์เนเธอร์แลนด์ก็กลับคืนสู่อ้อมอกของออสเตรียอีกครั้ง
ทางด้านโจเซฟก็สั่งให้กองพลทหารองครักษ์พักผ่อนหนึ่งเดือน แล้วจึงเคลื่อนทัพไปรบที่ไซลีเซีย
ส่วนทางตูนิสนั้น อันที่จริงแค่กองพลเชเรอร์สองหมื่นนายก็เพียงพอที่จะยึดอันนาบาได้แล้ว แต่โจเซฟเพื่อสร้างผลกระทบต่อชนเผ่าในตูนิสอย่างถึงที่สุด จึงสั่งให้เลอแฟฟวร์นำกองพลทหารองครักษ์ 4 พันนายมาช่วยรบด้วย
หากไม่ใช่เพราะโจเซฟสั่งให้เลอแฟฟวร์ต้องรอให้ “นักรบชนเผ่า” เดินทางมาถึง แล้วค่อยพกพวกมันไปรบที่แนวหน้าด้วยกัน เลอแฟฟวร์อาจจะตียึดอันนาบาได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วแล้ว
ในที่สุด เมื่อเวลาประมาณ 4 โมงเย็น กองทัพชนเผ่าเกือบ 5 พันคนก็ทยอยเดินทางมาถึงตาร์มิไร และจนกระทั่งเที่ยงวันต่อมา หางแถวของขบวนก็ยังอยู่รอบนอกเมือง ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีอีกหลายร้อยคนที่หลงทางหายไปดื้อๆ
เลอแฟฟวร์หมดความอดทนแล้ว สั่งให้กองทัพชนเผ่ารีบมุ่งหน้าไปแนวหน้าทันที ทางฝั่งกองพลทหารองครักษ์ก็เตรียมพร้อมโจมตีหนักอยู่ตลอดเวลา
พวกที่ไม่ได้รู้ประสีประสาอะไร ก็ไม่กลัวเกรงสิ่งใด บรรดา “นักรบชนเผ่า” ต่างก็ถูไม้ถูมือกันอย่างคึกคัก คิดอยู่ว่าจะฆ่าแอลเจียร์สักกี่คนดี เพื่อเอาผลงานกลับไป
เช้าวันรุ่งขึ้น สายลมยามเช้าพัดหมอกบางๆ ให้จางลง เคห์เลอร์มองดูกระบวนทัพอันน่าเกรงขามของฝรั่งเศสผ่านกล้องส่องทางไกล ในใจก็อดไม่ได้ที่จะกระตุกวูบ
ไม่นาน เสียงแตรอันไพเราะก็ดังมาจากฝั่งฝรั่งเศส จากนั้นเขาก็เห็นกองทัพฝรั่งเศสเกือบ 5 พันคน จัดแถวเป็นรูปขบวนสามชั้นที่… โคตรจะเละเทะ เออ ก็นับว่าเป็นกระบวนทัพแบบเรียงแถวหน้ากระดานล่ะนะ ค่อยๆ รุกคืบเข้ามาทางเขา
เคห์เลอร์ไม่กล้าประมาท คิดว่านั่นคือยุทธวิธีรูปแบบใหม่ของฝรั่งเศส หรือไม่ก็อาจจะเป็นกระบวนทัพแบบกระจายตัว จึงรีบสั่งให้ทั้งกองทัพเตรียมพร้อมรับมือ และในขณะเดียวกันก็ให้คนไปแจ้งทหารองครักษ์โมร็อกโกร่วมกันตั้งรับ
ผ่านไปประมาณ 50 นาที “กระบวนทัพกระจายตัว” ของฝรั่งเศสก็กระดึ๊บมาจนถึงระยะห่างจากแนวป้องกันแอลเจียร์ 400 ก้าว ช่วงเวลานี้ รูปขบวนแตกกระจายไปแล้วถึงสองครั้ง จนบรรดานายทหารต้องหยุดเดินเพื่อจัดแถวใหม่
เคห์เลอร์ใช้กล้องส่องทางไกลมองกองทัพฝรั่งเศสที่แปลกประหลาดนี้ด้วยความสับสน จนกระทั่งคนรับใช้ข้างๆ สะกิดเตือน เขาถึงนึกขึ้นได้ว่าควรจะยิงปืนใหญ่ได้แล้ว
เมื่อมีเสียงกัมปนาทดังขึ้นจากกองทัพแอลเจียร์ ลูกเหล็กหลายลูกก็พุ่งแหวกอากาศตกลงที่ด้านหน้ากองทัพฝรั่งเศสพร้อมกับเสียงหวีดหวิวอันแหลมปรี๊ด กระบวนทัพที่แต่เดิมก็เละเทะอยู่แล้ว ยิ่งหยุดชะงักไปทันที
ไม่ถึงหนึ่งนาทีต่อมา ประกายไฟจากปืนใหญ่ก็สว่างวาบขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้พลปืนใหญ่แอลเจียร์โชคดีมาก ลูกกระสุนปืนใหญ่ 6 ปอนด์ของอังกฤษ 3 ลูกพุ่งทะลุเข้าไปในกลุ่ม “นักรบชนเผ่า”
เสียง “แครกๆ” เบาๆ ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในพริบตาเดียวกองทัพชนเผ่าก็เกิดร่องรอยที่เกิดจากชิ้นส่วนมนุษย์และเศษเลือดสาดกระเซ็นถึงสามสาย
เงียบไปชั่วขณะ บรรดา “นักรบชนเผ่า” ก็เริ่มส่งเสียงร้องโหยหวนออกมาไม่หยุดหย่อน นายทหารไม่สามารถควบคุมพวกเขาได้เลย ทันใดนั้นก็มีหลายร้อยคนหันหลังวิ่งหนีเตลิดไป
เมื่อการระดมยิงปืนใหญ่ระลอกที่สามพุ่งเข้ามา กองทัพชนเผ่าทั้งหมดก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง คนนับพันวิ่งหนีเอาชีวิตรอดอย่างสุดชีวิต จนกระทั่งวิ่งมาประจันหน้ากับทัพหน้าของกองพลทหารองครักษ์ ก็ยังไม่ยอมหยุดฝีเท้า
เลอแฟฟวร์หน้าดำคร่ำเครียด มองทหารของตัวเองหันปลายดาบปลายปืนไปข้างหน้า ถึงได้บีบให้พวกทหารแตกทัพกระจายตัวหลบหนีไปด้านข้างได้
ส่วนเคห์เลอร์ทางฝั่งนั้นยิ่งยืนอึ้งไปเลย นี่ตัวเองต้านเอาไว้ได้สำเร็จแล้วงั้นหรือ?

0 Comments