ตอนที่ 426 การพัฒนาตูนิสครั้งใหญ่
แปลโดย เนสยังในขณะที่คามิเลียกำลังประหม่าจนทำตัวไม่ถูก เปริน่าที่แอบซุ่มมองอยู่สุดทางเดินมาตลอด เมื่อเห็นหญิงสาวที่งดงามจนแม้แต่เธอยังใจสั่นวิ่งออกมาจากห้องนอนของมกุฎราชกุมาร แล้วกลับเข้าห้องของตัวเองไป เธอก็รออยู่อีกพักใหญ่ถึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกยาวๆ
เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมตัวเองถึงต้องทำแบบนี้ แต่สรุปแล้วก็คือ ตั้งแต่เด็กสาวที่ชื่อคามิเลียปรากฏตัวขึ้น ในใจของเธอก็เกิดความรู้สึกถึงวิกฤตขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะหมอประจำพระองค์ เธอไม่ได้นั่งรถม้าคันเดียวกับมกุฎราชกุมารมานานมากแล้ว ฝ่าบาทมักจะทรงงานบนรถม้าเสมอ คุณเอมองต์บอกว่านั่นจะไปรบกวนพระองค์ และตลอดการเดินทางออกจากเวียนนานี้ คามิเลียก็อยู่บนรถม้าของฝ่าบาทมาโดยตลอด
เปริน่าหันหลังเอาแผ่นหลังแนบชิดกำแพง ส่ายหน้าเงียบๆ ไม่สิ เธอไม่ควรมีความคิดเป็นอื่น แต่ในวินาทีถัดมา ใบหน้าหล่อเหลาของมกุฎราชกุมารก็เข้ามาแทนที่ในหัวของเธอ
“หรือว่า ข้าควรจะกล้าหาญกว่านี้ ไม่อย่างนั้นฝ่าบาทก็คงจะถูก…”
เธอราวกับตกใจกับคำพูดของตัวเอง จู่ๆ ก็สะดุ้งโหยง รีบก้มหน้าวิ่งหนีกลับห้องตัวเองอย่างลุกลี้ลุกลน พลางท่องในใจซ้ำๆ ว่า: ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า โปรดชี้แนะลูกด้วยเถิด!
ตั้งแต่วันรุ่งขึ้น โจเซฟก็พบด้วยความประหลาดใจว่า หมอเปริน่าดูเหมือนจะคอยหาข้ออ้างมาป้วนเปี้ยนอยู่รอบตัวเขาไม่หยุด
ครั้งหนึ่งหลังจากที่เขาไอออกมาสองสามครั้ง เธอก็ถึงกับอ้างว่าจะขอตรวจสอบว่าอาการปอดบวมของเขากำเริบหรือไม่ แล้วก็อยู่บนรถม้าของเขาหน้าตาเฉย
ภายในรถม้าเริ่มดูเบียดเสียดขึ้นมา ในที่สุดเอมองต์ก็จำต้องลงจากรถอย่างหมดหนทาง แล้วขี่ม้าตามอยู่ข้างรถม้าของมกุฎราชกุมารแทน
ส่วนภายในรถม้า โจเซฟก็เริ่มง่วนอยู่กับการจัดการรายงานเกี่ยวกับนโยบายการอพยพย้ายถิ่นฐานในตูนิส หญิงสาวทั้งสองทักทายกันตามมารยาท จากนั้นต่างฝ่ายต่างก็ก้มหน้าไม่พูดจา
ในบรรยากาศอันแปลกประหลาดนี้ เปริน่ารู้สึกอึดอัดจนแทบจะใช้เท้าจิกพื้นสร้างพระราชวังแวร์ซายได้เลย แต่ก็ยังกัดฟันทนทนนั่งอยู่ตรงนั้น คอยลอบมองท่วงท่าอันมีเสน่ห์ของมกุฎราชกุมารยามทรงงานอย่างตั้งใจอยู่เป็นระยะ
และด้วยเหตุนี้ โจเซฟจึงเดินทางมาถึงปารีสอย่างทุลักทุเลภายใต้การประกบของหญิงสาวทั้งสอง โดยไม่มี “เหตุการณ์ไม่คาดฝัน” ใดๆ เกิดขึ้น
ท้ายที่สุดเปริน่าก็ยังไม่สามารถ “กล้าหาญ” ขึ้นมาได้ ส่วนคามิเลียก็ยังคงหาวิธี “เข้าหา” ไม่เจอเช่นกัน
แต่โจเซฟกลับได้รับการปรนนิบัติอย่างดีเยี่ยม เขานำคามิเลียไปเข้าเฝ้าเสด็จแม่ที่พระราชวังเปอตี ทริอานงด้วยความสดชื่นแจ่มใส
พระนางมารีอองตัวแนตต์ทรงสวมกอดหลานสาวของมาดามเดอร์โว น้ำตาไหลรินราวกับสายน้ำ จากนั้นก็เตรียมจะประกาศให้คามิเลียมารับตำแหน่งนางสนองพระโอษฐ์คนที่สามของพระนาง
ทว่า เคาน์เตสเดอ แบร์นิญักก็รีบกล่าวเตือนอย่างระมัดระวังทันทีว่า ด้วยชาติกำเนิดของคุณหนูเดอร์โว ไม่เหมาะสมที่จะมาเป็นนางสนองพระโอษฐ์ขององค์ราชินี
ในที่สุด พระนางมารีอองตัวแนตต์ก็จำต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของราชสำนัก โดยให้คามิเลียมาเป็นสาวใช้ของพระนางแทน เพื่อจะได้ให้เธออยู่ข้างกายพระนางได้ [หมายเหตุ 1]
โจเซฟเสด็จออกมาจากที่ประทับของเสด็จแม่ พอมาถึงหน้าประตูห้องบรรทมของตน ก็เห็นบรีแยนยืนรออยู่ตรงนั้นแล้ว
ฝ่ายหลังรีบเดินเข้ามาหาแต่ไกล ทำความเคารพเขาแล้วกล่าวว่า:
“ฝ่าบาท ขอแสดงความยินดีกับผลสำเร็จทางการทูตอันสำคัญยิ่งที่พระองค์ได้รับในเวียนนาพ่ะย่ะค่ะ ความสัมพันธ์ฉันพันธมิตรระหว่างเรากับออสเตรียแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นแล้ว”
“ล้วนเป็นเพราะพระผู้เป็นเจ้าทรงคุ้มครองทั้งสิ้น” โจเซฟทำเครื่องหมายกางเขนอย่างชำนาญ แล้วผายมือเชิญอัครมหาเสนาบดีเข้าไปในห้อง “ท่านมีเรื่องด่วนอะไรหรือ? อ้อ เชิญนั่งลงก่อนเถิด”
บรีแยนรีบพยักหน้าตอบ:
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท เป็นเรื่องทางฝั่งตูนิสพ่ะย่ะค่ะ ‘แผนการค้าและการก่อสร้างตูนิส’ ที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ก่อนหน้านี้ได้เริ่มดำเนินการแล้ว แต่เนื่องจากพฤติกรรมของชนเผ่าบางเผ่า ทำให้พวกเราพบกับปัญหาอยู่บ้างพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อโจเซฟได้ยินดังนั้น ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย หลังจากที่มอโรและเนย์ป้องกันเมืองตาร์มิไรไว้ได้ กองพลเชเรอร์ก็ขับไล่กองทัพโมร็อกโกกลับเข้าไปในอาณาเขตของแอลเจียร์ได้อย่างราบคาบ สภาพแวดล้อมด้านความปลอดภัยของตูนิสจึงได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างมาก
จากนั้นภายใต้การโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาล ฝรั่งเศสก็เริ่มเกิดกระแสการพัฒนาตูนิสครั้งใหญ่ระลอกที่สอง ผู้อพยพเชิงพาณิชย์และเกษตรกรรมนับหมื่นคนหลั่งไหลเข้าสู่ตูนิส ทำให้ที่นั่นเริ่มมีสัญญาณของความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ
ดังนั้น โจเซฟจึงได้เตรียมการล่วงหน้า โดยการออกกฎหมายยกเลิกภาษีศุลกากรท้องถิ่นและค่าผ่านทางระหว่างเขตต่างๆ ในตูนิส ลดภาษีการค้า และเริ่มโครงการขยายถนน รวมถึงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างการวางรางไม้
แต่ในภาพรวมทางการเมืองของตูนิสนั้น ขุมกำลังชนเผ่าถือเป็นผู้มีอำนาจปกครองตามหมู่บ้านและเมืองต่างๆ ก่อนหน้านี้ก็เคยมีเรื่องที่ชนเผ่าปฏิเสธการจ่ายภาษี ซึ่งโจเซฟก็ใช้รูปแบบ “พระราชวังแวร์ซาย” คลี่คลายไปได้ แล้วครั้งนี้ยังมีเรื่องยุ่งยากอะไรเกิดขึ้นอีก?
เขาหันไปมองบรีแยน: “ท่านช่วยเล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อย”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” บรีแยนพยักหน้า “ปัญหาหลักที่สุดก็คือ ชนเผ่าใหญ่ไม่อนุญาตให้สินค้าจากภายนอกบางชนิดเข้ามาในเขตหมู่บ้านและเมืองของตนพ่ะย่ะค่ะ
“ขณะเดียวกัน แทบทุกชนเผ่ายังคงเก็บ ‘ค่าคุ้มครอง’ ในอัตราที่สูงลิ่ว บนถนนที่พวกเขาควบคุมอยู่พ่ะย่ะค่ะ
“นอกจากนี้ พวกเขายังมักจะกรรโชกทรัพย์พ่อค้า รวมถึงเกษตรกรที่ไปบุกเบิกพื้นที่ด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
เขามีสีหน้าขมขื่น: “พระองค์ก็ทรงทราบ กองทัพในตูนิสมีไม่เพียงพอ ทำได้เพียงประจำการอยู่ใกล้กับเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น สำหรับชนเผ่าที่อยู่ห่างไกลออกไป ย่อมไม่อาจดูแลได้ทั่วถึงพ่ะย่ะค่ะ และถึงแม้จะส่งกองทัพไปข่มขวัญ พวกเขาก็จะแสร้งทำเป็นยอมปฏิบัติตามกฎหมายต่อหน้า แต่พอกองทัพจากไป ก็จะกลับไปทำเหมือนเดิมทันที”
สีหน้าของโจเซฟก็ดูตึงเครียดขึ้นมาเช่นกัน
อย่าว่าแต่แอฟริกาเหนือในศตวรรษที่ 18 เลย ต่อให้เป็นศตวรรษที่ 21 รัฐบาลหลายประเทศก็ยังยากที่จะจัดการกับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับขุมกำลังชนเผ่า ที่ขับเคลื่อนด้วยสายสัมพันธ์ทางสายเลือด อำนาจจากภายนอกยิ่งยากที่จะแทรกแซงเข้าไปได้
สำหรับเรื่องการเก็บภาษีที่มีมาตั้งแต่ยุคฟินีเชีย ชนเผ่าในตูนิสยังพอรับได้ แต่พอตอนนี้ไปสั่งไม่ให้พวกเขาเก็บค่าธรรมเนียมมั่วซั่ว และต้องปล่อยให้สินค้าไหลเวียนอย่างเสรี พวกเขาก็เริ่มต่อต้าน
เดิมที โจเซฟตั้งใจจะใช้ตูนิสเป็นพื้นที่นำร่องในการทดสอบการปฏิรูปภาษีท้องถิ่น เพื่อนำไปปรับใช้ในฝรั่งเศสต่อไป ไม่คิดเลยว่าจะต้องมาเจอกับแรงต่อต้านมหาศาลขนาดนี้
บรีแยนทูลอย่างระมัดระวัง: “ฝ่าบาท พระองค์จะทรงพิจารณาบังคับใช้กฎหมายในเมืองใหญ่ๆ ก่อน แล้วรอให้ชาวตูนิสคุ้นเคย ค่อยขยายขอบเขตออกไปดีไหมพ่ะย่ะค่ะ?”
โจเซฟส่ายหน้าทันที เขายังรอให้ผลกำไรจากตูนิสมาช่วยพยุงการคลังของฝรั่งเศสอยู่ ขืนทำแบบค่อยเป็นค่อยไปแบบนี้ อีกสิบปีแปดปีก็ไม่รู้ว่าจะขยายผลได้สำเร็จหรือเปล่า
แถมการทำแบบนี้จะทำให้ชนเผ่าในตูนิสรู้ว่ารัฐบาลทำอะไรพวกเขาไม่ได้ ต่อไปพอมีกฎหมายใหม่ออกมา ก็จะต้องเจอกับอุปสรรคสารพัดอีก
เขาอดไม่ได้ที่จะตกอยู่ในภวังค์ความคิด โดยพื้นฐานแล้ว สาเหตุที่ทำให้ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นไม่ยอมเชื่อฟังการบริหารของรัฐบาล ก็คือเรื่องการคมนาคมและการสื่อสาร
ถนนหนทางไม่สะดวก ชนเผ่าขาดการติดต่อกับโลกภายนอก ย่อมต้องก่อตัวเป็น “โลกใบเล็ก” ที่เป็นเอกเทศ ต้องมีการติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอกมากขึ้น สร้างผลประโยชน์ให้เกี่ยวโยงกัน ถึงจะทำให้พวกเขาหลอมรวมเข้ากับประเทศชาติได้
นั่นจำเป็นต้องเร่งสร้างถนน แต่การจะก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้ครอบคลุมทั่วประเทศตูนิส ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำเสร็จได้ในชั่วข้ามคืน
อีกวิธีก็คือการเพิ่มกำลังทหารหรือจำนวนตำรวจอย่างขนานใหญ่ ใช้เครื่องมือที่ใช้ความรุนแรงคอยตรวจสอบและข่มขวัญพวกชนเผ่า เพื่อไม่ให้พวกเขากล้าฝ่าฝืนกฎหมาย
แต่เรื่องนี้ก็ต้องผลาญงบประมาณมหาศาล การรักษากองทัพกว่าแสนนายไว้ในตูนิสอาจจะช่วยแก้ปัญหาได้ แต่รายได้จากภาษีเกินครึ่งก็จะต้องหมดไปกับงบประมาณทางการทหาร
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ โจเซฟก็ชะงักไป เดี๋ยวก่อน จะใช้กองทัพข่มขวัญชนเผ่า ก็ไม่จำเป็นต้องเอากองทัพไปประจำการไว้ใกล้ๆ ชนเผ่าเสมอไปนี่…
[หมายเหตุ 1: นางสนองพระโอษฐ์ของพระราชินีถือเป็นตำแหน่งขุนนางในราชสำนักประเภทหนึ่ง มักจะดำรงตำแหน่งโดยขุนนางที่มีฐานะสูงและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระราชินี สามารถเดินเล่นหรือเล่นเกมกับพระราชินีได้ ส่วนสาวใช้เป็นเพียงคนรับใช้ธรรมดา ปกติทำได้แค่ยืนอยู่หน้าประตูเท่านั้น]

0 Comments