ตอนที่ 414 ถอนกำลัง
แปลโดย เนสยังพระเจ้าฟรีดริช วิลเฮ็ล์มที่ 2 ทรงขมวดพระขนงแน่นขึ้นทันที
คนอังกฤษพูดถูก แม้ว่าปรัสเซียจะรอดพ้นจากภัยแล้งเมื่อปีที่แล้วมาได้ เพราะการปลูกมันฝรั่งจำนวนมาก แต่การเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรที่ตกต่ำ ก็ยังคงสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจของประเทศอย่างหนักอยู่ดี
หลังจากนั้น ปรัสเซียก็เข้าไปพัวพันกับการลุกฮือที่บราบันต์อย่างรวดเร็ว รวมถึงสงครามที่ไซลีเซีย เงินคลังก็ไหลออกไปอย่างรวดเร็วราวกับเขื่อนแตก
หากยังคงทำสงครามต่อไปตามสถานการณ์ปัจจุบัน บางทีภายในเดือนมีนาคมปีหน้า การเงินของประเทศอาจจะล่มสลายลงได้
และการยุติสงครามในส่วนของเซาท์เนเธอร์แลนด์ ก็จะช่วยบรรเทาความตึงเครียดทางการเงินได้จริงๆ
ลอร์ดเกรนวิลล์พูดต่อ:
“นอกจากนี้ การโยกย้ายนายพลบลือเชอร์ไปยังไซลีเซีย ก็จะทำให้สัดส่วนกองกำลังทหารที่นั่นเกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อเขาเห็นกษัตริย์ปรัสเซียพยักหน้าอย่างไม่รู้ตัว ก็รีบโยนเหยื่อล่อออกไปอีก:
“เพื่อลบล้างความกังวลของพระองค์ ธนาคารแห่งประเทศอังกฤษจะมอบเงินกู้จำนวน 700,000 ปอนด์ เพื่อช่วยเหลือให้พระองค์คว้าชัยชนะในสงครามไซลีเซียพ่ะย่ะค่ะ”
เขารู้ดีว่าชาวปรัสเซียกังวลว่าอังกฤษกับออสเตรียจะสมรู้ร่วมคิดกัน เพื่อขายผลประโยชน์ของปรัสเซีย ดังนั้นเขาจึงต้องแสดงออกด้วยการสนับสนุนสงครามในไซลีเซียของฝ่ายหลัง
พระเจ้าฟรีดริช วิลเฮ็ล์มที่ 2 ทรงตาลุกวาวทันที 700,000 ปอนด์ก็คือ 7,000,000 ฟลอริน! เงินจำนวนนี้มากพอที่จะให้กองทัพของพระองค์ทำสงครามไปจนถึงเดือนตุลาคมปีหน้า ซึ่งถึงตอนนั้นก็เก็บเกี่ยวผลผลิตฤดูใบไม้ร่วงเสร็จพอดี ด้านการเงินก็สามารถประคับประคองต่อไปได้แล้ว
แต่พระองค์ก็ยังคงลังเลอยู่มาก:
“แต่ถ้าทำแบบนี้ ก็เท่ากับเปิดโอกาสให้ออสเตรียยึดเซาท์เนเธอร์แลนด์กลับคืนไปได้”
เกรนวิลล์ทูลตอบ “ก็ทำให้พวกเขาสูญเสียฝรั่งเศสไปเช่นเดียวกันพ่ะย่ะค่ะ พระองค์อาจจะทรงทราบดีว่า ชาวออสเตรียคอยระแวดระวังฝรั่งเศสไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวในเซาท์เนเธอร์แลนด์อยู่เสมอ การยุติการลุกฮือที่นั่น ก็หมายความว่าฝรั่งเศสหมดความสำคัญต่อพวกเขาแล้ว
“แน่นอนว่า พวกเราจะใช้อิทธิพลในกรุงเวียนนา เพื่อสร้างความแตกแยกให้กับฝรั่งเศสและออสเตรียด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
พระเจ้าฟรีดริช วิลเฮ็ล์มที่ 2 ได้ยินดังนั้น ในที่สุดก็พยักหน้าอย่างครุ่นคิด
…
ออสเตรีย กรุงเวียนนา
ภายในคฤหาสน์หลังหนึ่งทางทิศตะวันตกของพระราชวังเชินบรุนน์ เคานต์ฟรันทซ์รีบไล่คนรับใช้ทุกคนออกไป ปิดประตูอย่างระมัดระวัง แล้วจึงหันไปมองนายทหารวัยกลางคนที่ยืนอยู่ด้านข้างด้วยความประหม่า:
“เรื่องที่ท่านพูดมา เชื่อถือได้จริงๆ ใช่ไหม?”
เขารู้ดีว่า นายทหารคนนี้แม้ฉากหน้าจะสังกัดกองกำลังป้องกันเมืองที่ประจำการอยู่ในกรุงเวียนนา แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นคนของเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำออสเตรีย
นายทหารคนนั้นพยักหน้าทันที “ใช่แล้วครับ ท่านเคานต์ นี่เป็นเรื่องที่ท่านลอร์ดเกรนวิลล์กับพระเจ้าฟรีดริช วิลเฮ็ล์มที่ 2 ทรงหารือและตกลงร่วมกัน”
สีหน้าของฟรันทซ์เปลี่ยนไปมา นั่นก็หมายความว่า อังกฤษและปรัสเซียยอมละทิ้งกลุ่มผู้ลุกฮือในเซาท์เนเธอร์แลนด์ไปดื้อๆ แบบนี้เลย
เขาถามอย่างครุ่นคิด “ถ้าอย่างนั้น ทำไมท่านลอร์ดถึงเจาะจงให้ท่านมาบอกเรื่องนี้กับข้าล่ะ?”
“ท่านก็รู้ว่า ต้องทำให้แน่ใจว่ากองทัพฝรั่งเศสถอนกำลังออกจากเซาท์เนเธอร์แลนด์ไปก่อน กองทัพฮันโนเฟอร์ถึงจะถอนตัวออกไปได้” นายทหารกล่าว “นี่เพื่อเป็นการรับประกันว่า บรัสเซลส์จะไม่ตกไปอยู่ในมือของคนฝรั่งเศส”
“ใช่ ท่านพูดถูก” ฟรันทซ์ถูมือด้วยความตื่นเต้น หากเขา “ถวายคำแนะนำ” ในพระราชวังเชินบรุนน์ แล้วองค์จักรพรรดิสามารถยึดเซาท์เนเธอร์แลนด์กลับคืนมาได้ วันข้างหน้าเขาก็จะต้องเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างแน่นอน
แต่เขาก็นึกถึงปัญหาหนึ่งขึ้นมาได้ทันที:
“แต่ว่า พวกเคานิทซ์จะต้องทูลเสนอองค์จักรพรรดิให้คัดค้านข้อเสนอของข้าแน่ๆ”
เคานิทซ์เป็นตัวแทนของกลุ่มนิยมฝรั่งเศสในออสเตรีย คอยสนับสนุนให้ฝรั่งเศสและออสเตรียกระชับความร่วมมือกันมาโดยตลอด ย่อมไม่มีทางเห็นด้วยที่จะให้คนฝรั่งเศสถอนตัวออกจากเซาท์เนเธอร์แลนด์แน่นอน
นายทหารคนนั้นยิ้ม:
“จอมพลลาซี่และนายพลวูร์มเซอร์จะยืนอยู่ข้างท่าน และในขณะเดียวกัน พวกเราก็จะหาเรื่องยุ่งยากไปให้เคานิทซ์ด้วย”
ลาซี่มีอำนาจบารมีทางการเมืองในออสเตรียค่อนข้างมาก และยังเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของสมรภูมิไซลีเซีย ความคิดเห็นของเขาอย่างน้อยก็มีน้ำหนักสูสีกับเคานิทซ์ผู้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ส่วนวูร์มเซอร์เองก็มีอิทธิพลไม่น้อยเช่นกัน เมื่อมีสองคนนี้คอยหนุนหลัง ความมั่นใจของฟรันทซ์ก็พุ่งสูงขึ้นทันที
สายสืบของอังกฤษพูดต่อ:
“ที่สำคัญที่สุด นี่อาจจะช่วยยุติสงครามในไซลีเซียได้ด้วย”
หลังจากที่เขาเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟรันทซ์ฟัง ฝ่ายหลังก็พยักหน้าด้วยความตื่นเต้นทันที:
“รบกวนท่านฝากไปบอกลอร์ดเกรนวิลล์ด้วย ข้าจะต้องเกลี้ยกล่อมองค์จักรพรรดิ ให้ไล่พวกฝรั่งเศสไปพ้นๆ ให้จงได้”
…
ปารีส
พระราชวังแวร์ซาย พระราชวังเปอตี ทริอานง
พระนางมารีอองตัวแนตต์ทอดพระเนตรตัวหนังสือที่สั่นเทาบนจดหมายในพระหัตถ์ ขอบพระเนตรก็เริ่มมีน้ำตาเอ่อล้นทันที
“มาดามเดอร์โว ในความทรงจำของข้า ท่านร่าเริงและแข็งแรงมากแท้ๆ แต่ทำไมถึงได้…” พระนางสะอื้นเล็กน้อย ทรงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ วางจดหมายไว้ด้านข้าง แล้วทำเครื่องหมายกางเขนที่หน้าอก “ขอพระผู้เป็นเจ้าคุ้มครองท่าน”
มาดามเดอร์โวเป็นแม่นมของพระนาง และเป็นหนึ่งในคนที่ใกล้ชิดที่สุดก่อนที่พระนางจะเสกสมรส และในจดหมายฉบับนั้น หญิงชราได้บอกพระนางว่า สุขภาพร่างกายของนางไม่ค่อยจะสู้ดีนัก หมอบอกว่าอาจจะถูกพระผู้เป็นเจ้าเรียกตัวไปเมื่อไหร่ก็ได้
หญิงชราบอกว่าเดิมทีนางก็ไม่อยากจะเอาเรื่องเล็กน้อยของตัวเองมารบกวนองค์ราชินี แต่หลานสาวเพียงคนเดียวของนาง ทำให้นางไม่อาจวางใจได้จริงๆ ถึงได้จำใจเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นมา
พระนางมารีอองตัวแนตต์ทรงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปสั่งนางกำนัล:
“เดอ แบร์นิญัก รบกวนเจ้าไปเชิญมกุฎราชกุมารมาที”
“เพคะ ฝ่าบาท”
ประจวบเหมาะกับที่ในเวลานี้ โจเซฟกำลังหารือเรื่องบางอย่างกับทาแลร็องอยู่ในห้องทำงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งพระราชวังแวร์ซายพอดี
“ตามรายงานจากหน่วยข่าวกรองและเอกอัครราชทูตประจำออสเตรีย ล้วนบ่งชี้ว่าเวียนนาอาจจะตัดสินใจให้พวกเราถอนกำลังออกจากเซาท์เนเธอร์แลนด์แล้ว”
ทาแลร็องขมวดคิ้วครุ่นคิด:
“ด้วยกำลังพลของกองทัพออสเตรียในกลุ่มประเทศแผ่นดินต่ำ แค่รับมือกับกองพลของบลือเชอร์ก็ตึงมือมากแล้ว ทันทีที่พวกเราถอนกำลังออกไป กองทัพกบฏบราบันต์ก็จะเข้ายึดครองดินแดนเซาท์เนเธอร์แลนด์ทั้งหมดทันที และประกาศเอกราช”
โจเซฟพยักหน้า:
“เรื่องนี้มันผิดปกติเกินไป บางทีข้าอาจจะต้องเดินทางไปเวียนนาพร้อมกับท่านแล้วล่ะ”
เมื่อบ่ายวานนี้ พระราชวังแวร์ซายเพิ่งได้รับหนังสือแจ้งจากทางออสเตรีย เชิญเจ้าหน้าที่ทูตของฝรั่งเศสให้เดินทางไปหารือที่เวียนนา เนื่องจากเรื่องเกิดขึ้นกะทันหัน ทาแลร็องจึงรีบรุดไปที่พระราชวังตุยเลอรี เพื่อทูลรายงานเรื่องนี้แก่มกุฎราชกุมารในทันที
ขณะที่ทั้งสองกำลังหารือกันอยู่นั้น นางกำนัลของพระราชินีก็เคาะประตูเดินเข้ามา ย่อเข่าทำความเคารพโจเซฟ:
“ฝ่าบาท องค์ราชินีมีรับสั่งให้พระองค์ไปเข้าเฝ้าเพคะ”
“โอ้? เสด็จแม่มีเรื่องอะไรหรือ?” โจเซฟลุกขึ้นยืน ส่งสัญญาณให้ทาแลร็องรอสักครู่ แล้วออกเดินทางไปยังพระราชวังเปอตี ทริอานงพร้อมกับเคาน์เตสเดอ แบร์นิญัก
“ดูเหมือนจะเกี่ยวกับจดหมายจากมาดามเดอร์โวเพคะ” นางกำนัลหันมาทูล “ฝ่าบาททอดพระเนตรจดหมายแล้ว ก็ทรงมีอารมณ์เศร้าหมองลงเล็กน้อยเพคะ”
โจเซฟพยักหน้า มาดามเดอร์โวคนนี้สามารถเขียนจดหมายถึงเสด็จแม่ได้โดยตรง ดูท่าทางความสัมพันธ์ที่มีต่อเสด็จแม่คงจะไม่ธรรมดาแน่ๆ
ในยุคสมัยนี้ สิทธิในการส่งจดหมายส่วนพระองค์ถึงราชวงศ์ไม่ใช่สิ่งที่ใครก็มีได้ ต้องรู้ไว้ว่า แม้แต่ลูกสาวนอกสมรสของเยกาเจรีนาที่ 2 หากอยากจะเขียนจดหมายถึงพระนาง ก็ต้องส่งผ่านอดีตลูกน้องของพอเทียมกินก่อน ถึงจะส่งถึงมือซาร์ได้
ไม่นานนัก โจเซฟก็เดินเข้ามาในห้องบรรทมของพระนางมารีอองตัวแนตต์ เขาโค้งคำนับ ยังไม่ทันได้พูดอะไร ก็เห็นน้ำตาของเสด็จแม่ร่วงหล่นลงมาแล้ว
เขารีบเข้าไปจับพระหัตถ์ของพระราชินี ตรัสถามด้วยความห่วงใย:
“เสด็จแม่ พระองค์ทรงเป็นอะไรไปหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ลูกรัก แม่หวังว่าลูกจะเดินทางไปเวียนนาแทนแม่สักครั้งได้ไหม” พระนางมารีอองตัวแนตต์พยายามกลั้นเสียงสะอื้น เงยพระพักตร์มองเขา “มาดามเดอร์โวเป็นแม่นมของแม่ คอยดูแลแม่มาตั้งแต่เด็ก และตอนนี้นางกำลังเจอปัญหาใหญ่”

0 Comments