ตอนที่ 399 ของขวัญวันประสูติของพระราชินีมารี
แปลโดย เนสยังโจเซฟรู้ดีกว่าใครว่า ในประวัติศาสตร์ ลอนดอนได้เปลี่ยนโคมไฟถนนพลังงานก๊าซให้กลายเป็นนามบัตรของตัวเอง เพื่อยกระดับความหรูหราให้กับประเทศอังกฤษ ซึ่งได้ดึงดูดผู้มีความสามารถและการลงทุนจากทั่วโลกเข้ามา
แน่นอนว่า สิ่งนี้ก็ตั้งอยู่บนพื้นฐานความร่ำรวยของอังกฤษเอง และสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ดีด้วย แต่โครงการโคมไฟถนนพลังงานก๊าซในลอนดอน ก็ได้ช่วยเร่งการพัฒนาของอังกฤษได้อย่างมหาศาล ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่ไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกัน
ตอนนี้โจเซฟจะแย่งเอาความสนใจอันยิ่งใหญ่นี้มาให้ฝรั่งเศส!
เขายังคงวาดฝันให้พระราชินีมารีฟังต่อไป: “พระองค์ทรงลองจินตนาการดูสิพ่ะย่ะค่ะ ปารีสที่เคยหลับใหลเมื่อฟ้ามืด จะกลับมามีชีวิตชีวาภายใต้แสงไฟถนนพลังงานก๊าซ ผู้คนจะยังคงออกมาทำกิจกรรมข้างนอกในตอนกลางคืน ร้านค้าจะขยายเวลาทำการไปได้อีกหลายชั่วโมง ซึ่งจะนำมาซึ่งรายได้ที่สูงขึ้นพ่ะย่ะค่ะ
“ในขณะเดียวกัน อาชญากรรมต่างๆ เช่น การลักทรัพย์ และการปล้นทรัพย์ ที่มักจะเกิดขึ้นในยามวิกาล ก็จะลดลงอย่างมากภายใต้แสงสว่างจากโคมไฟถนนพ่ะย่ะค่ะ
“ปารีสจะกลายเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรือง ปลอดภัย และดึงดูดใจมากขึ้นพ่ะย่ะค่ะ!”
เขายังมีข้อดีอื่นๆ ของโคมไฟถนนพลังงานก๊าซที่ไม่ได้บอกพระราชินีมารีอีก
ตัวอย่างเช่น เมื่อโคมไฟนี้ถูกนำมาใช้ในปริมาณมาก ต้นทุนการให้แสงสว่างจะถูกกว่าเทียนและตะเกียงน้ำมันมาก ทำให้ผู้คนจำนวนมากสามารถเข้าถึงแสงสว่างได้ ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต
นอกจากนี้ แสงสว่างที่สว่างและราคาถูก ยังช่วยให้โรงงานสามารถขยายเวลาการทำงานได้ยาวนานขึ้น อธิบายง่ายๆ ก็คือ สามารถให้คนงานทำงานล่วงเวลาได้นั่นเอง
การทำงานล่วงเวลาที่คนธรรมดาเกลียดชังนักหนา กลับกลายเป็นความก้าวหน้าครั้งยิ่งใหญ่ของกำลังการผลิตในช่วงปลายศตวรรษที่ 18!
ในโรงงานเดียวกัน ด้วยจำนวนคนงานที่เท่ากัน แต่ผลผลิตของข้ากลับมากกว่าของเจ้าถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์อย่างไม่มีเหตุผล ความได้เปรียบด้านผลผลิตและต้นทุนที่เกิดจากสิ่งนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการปฏิวัติทางเทคโนโลยีครั้งสำคัญเลยทีเดียว
แน่นอนว่า สิ่งที่จะตามมาก็คือปัญหาด้านสุขภาพของคนงาน ซึ่งรัฐบาลก็ต้องออกกฎหมายมารับมือ ไม่เช่นนั้น ด้วยความเหี้ยมโหดของนายทุนในยุคนี้ รับรองว่าพวกเขาจะให้คนงานทำงานวันละ 24 ชั่วโมงอย่างแน่นอน
สุดท้าย โคมไฟก๊าซยังต้องการการผลิตก๊าซจำนวนมหาศาล ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมถ่านหิน และน้ำมันดิน (Coal Tar) ที่เป็นผลพลอยได้ ก็ยังสามารถกระตุ้นอุตสาหกรรมเคมีอินทรีย์ได้อีกด้วย
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่โจเซฟให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมนี้มาก และเชิญพระราชินีมาเปิดงานติดตั้งโคมไฟก๊าซเป็นครั้งแรก เมื่อปารีสถูกครอบคลุมด้วยโคมไฟก๊าซทั้งหมดแล้ว เขาก็จะจัดงาน “เวิลด์เอ็กซ์โป” เพื่อผลักดันปารีสให้ขึ้นสู่จุดสูงสุดของมหานครแห่งยุโรป!
พระราชินีมารีเมื่อทรงทราบว่าโคมไฟดวงหนึ่งมีความสำคัญถึงเพียงนี้ ก็รีบทรงตกลงทันที:
“ได้สิที่รัก แม่จะไปร่วมงานนั้นของลูกอย่างแน่นอน”
“ขอบพระทัยเสด็จแม่ พระองค์ทรงเป็นพระมารดาที่ประเสริฐที่สุดในโลกเลยพ่ะย่ะค่ะ!” โจเซฟหยิบขนมเปี๊ยะที่อยู่ข้างๆ ป้อนเข้าพระโอษฐ์ของพระราชินีมารี
พระองค์ทรงพระสรวลพลางเคี้ยวขนม หางพระเนตรก็เหลือบไปเห็นบทละครที่อยู่ข้างๆ พอดีพระองค์ทรงชื่นชอบการละครมาก ไม่เพียงแต่ชอบดู แต่ยังมักจะขึ้นแสดงบนเวทีด้วยตนเอง บทละครนี้ก็คือ “สัประยุทธ์ทะลุฟ้า” (Battle Through the Heavens) ภาคสอง ที่คณะละครของพระองค์กำลังจะแสดงในเร็วๆ นี้
พระราชินีมารีทรงนึกถึงเรื่องเมื่อคืนนี้ขึ้นมาได้ และในพระเศียรก็เกิดไอเดียสุดบรรเจิดขึ้นมาทันที
พระองค์ทอดพระเนตรไปที่โจเซฟ พร้อมแย้มสรวล:
“ที่รัก พระเอกละครของแม่ช่วงนี้ป่วยน่ะ อืม แม่คิดว่า ลูกนี่แหละคือตัวแทนที่เหมาะสมที่สุด ลองดูมกุฎราชกุมารของแม่สิ หล่อเหลาสง่างามกว่านักแสดงในคณะทุกคนเสียอีก!”
โจเซฟได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกเหมือนสวมหน้ากากแห่งความทุกข์ทรมานทันที ไม่ใช่แค่เขาไม่ชอบการแสดง แต่การซ้อมและการแสดงยังต้องใช้เวลามาก เขาเองก็ยังมีเรื่องอีกมากมายให้จัดการ
ทว่า เสด็จแม่เพิ่งจะทรงตอบตกลงไปร่วมพิธีติดตั้งโคมไฟถนน หากจะปฏิเสธไปก็คงจะไม่ดีนัก…
“เอ่อ…” โจเซฟลังเล “ถ้าอย่างนั้นเราตกลงกันว่า จะแสดงแค่รอบเดียวนะพ่ะย่ะค่ะ…”
เพิ่งพูดไปได้ครึ่งประโยค เขาก็เหลือบไปเห็นชื่อบทละคร ก็ตกใจขึ้นมาทันที นี่มัน! “สัประยุทธ์ทะลุฟ้า”? ถ้าเป็นพระเอก… ก็หมายความว่าจะให้เขาเล่นเป็น “เฮนรี่ ชอว์” (Henry Shaw) งั้นหรือ?!
บทบาทเบียวๆ แบบนี้ เล่นไปยังไม่ทันจบฉากแรก เขาก็คงตายเพราะความอับอายแล้ว…
เขารีบส่ายหน้าทันที: “เรื่องนี้ไม่เอาดีกว่า ไว้ครั้งหน้ามีบทอื่น ลูกสัญญาว่าจะแสดงให้พ่ะย่ะค่ะ”
แต่พระราชินีมารีกลับดึงเขาไว้: “ที่รัก ลูกจะไม่ช่วยแม่ที่กำลังสิ้นหวังคนนี้เลยหรือ?”
“ไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ หลักๆ คือบทละครเรื่องนี้…”
“วันเกิดของแม่ใกล้จะถึงแล้วนะ” พระราชินีมารีทรงงัดไม้ตายออกมา “เรื่องนี้จะจัดแสดงในวันเกิดของแม่ ลูกก็ถือซะว่าช่วยทำให้ความปรารถนาในวันเกิดของแม่เป็นจริงก็แล้วกัน”
โจเซฟถึงกับกุมขมับ เสด็จแม่ทรงพูดมาขนาดนี้แล้ว จะไม่ยอมตกลงก็คงไม่ได้…
เขาพยักหน้าอย่างสิ้นหวัง: “งั้น ก็ได้พ่ะย่ะค่ะ”
“ยอดเยี่ยมไปเลย ที่รัก!” พระราชินีมารีทรงสวมกอดเขาอย่างแรง “แม่จะเชิญขุนนางทุกคนในพระราชวังแวร์ซายส์มาดู แม่เชื่อว่าลูกจะต้องทำผลงานออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมแน่นอน!”
“เชิญขุนนางทุกคนงั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
โจเซฟตกใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขารู้ดีว่า เสด็จแม่ทรงตรัสเกินจริง โรงละครคงจุคนได้ไม่หมด แต่คนที่ได้รับเชิญจากพระราชินี จะต้องเป็นขุนนางที่มีสถานะและตำแหน่งไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
อืม งั้นก็เป็นโอกาสที่ดี เขานึกในใจ แม้ว่าสายการผลิตโซดาแอชและกาวเคซีนจะยังไม่ได้สร้าง แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการโฆษณาเฟอร์นิเจอร์ไม้สังเคราะห์ และเครื่องดื่มโซดาอัดลมเสียหน่อย
ขุนนางที่มีหน้ามีตาที่สุดในพระราชวังแวร์ซายส์มารวมตัวกัน พวกเขาจะต้องสร้างกระแสความนิยมได้อย่างมหาศาลแน่นอน
ในช่วงที่สินค้ายังไม่วางจำหน่าย ก็สามารถทำการตลาดแบบสร้างความกระหายไปพรางๆ ได้ พอสินค้าออกวางตลาดจริงๆ ก็คงจะขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแน่ๆ
อ้อ ต้องให้เสด็จแม่ช่วยเป็นพรีเซ็นเตอร์ด้วยนะ
เมื่อคิดได้ดังนั้น สีหน้าบูดบึ้งของเขาก็หายไปทันที ยิ้มและทูลพระราชินีมารีว่า:
“เสด็จแม่ที่รัก ลูกคิดออกแล้วว่าจะให้ของขวัญวันเกิดอะไรพระองค์ดี มันคือเฟอร์นิเจอร์ที่ยอดเยี่ยมมากชุดหนึ่ง…”
“เฟอร์นิเจอร์หรือ?”
…
แอฟริกาเหนือ
ตูนิส
แมนนูเอล ฌากส์ เดอ ชาแนล เดินลงจากสะพานขึ้นเรือ ในใจก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก ความรู้สึกโคลงเคลงไปมาบนทะเลเกือบจะเอาชีวิตเขาไปแล้ว
รอสักพัก แมทธิว คนรับใช้ของเขาก็จูงม้ากอล (Gallic horse) แสนรักของเขาลงมาจากเรือขนส่ง ม้าที่น่าสงสารดูเหมือนจะเมาเรือด้วยซ้ำ ที่มุมปากยังมีฟองจากการอาเจียนติดอยู่
“เอาล่ะ ความทุกข์ทรมานจบลงแล้ว!” ชาแนลรับสายบังเหียนม้ามา ชูแขนขึ้นสูง โห่ร้องว่า “ตูนิสจะเป็นประจักษ์พยานในการมาถึงของวีรบุรุษของมัน!”
เขามองไปที่ขุนนางที่เดินทางมาด้วยกันหลายร้อยคนที่อยู่ด้านหลัง สั่งคนรับใช้ว่า: “แมทธิว เจ้าไปซื้อข้าวโอ๊ตชั้นดีมาสักหน่อย ‘ครอสโบว์’ ต้องได้รับการดูแลอย่างดี ข้าจะไปถามดูว่าจุดรวมพลอยู่ที่ไหน”
แต่แมทธิวกลับยื่นมือออกไปอย่างน่าสงสาร: “นายท่าน ตอนนี้ข้าเหลือเงินแค่ 1 ลีฟร์ 6 ซู เท่านั้น เกรงว่าจะซื้ออะไรได้ไม่มาก…”
ชาแนลขมวดคิ้ว เพื่อที่จะได้รับที่ดินศักดินาในแอฟริกาเหนือ และสร้างชื่อเสียงให้กับตระกูล เขาจึงออกค่าใช้จ่ายเดินทางมาร่วมรบที่ตูนิสด้วยตัวเอง อืม ตั้งแต่ตอนที่มกุฎราชกุมารทรงกล่าวสุนทรพจน์ครั้งก่อน การที่หนุ่มๆ ขุนนางมาทำสงครามแนวหน้า ก็ได้กลายเป็นค่านิยมในพระราชวังแวร์ซายส์ไปแล้ว เมื่อพวกคุณหนูขุนนางเจอหน้าชายหนุ่ม ก็จะถามว่า “ทำไมท่านถึงไม่ไปใช้ดาบเพื่อไขว่คว้าเกียรติยศมาให้ตัวเองล่ะ?”
ชาแนลจำใจล้วงเหรียญเงิน 10 เหรียญส่งให้คนรับใช้: “ไปเถอะ ดูเรื่องคุณภาพด้วย อย่าให้โดนหลอกเอาของไม่ดีมาให้ล่ะ”
ตั้งแต่เขาออกจากปารีสจนมาถึงที่นี่ เขาใช้เงินไปแล้ว 140 ลีฟร์

0 Comments