ตอนที่ 388 ฟาร์มอุตสาหกรรมเปิดตัว
แปลโดย เนสยังในยุคนี้ รูปแบบฟาร์มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เท่านั้นที่จะสามารถผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตทางการเกษตรได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับเกษตรกร แม้พวกเขาจะดูแลที่ดินของตนเองอย่างเต็มที่ แต่เนื่องจากขาดแคลนเงินทุนและเทคโนโลยี พวกเขาจึงไม่มีกำลังพอที่จะปรับปรุงเทคโนโลยีการเกษตรได้เลย
ในขณะเดียวกัน เกษตรกรรายย่อยก็มีความอนุรักษนิยมสูงมาก
โจเซฟจำได้ว่า เกษตรกรฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 19 ยังคงรักษาพฤติกรรมการเพาะปลูกแบบดั้งเดิม ชอบใช้เครื่องมือการเกษตรที่เรียบง่ายและราคาถูกที่สุด ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ต่อต้านการปลูกพืชเศรษฐกิจอย่างหัวชนฝา เพราะการมีเสบียงอาหารเต็มยุ้งฉางเท่านั้นที่จะทำให้ครอบครัวอุ่นใจได้
ทว่า ฟาร์มขนาดใหญ่ที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มทุนนั้น ไม่ได้ทำไปเพื่อความอิ่มท้อง แต่เพื่อแสวงหาผลกำไรที่สูงขึ้น!
ด้วยแรงกดดันจากอัตรากำไร พวกเขาจึงต้องอัปเกรดเครื่องจักรกลการเกษตรใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะปลูกที่ทันสมัยยิ่งขึ้น ทดลองใช้ปุ๋ยชนิดใหม่ที่แพงกว่าแต่ดีกว่า รวมถึงการปลูกพืชที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่า
สิ่งนี้จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาทั้งภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมของฝรั่งเศสได้อย่างมหาศาล
ใช่แล้ว การทำฟาร์มก็คือรากฐานของการพัฒนาอุตสาหกรรมเช่นกัน
ข้อที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ อุตสาหกรรมสิ่งทอของอังกฤษสามารถผงาดขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลกได้ ก็เพราะอาศัยขนแกะที่ผลิตเองจำนวนมหาศาล และฝ้ายจากเอเชียใต้
และหากฝรั่งเศสต้องการจะท้าทายอังกฤษในอุตสาหกรรมสิ่งทอ สิ่งแรกที่ต้องมีก็คือผลผลิตฝ้ายที่เพียงพอ หากเกษตรกรทุกคนปลูกแต่ธัญพืช การพึ่งพาฝ้ายนำเข้าทั้งหมดก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะกดต้นทุนให้ใกล้เคียงกับอังกฤษได้
นอกจากนี้ ในอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ฝรั่งเศสมีความได้เปรียบมาแต่ดั้งเดิมอย่างผ้าไหม ก็จำเป็นต้องมีการปลูกต้นหม่อนเป็นจำนวนมากเช่นกัน
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นโครงการที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการผลักดันฟาร์มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
กลุ่มคนอย่างมีราโบมีความไวต่อเรื่องการทำเงินเป็นอย่างมาก เมื่อมกุฎราชกุมารทรงชี้แนะเพียงเล็กน้อย พวกเขาก็ตระหนักถึง “อนาคตทางการเงิน” อันกว้างไกลของคฤหาสน์รูปแบบใหม่ได้ในทันที
ประกอบกับข้อได้เปรียบจากนโยบายการซื้อที่ดิน พวกเขาจึงตัดสินใจทุ่มเงินทุนก้อนโต เพื่อเข้าสู่สมรภูมิของคฤหาสน์อุตสาหกรรมในทันที
แน่นอนว่า สาเหตุที่โจเซฟต้องการพัฒนาบริษัทที่ปรึกษาด้านบริการการเกษตรอย่างจริงจัง ก็เพื่อใช้รูปแบบการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ รวบรวมเกษตรกรรายย่อยที่กระจัดกระจายเข้าด้วยกัน เพื่อให้พวกเขามีขีดความสามารถในการแข่งขันเทียบเท่ากับฟาร์มขนาดใหญ่ในระดับหนึ่ง
เมื่อมองดูไวส์เคานต์ดิโกที่กำลังพูดคุยถึงอนาคตอันสดใสของคฤหาสน์รูปแบบใหม่อย่างตื่นเต้น มีราโบกลับทำเพียงยิ้มรับ
สิ่งที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่ในใจ ก็คือคำพูดที่มกุฎราชกุมารตรัสกับเขาเมื่อสองสามวันก่อน
มกุฎราชกุมารทรงตรัสว่า หลังจากที่ฟาร์มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เปิดดำเนินการ ที่ดินที่เดิมทีต้องใช้คนสามสี่ร้อยคนในการเพาะปลูก เมื่อมีการใช้ปศุสัตว์ เครื่องจักร และเครื่องมือการเกษตรแบบใหม่จำนวนมาก พร้อมกับการบริหารจัดการที่ได้มาตรฐานอย่างเข้มงวด ก็อาจจะใช้คนงานไม่ถึง 1 ร้อยคนก็สามารถดูแลจัดการได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว
เขานึกขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วว่า แล้วอีกสองสามร้อยคนที่เหลือจะไปอยู่ที่ไหนล่ะ?
คำตอบมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นก็คือพวกเขาจะต้องเดินทางไปหาเลี้ยงชีพในเมืองใหญ่ นอกจากนี้ ภายใต้ความช่วยเหลือของบริษัทที่ปรึกษาด้านบริการการเกษตร ครอบครัวเกษตรกรทั่วไปก็ไม่จำเป็นต้องให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวลงมือเพาะปลูก ก็สามารถรับประกันผลผลิตจากที่ดินได้ และในสถานการณ์ที่ยากจะกว้านซื้อที่ดินได้เกินกว่า 30 ไร่ต่อคน สมาชิกในครอบครัวที่ว่างงานก็จะเข้าไปหาเงินในเมืองเช่นกัน
เมื่อคนเหล่านี้หลั่งไหลเข้าสู่เมืองใหญ่ ก็จะทำให้โรงงานมีแรงงานอย่างเหลือเฟือ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จำกัดการขยายตัวของโรงงานก็จะหายไป
และสำหรับคนที่ใช้ชีวิตในเมือง สิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวันทั้งหมดล้วนต้องซื้อหามา นั่นหมายความว่า พวกเขาจะนำมาซึ่งตลาดผู้บริโภคขนาดมหึมา
เมื่อคาดการณ์ได้ถึงสิ่งเหล่านี้ มีราโบก็คำนวณซ้ำแล้วซ้ำเล่า และพบว่าการลงทุนในฟาร์มขนาดใหญ่ในเวลานี้ ได้กำไรน้อยกว่าการวางรากฐานล่วงหน้าในอุตสาหกรรมสิ่งทอ เหล็กกล้า และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ต้องใช้แรงงานคนจำนวนมาก
ดังนั้น เขาจึงซื้อเพียงที่ดินที่เหมาะแก่การลงทุนมาส่วนหนึ่ง เตรียมจะขายทันทีที่ราคาขึ้น และนำเงินทุนส่วนใหญ่ในมือไปทุ่มให้กับโรงงานเครื่องทอผ้าอัตโนมัติที่ลียง ส่วนเงินทุนอีกเล็กน้อยก็ไปลงทุนในเหมืองถ่านหินที่เซาท์เนเธอร์แลนด์
อืม การลงทุนอย่างหลังนั้น อันที่จริงก็เป็นเพราะทำตามคำแนะนำของมกุฎราชกุมาร แม้ว่าที่นั่นจะยังคงมีไฟสงครามลุกโชนอยู่ แต่เขาก็เชื่อมั่นในสายพระเนตรของมกุฎราชกุมารมากกว่า
อันที่จริง มีราโบยังคำนวณพลาดไปจุดหนึ่ง
โจเซฟคิดไว้ตั้งแต่ครึ่งปีก่อนแล้วว่าจะต้องเกิดการปั่นราคาที่ดินขึ้น เขาเคยผ่านยุคตื่นทองของอสังหาริมทรัพย์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 มาแล้ว จึงรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของบริษัทใหญ่ๆ ในการปั่นราคาที่ดินเป็นอย่างดี
ดังนั้นจึงได้วางกับดักไว้ใน “พระราชบัญญัติผลผลิตธัญพืช” ตั้งแต่เนิ่นๆ
ตราบใดที่เป็นพื้นที่ที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นพื้นที่เพาะปลูก หลังจากที่ผู้ซื้อได้กรรมสิทธิ์มาแล้ว จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับในการผลิตให้ได้ตามเป้าหมายต่อไร่ทันที แม้ว่าที่ดินจะถูกขายไป หากไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการผลิตขั้นต่ำในฤดูเก็บเกี่ยว ผู้ถือครองที่ดินทั้งหมดในฤดูเพาะปลูกนั้นจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน
แน่นอนว่า สิ่งนี้ไม่รวมถึงกรณีที่เกิดภัยพิบัติ
ดังนั้น คุณมีราโบจะพบว่า ทันทีที่ตนเองซื้อที่ดินมา ก็ต้องรีบทำการเพาะปลูกทันที มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับค่าปรับ ไปจนถึงการที่ศาลสูงสั่งบังคับประมูลขายที่ดิน!
ในขณะที่กลุ่มขุนนางนายทุนกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก ว่าจะลงทุนอย่างไรให้ได้ผลประโยชน์สูงสุด ท่ามกลางฝูงชนที่มาเรียกร้องหน้าพระราชวังเปอติทริอานง ก็ยังมีขุนนางเกือบครึ่งที่ยังคงมีสีหน้าตึงเครียด ถึงขั้นมีบางคนขยำ “แบบฟอร์มขอซื้อกองทุนกษัตริย์” ในมือจนเป็นก้อนกลม แล้วโยนทิ้งลงพื้น
พวกเขาคือกลุ่มขุนนางที่ “ใช้เงินเดือนชนเดือน” อาจเป็นเพราะมีที่ดินน้อย ทำให้ได้รับภาษีบรรณาการจำกัด หรืออาจเป็นเพราะใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยเกินไปจนรายรับไม่พอกับรายจ่าย สรุปก็คือ ในมือของพวกเขาไม่มีเงินเก็บเลยแม้แต่น้อย ถึงขั้นมีหลายคนที่ต้องพึ่งพาการกู้ยืมเพื่อประทังชีวิต การดูแลชุดราตรีสำหรับงานต่างๆ การจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรนอกสมรส การเข้าร่วมงานเลี้ยงซาลอน การล่าสัตว์ หรือการพนัน ล้วนต้องใช้เหรียญเงินจำนวนมาก และสิ่งเหล่านี้ก็คือองค์ประกอบพื้นฐานในการใช้ชีวิตสำหรับขุนนางในพระราชวังแวร์ซายส์
พวกเขาไม่มีเงินไปลงทุนในกองทุนกษัตริย์เลย นั่นหมายความว่า อีก 8 ปีให้หลัง พวกเขาจะถูกตัดขาดจากแหล่งรายได้และต้องอดตาย
ไม่นาน ขุนนางร่างสูงใหญ่คนหนึ่ง ที่ผมหยิกบนหัวดูขาดการดูแลรักษาอย่างเห็นได้ชัด ก็เดินฝ่าฝูงชนที่กำลังไปซื้อกองทุน ก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว และตะโกนบอกมกุฎราชกุมารที่ประทับอยู่บนบันไดว่า:
“ฝ่าบาท ภาษีเช่าที่ดินคือสิทธิ์ดั้งเดิมของพวกขุนนาง คือเกียรติยศที่กษัตริย์องค์ก่อนประทานให้กับบรรพบุรุษของพวกเรา พระองค์จะทรงยกเลิกมันง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ!”
รอบๆ มีเสียงสนับสนุนดังขึ้นทันที:
“ใช่แล้ว พวกเราต้องการสิทธิ์ดั้งเดิม ไม่ใช่กองทุน!”
“ภาษีบรรณาการพวกนั้น ข้าได้รับสืบทอดมาจากท่านพ่อ มันสมควรได้รับการเคารพ!”
โจเซฟทำเพียงแค่มองดูคนเหล่านี้อย่างสงบนิ่ง เขาคาดการณ์ไว้แล้วว่าจะต้องเกิดสถานการณ์เช่นนี้ และได้เตรียมแผนรับมือไว้แล้ว
ขุนนางที่ไม่ยอมไปซื้อกองทุนกษัตริย์เหล่านี้ คือกลุ่มที่ยากจนที่สุด ดังนั้นอิทธิพลของพวกเขาจึงอ่อนแอที่สุดด้วยเช่นกัน แต่ก็ยังต้องคำนึงถึงความเสียหายที่พวกเขาอาจก่อให้กับประเทศชาติหากต้องสิ้นไร้ไม้ตอก
ในโลกตะวันออก ข้าราชการไปรษณีย์แซ่หลี่คนหนึ่ง ก็ได้โค่นล้มจักรวรรดิลงโดยตรงจากสถานการณ์แบบนี้แหละ
โจเซฟกระแอมเบาๆ ทอดพระเนตรด้วยสายตาคมกริบไปยังขุนนางร่างสูงใหญ่ที่กระโดดออกมาก่อนใคร แล้วตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า:
“บางที ท่านอาจจะยังจำได้ ว่าบรรพบุรุษของท่านได้รับที่ดินศักดินามาได้อย่างไร?”
ฝ่ายหลังถูกคำถามที่โพล่งขึ้นมาอย่างกะทันหันทำให้ชะงักไป: “คะ… คือว่า…”
โจเซฟชี้พระหัตถ์ไปที่เขาด้วยท่าทีทรงพลัง:
“คือการที่พวกเขาติดตามกองทัพของกษัตริย์ ใช้ความกล้าหาญและความไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใดในสนามรบ เพื่อคว้าเกียรติยศมาเป็นของตนเองต่างหาก!”

0 Comments