ตอนที่ 37 สงครามเนเธอร์แลนด์-ปรัสเซีย
แปลโดย เนสยังทางตอนใต้ของอัมสเติลวีน ห่างออกไป 5 กิโลเมตร
ณ ด้านนอกค่ายทหารปรัสเซียที่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ อองเดรกำลังสั่งให้ทหารยกลำกล้องปืนใหญ่สองกระบอกลงจากหลังม้า
เนื่องจากนี่เป็นการใช้ทหารม้าเบาลอบโจมตีก่อกวน จึงไม่สามารถนำปืนใหญ่ที่หนักอึ้งมาด้วยได้ สิ่งที่อองเดรนำมาด้วยคือปืนใหญ่ขนาดจิ๋ว 1 ปอนด์ที่มีน้ำหนักไม่ถึง 100 กิโลกรัม ซึ่งใช้ม้าเพียงตัวเดียวก็สามารถแบกมาได้แล้ว
เขาไม่ได้เอาแม้แต่ฐานตั้งปืนใหญ่มาด้วยซ้ำ เพียงแค่ขุดหลุมบนพื้นดิน แล้วนำลำกล้องปืนวางพาดเอียงลงไปในหลุม โดยไม่ได้หวังว่าจะยิงโดนทัพปรัสเซียเลยแม้แต่น้อย
บรรจุดินปืน บรรจุกระสุน และจุดชนวน
เสียงระเบิดดังตูมสองครั้งติด ค่ายทหารปรัสเซียพลันเกิดความโกลาหลขึ้นมาทันที
กว่าพวกปรัสเซียจะสามารถแยกแยะทิศทางที่ถูกลอบโจมตีได้ พวกเขาก็รีบระดมปืนใหญ่กว่าสิบกระบอกยิงตอบโต้กลับมาทันที
แต่อองเดรได้นำปืนใหญ่ 1 ปอนด์มัดกลับขึ้นหลังม้าไปตั้งนานแล้ว และอาศัยความมืดหลบหนีมุ่งหน้าไปทางทิศใต้สู่เมืองอูเทรคต์
ดุ๊กแห่งบรันสวิก ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทัพปรัสเซียนอนไม่หลับอย่างสงบเลยตลอดทั้งคืน เขารู้สึกประหลาดใจมาก ว่าทำไมพวกเนเธอร์แลนด์ที่ถูกตีจนถอยร่นแบบไม่มีทางสู้ ถึงได้กล้ามาลอบโจมตีท้าทายกันแบบนี้
เช้าวันรุ่งขึ้น เขาได้ส่งทหารม้าออกไปลาดตระเวนรอบๆ ค่ายอย่างละเอียด เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีข้าศึกดักซุ่มโจมตี เขาจึงออกคำสั่งให้เดินทัพมุ่งหน้าไปยังอัมสเตอร์ดัมต่อไป
ทว่าในเวลาเดียวกันนั้นเอง ทัพหน้าของปรัสเซียก็กำลังถูกกองทัพเนเธอร์แลนด์ซุ่มโจมตีอย่างหนัก
แม้ทัพปรัสเซียจะคาดไม่ถึงว่าศัตรูจะกล้าเป็นฝ่ายบุกเข้ามา แต่กองทัพที่ผ่านการฝึกฝนจากพระเจ้าฟรีดริชที่ 2 มาอย่างดีนั้น ย่อมมีวินัยทางการทหารในระดับสูงส่ง แทบจะในทันทีพวกเขาก็สามารถตั้งตัวและยิงตอบโต้กลับไปได้
พวกเนเธอร์แลนด์ยังคงเปราะบางเหมือนเช่นเคย พอล้มตายไปราวยี่สิบกว่าคน พวกเขาก็เริ่มแตกตื่นวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน
บลึคเคอร์ ผู้บัญชาการทัพหน้าของปรัสเซียตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว เขาสั่งให้กองทัพไล่ตามตีทันที และไม่นานก็ไล่มาจนถึงฝั่งตะวันออกของทะเลสาบอับเคาเดอ
สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าเขา คือแนวกระบวนทัพหน้ากระดานของกองทัพเนเธอร์แลนด์ที่ทอดยาวไปหลายลี้ นี่คือยุทธวิธีทหารราบจัดหน้ากระดานเรียงเดี่ยว ที่ใช้กันบ่อยที่สุดในศตวรรษที่ 18 ทหารทุกคนจะยืนห่างกันหนึ่งถึงสามก้าว ทหารนับพันนับหมื่นนายจะยืนเรียงกันเป็นเส้นตรงอย่างเป็นระเบียบ โดยปกติจะมีสามหรือสี่แถว ยืนตัวตรงแน่ว สลับกันใช้ปืนคาบศิลาระดมยิงใส่กองทัพศัตรู
บลึคเคอร์ลอบยิ้มเย็นในใจ นี่คือเป้าหมายของพวกเนเธอร์แลนด์งั้นหรือ? ใช้ทหารแตกทัพมาหลอกล่อให้ข้าบุกเข้ามา แล้วดักซุ่มโจมตีข้าที่นี่?
“หึ พวกเจ้าประเมินศักยภาพของทหารปรัสเซียต่ำเกินไปแล้ว!” เขาออกคำสั่งทันที สั่งให้กองทัพทั้งหมดหยุดการไล่ล่า จัดขบวนทัพเป็นหน้ากระดานอยู่กับที่ และให้กองพันคัมบัวร์ พร้อมด้วยอีกหนึ่งกองร้อยจัดกระบวนทัพแบบแนวลึก เพื่อเตรียมบุกทะลวง
กองทัพปรัสเซียเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ทหารกว่าสี่พันนายใช้เวลาเพียงยี่สิบนาที ก็สามารถจัดกระบวนทัพได้เสร็จสิ้น
ทหารกว่าสองพันสามร้อยนายตั้งกระบวนทัพหน้ากระดานยาวหนึ่งกิโลเมตร เผชิญหน้ากับแนวของทัพเนเธอร์แลนด์ ส่วนด้านหลังของพวกเขาคือทหารอีก 800 นายที่แบ่งออกเป็นกระบวนทัพแนวลึกหลายสิบแถว พร้อมที่จะพุ่งเข้าชนแนวหน้ากระดานของศัตรูได้ทุกเมื่อ
นอกจากนี้ยังมีทหารม้าอีกเกือบสองร้อยนาย สแตนด์บายอยู่ที่ปีกทั้งสองข้าง
เพียงแค่ความเป็นระเบียบวินัยและประสิทธิภาพในการเคลื่อนพลที่พวกเขาแสดงออกมา ก็ทำให้ทหารเนเธอร์แลนด์ฝั่งตรงข้ามถึงกับเสียวสันหลังวาบแล้ว
เมื่อเสียงแตรส่งสัญญาณดังขึ้น กลองศึกในกองทัพปรัสเซียก็เริ่มรัวจังหวะเร่งเร้า ผู้บังคับกองร้อยแต่ละกองร้อยแทบจะสะบัดมือไปข้างหน้าพร้อมกัน เพื่อสั่งการให้บุกโจมตี
ในเวลาเดียวกัน ปืนใหญ่ 4 ปอนด์สองสามกระบอกที่แทรกอยู่ในแนวกระบวนทัพของปรัสเซียก็เริ่มคำราม
ในขณะที่ทหารปรัสเซียก้าวเดินไปข้างหน้าตามจังหวะกลอง แนวทหารราบของทั้งสองฝ่ายก็ขยับเข้าใกล้กันมากขึ้นเรื่อยๆ ทว่าทางฝั่งเนเธอร์แลนด์ที่ถูกระดมยิงด้วยกระสุนปืนใหญ่ ก็เริ่มมีทหารบางคนแสดงอาการถอยหนีให้เห็น แต่ไม่นานพวกเขาก็ถูกนายทหารใช้ดาบดันหลังให้กลับมาอยู่กับที่
จนกระทั่งกองทัพทั้งสองห่างกันเพียงราว 100 เมตร แนวทหารของเนเธอร์แลนด์ก็เริ่มสาดกระสุนและพ่นไฟออกมา ทว่าทหารปรัสเซียกลับทำราวกับว่าฝั่งตรงข้ามกำลังจุดพลุไฟให้ดู พวกเขายังคงก้าวเดินอย่างเป็นระเบียบและบีบวงล้อมเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
ในแนวทหารของปรัสเซียมีคนล้มลงอย่างต่อเนื่อง แต่พวกเขาก็ไม่แม้แต่จะขมวดคิ้ว พวกเขายังคงเดินหน้าต่อไปจนกระทั่งห่างกันเพียง 60 เมตร เสียงกลองของฝั่งปรัสเซียก็หยุดลงอย่างกะทันหัน
“ยกปืน เล็ง… ยิง!”
เมื่อนายทหารออกคำสั่งติดต่อกัน ทหารปรัสเซียก็ระดมยิงกระสุนออกไปอย่างพร้อมเพรียงและชำนาญการ แนวหน้ากระดานของทัพเนเธอร์แลนด์เกิดช่องโหว่ขึ้นกว่าสิบจุดในพริบตา พร้อมกับเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวที่ดังระงมไปทั่ว
เมื่อทั้งสองฝ่ายเริ่มยิงโต้ตอบกัน ความแตกต่างอย่างมหาศาลในด้านศักยภาพทางการทหารก็เผยให้เห็นอย่างชัดเจน
ทัพปรัสเซียสามารถยิงได้ 5 นัด ในขณะที่ทัพเนเธอร์แลนด์ยิงได้เพียง 3 นัด ซ้ำทัพปรัสเซียยังเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นระเบียบ ทั้งแนวหน้ากระดานแทบจะลั่นไกพร้อมกันทั้งหมด ทว่าทางฝั่งเนเธอร์แลนด์กลับยิงกันสะเปะสะปะ ซ้ำยังมีทหารหลายคนที่ตื่นตระหนกจนลั่นไกปืนออกไปมั่วๆ โดยไม่ได้เล็งเลยด้วยซ้ำ
หลังจากทัพปรัสเซียระดมยิงไปได้กว่าสิบชุด ควันดินปืนก็ลอยคละคลุ้งปกคลุมไปทั่วทั้งสนามรบ ทัพเนเธอร์แลนด์เริ่มถอยร่นอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อบลึคเคอร์เห็นดังนั้น เขาก็ไม่รอช้า รีบออกคำสั่งทันที: “กระบวนทัพแนวลึก บุก!”
“ครับ!”
ตามด้วยจังหวะกลองอันเป็นเอกลักษณ์ กระบวนทัพแนวลึกกว่า 40 แถวของปรัสเซียก็พุ่งฝ่าดงกระสุนปืนออกไปอย่างไม่กลัวตาย ในเวลาเดียวกัน แนวหน้ากระดานของฝั่งตนก็ขยับเดินหน้าไปอีกสิบก้าว
ทหารปรัสเซียที่วิ่งนำหน้าถูกยิงล้มลงไปกว่าสิบคนในทันที แต่พวกเขาใช้กระบวนทัพแนวลึก ทหารที่อยู่ข้างหน้าจึงทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังกระสุนปืน ในขณะที่เพื่อนร่วมรบที่อยู่ด้านหลังยังคงวิ่งเหยาะๆ บุกตะลุยต่อไป
แนวหน้ากระดานทหารราบของเนเธอร์แลนด์ถูกตีแตกกระจายอย่างรวดเร็ว ทหารต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอดอย่างแตกตื่น แต่ในไม่ช้าพวกเขาก็ถูกนายทหารควบคุมไว้ได้ และสั่งให้แยกย้ายหนีไปทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกอย่างเป็นระเบียบ เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับทัพปรัสเซียแบบตรงๆ
บลึคเคอร์ใช้กล้องส่องทางไกลสังเกตการณ์ ก่อนจะชี้ไปทางทิศตะวันตก: “ทหารม้าไล่ตามไป”
“ครับ!”
เขาสังเกตเห็นได้อย่างเฉียบขาดว่า โวลสเตอร์เป็นคนบัญชาการอยู่ทางทิศตะวันออก ส่วนทิศตะวันตกนั้นดูจะโกลาหลมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนบลึคเคอร์เองก็เป็นผู้นำทัพหลักบุกทะลวงต่อไปข้างหน้า ด้วยความเร็วระดับนี้ ภายในวันนี้ก็สามารถยึดอัมสเติลวีนได้แล้ว
ทว่า หลังจากที่ทหารเนเธอร์แลนด์ถอยออกจากสนามรบด้านหน้าไปจนหมด เสียงปืนใหญ่ที่รัวเร็วก็พลันดังขึ้นมาจากทางด้านหน้าเฉียงๆ ของทัพปรัสเซีย
ลูกปืนเหล็กขนาดมหึมาหลายลูกส่งเสียงหวีดหวิวพุ่งทะลุแนวกระบวนทัพปรัสเซีย สาดกระจายละอองเลือดขึ้นกลางอากาศ ลูกปืนเหล็กหนึ่งในนั้นหลังจากตกลงพื้น ก็ยังกลิ้งต่อไปอีกกว่า 40 เมตร บดขยี้ท่อนขาของนายทหารผู้บัญชาการคนหนึ่งจนขาดสะบั้น ถึงได้ยอมหยุดนิ่งลง
บลึคเคอร์ถึงกับหนังตากระตุก ฟังจากเสียงปืนใหญ่นั่น อย่างน้อยๆ ก็มีปืนใหญ่สิบกว่ากระบอก ซ้ำยังมีขนาดลำกล้องที่ไม่เล็กเลยด้วย!
เขาเร่งรีบเดินทัพมาหลายวัน จึงนำมาเพียงปืนใหญ่ 4 ปอนด์แค่ 5 กระบอก ซึ่งก็ถูกอำนาจการยิงของฝ่ายตรงข้ามกดดันจนแทบจะราบคาบไปในพริบตา
ความรุนแรงในการบุกตะลุยของทหารปรัสเซียต้องชะงักงันลงทันที บลึคเคอร์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขามองดูอัมสเติลวีนที่อยู่ไม่ไกลนัก ก่อนจะกัดฟันสั่งให้กองกำลังสำรองอีกหนึ่งกองพันครึ่งบุกขึ้นไปเสริมกำลัง…
ทางด้านดุ๊กแห่งบรันสวิกนำกองกำลังหลักของปรัสเซียเพิ่งเดินทัพมาได้สองชั่วโมง ก็ได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังระงมมาจากทางทิศเหนือ เขาอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อย ปืนใหญ่ฝ่ายตนทั้งหมดล้วนอยู่ที่นี่ บลึคเคอร์มีปืนใหญ่เพียงแค่ 5 กระบอก ไม่มีทางที่จะสร้างความสั่นสะเทือนได้มากขนาดนี้แน่นอน
นั่นก็หมายความว่า… นั่นคือปืนใหญ่ของพวกเนเธอร์แลนด์งั้นหรือ?
แต่ทหารปืนใหญ่ของพวกเขาถูกตนทำลายจนราบคาบไปตั้งแต่ครึ่งเดือนก่อนแล้วนี่ ต่อให้พวกเขาสามารถหาปืนใหญ่มาได้ แต่ก็ไม่มีทหารปืนใหญ่ใช้งานอยู่ดี
ต้องรู้ว่า ทหารปืนใหญ่คือหน่วยทหารที่ฝึกฝนยากที่สุด หากไม่ผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงเป็นเวลาหลายปี ผนวกกับพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ที่แข็งแกร่ง ต่อให้ยิงเป็นสิบๆ นัดก็ยังไม่แน่ว่าจะยิงโดนเป้าหมายเลยสักครั้ง
ในขณะที่ดุ๊กแห่งบรันสวิกกำลังประหลาดใจอยู่นั้น ก็มีทหารสื่อสารควบม้าอย่างรีบเร่งเข้ามารายงานว่า พบกองทหารม้าเนเธอร์แลนด์จำนวนมากปรากฏตัวขึ้นใกล้กับอูเทรคต์
หัวใจของดุ๊กแห่งบรันสวิกกระตุกวูบ อูเทรคต์คือฐานส่งกำลังบำรุงของเขา เสบียงอาหารทั้งหมดในแต่ละวันล้วนถูกส่งมาจากที่นั่นเพื่อไปสู่แนวหน้า จะปล่อยให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด
พวกเนเธอร์แลนด์คิดจะทำอะไรกันแน่?
ในฐานะผู้บัญชาการที่มีประสบการณ์โชกโชน ไม่นานเขาก็แค่นยิ้มส่ายหน้า ตนเองมีกองกำลังที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด เหตุใดจะต้องไปเดินตามจังหวะของศัตรูด้วย?

0 Comments