ตอนที่ 366 การตอบโต้ของชนพื้นเมืองอินเดีย
แปลโดย เนสยังโจเซฟอ่านเอกสารในมือต่อไป:
ภาษีบรรณาการ ภาษีหนึ่งในสิบ และค่าเช่าอื่นๆ จะไม่ต้องไถ่ถอนอีกต่อไป เกษตรกรที่จ่ายภาษีบรรณาการสามารถไถ่ถอนที่ดินได้ในราคา 25 เท่าของมูลค่าผลผลิตรายปี ส่วนผู้เช่าที่ดินประเภทอื่นให้ไถ่ถอนในราคา 30 เท่าของมูลค่าผลผลิตรายปี โดยต้องชำระในคราวเดียว ในขณะเดียวกัน การโอนที่ดินประเภทนี้ จะต้องเสียค่าธรรมเนียมสูงเป็น 5 เท่าของการซื้อขายปกติ นอกจากนี้ เกษตรกรจะต้องจ่ายภาษีที่ค้างชำระทั้งหมดให้ครบถ้วนเสียก่อน จึงจะสามารถไถ่ถอนที่ดินได้
ด้านหลังเอกสารยังมีการประเมินจำนวนเงินรวมของการไถ่ถอนที่ดินทั่วประเทศไว้ด้วย 3,800 ถึง 4,000 ล้านลีฟร์
โจเซฟแทบจะหัวเราะด้วยความโกรธ
แค่ดูก็รู้ว่านี่เป็นผลงานของกลุ่มคนอย่างมีราโบ
การยกเลิกภาษีบรรณาการ ภาษีหนึ่งในสิบ และอื่นๆ ก็เพื่อจะทำให้พวกขุนนางเก่ารู้สึกขยะแขยง เพราะขุนนางใหม่เหล่านี้แทบจะไม่ได้พึ่งพาค่าเช่าศักดินาพวกนี้ในการดำรงชีวิตเลย
และการที่ต้องจ่ายค่าไถ่ถอนที่ดินสูงถึง 25-30 เท่าของมูลค่าผลผลิตรายปีในคราวเดียว ก็เป็นสิ่งที่ผู้เช่าที่ดินทั่วไปไม่มีทางหามาได้เลย ลองดูตัวเลขรวม 4,000 ล้านลีฟร์นั่นสิ หากเกษตรกรฝรั่งเศสสามารถหาเงินมาได้มากขนาดนั้น ก็ไม่ต้องมาปฏิรูปเรื่องที่ดินอะไรนี่หรอก รวยกันขนาดนี้ ใครจะไปสนใจเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินกันล่ะ?
ไม่ต้องพูดถึงเงินไถ่ถอนหลักพันล้านลีฟร์เลย ในความเป็นจริง เกษตรกรฝรั่งเศสกว่าครึ่ง ไม่สามารถหาเงินมาจ่ายภาษีที่ค้างชำระได้ด้วยซ้ำ นั่นหมายความว่า พวกเขาไม่มีสิทธิแม้แต่จะเข้าร่วมการไถ่ถอนที่ดินด้วยซ้ำ
แผนการไถ่ถอนนี้เห็นได้ชัดว่าเตรียมไว้ให้กลุ่มทุนและขุนนางมากว้านซื้อและปั่นราคาที่ดิน มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่จะมีกำลังซื้อที่ดินแพงๆ แบบนี้ได้
เมื่อซื้อที่ดินไปแล้ว พวกเขาก็สามารถควบคุมราคาที่ดิน และขายทำกำไรได้อย่างมหาศาล ส่วนเกษตรกรก็ยังคงต้องเช่าที่ดินของพวกเขาทำกินต่อไป เพียงแต่เปลี่ยนจากการจ่ายค่าเช่าศักดินา มาเป็นการถูกนายทุนขูดรีดมูลค่าส่วนเกินแทน
โจเซฟจินตนาการได้เลยว่า เมื่อเกษตรกรต้องเผชิญกับการหลุดพ้นจากพันธนาการของค่าเช่าศักดินา แต่กลับต้องไปตกอยู่ภายใต้การขูดรีดที่หนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม พวกเขาจะผิดหวังต่อราชวงศ์มากเพียงใด
ใช่แล้ว เกษตรกรจะโทษราชวงศ์สำหรับปัญหาทั้งหมดนี้ ใครใช้ให้คุณเป็น “ผู้นำสูงสุด” ล่ะ เป้าหมายใหญ่ที่สุด ก็ย่อมตกเป็นเป้าได้ง่ายที่สุด หลังจากนั้นก็คงจะมีการปฏิวัติครั้งใหญ่ที่อาจจะมาช้า แต่ก็ต้องมาถึงอย่างแน่นอน…
โจเซฟอดไม่ได้ที่จะนวดคลึงหว่างคิ้ว
แม้ว่าแผนการไถ่ถอนที่ดินฉบับนี้จะดูดีกว่าฉบับก่อนหน้าบ้าง ฉบับก่อนหน้านี้ถึงขั้นเรียกร้องให้เกษตรกรไถ่ถอนค่าเช่าศักดินาล่วงหน้า 30 ปี ถึงจะสามารถซื้อที่ดินได้ แต่มันก็จะยังคงสร้างความขัดแย้งในสังคมฝรั่งเศสให้รุนแรงขึ้นอย่างแน่นอน
ในประวัติศาสตร์ เหตุผลสำคัญที่กลุ่มฟีย็องต์ และกลุ่มฌีรงแด็ง ต้องล่มสลายลงอย่างรวดเร็ว ก็เพราะนโยบายไถ่ถอนที่ดินถูกต่อต้านจากคนทั่วประเทศนั่นเอง
พูดตามตรง ตอนนี้โจเซฟแทบอยากจะก่อกบฏครั้งใหญ่ แล้วกวาดล้างชนชั้นขุนนางให้สิ้นซากไปเลย แบบนั้นจะได้ทำตามวิธีของพวกฌากอแบ็งในประวัติศาสตร์ได้เลย
แต่ถ้าก่อกบฏครั้งใหญ่ ตัวเขาเองและครอบครัวก็คงจะต้องถูกบั่นคอเป็นอันดับแรก…
จะทำอย่างไร เพื่อที่จะรักษาเสถียรภาพของชนชั้นขุนนางไว้ให้ได้ และในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามลดภาระการไถ่ถอนที่ดินของเกษตรกรระดับล่างลงให้ได้มากที่สุด และยังต้องคำนึงถึงท่าทีของกลุ่มทุนชนชั้นกลางอีกด้วย?
เขาขยี้ผมด้วยความหงุดหงิด หยิบปากกาขึ้นมาแก้ไขแผนการไถ่ถอนที่ดิน
ค่าเช่าศักดินายังคงต้องมีการไถ่ถอนบางส่วน ส่วนวิธีจัดการกับที่ดินสาธารณะนั้นไม่ผ่านเลย นี่เป็นการดูแลปากท้องของขุนนางเก่าบางส่วน
การจ่ายเงิน 25 ถึง 30 เท่าของมูลค่าผลผลิตรายปีในครั้งเดียวนั้นไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง ตรงนี้สามารถพิจารณาให้ธนาคารปล่อยกู้แก่เกษตรกรได้ ยอดการไถ่ถอนทั่วประเทศต้องไม่เกิน 1,500 ล้านลีฟร์
กำหนดพื้นที่คุ้มครองขั้นต่ำต่อหัว ในพื้นที่ที่ไม่เกินพื้นที่คุ้มครองขั้นต่ำ เกษตรกรจะสามารถไถ่ถอนที่ดินได้ในราคาพิเศษสุด ส่วนพื้นที่ที่เกินมา ก็ให้ค่อยๆ ปรับราคาขึ้น
นอกจากนี้ ยิ่งเพาะปลูกมานานเท่าไหร่ ผลผลิตต่อไร่ยิ่งสูง การไถ่ถอนที่ดินก็จะยิ่งถูกลง…
โจเซฟเขียนสิ่งเหล่านี้เสร็จ ก็ยังรู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก เขาจึงส่งเอกสารที่แก้ไขแล้วกลับไปให้บรีแอน เพื่อให้บรรดาคนฉลาดในยุคนี้ได้ช่วยกันหาทางออกอีกแรง
เพียงแต่โจเซฟไม่คาดคิดเลยว่า “ช่องโหว่” ของนโยบายไถ่ถอนที่ดินนี้ จะถูกคนอีกกลุ่มหนึ่งจับตามองอย่างรวดเร็ว
…
ลอนดอน
ลอร์ดเวย์ลสลีย์ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ เดินออกมาจากรัฐสภา ก็ทำหน้าถมึงทึงและมุดเข้าไปในรถม้า มุ่งตรงไปยังบ้านเลขที่ 10 ถนนดาวนิง
“สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?” พิตต์ผู้ลูก นายกรัฐมนตรีออกมารับเขาที่หน้าห้องทำงานด้วยตัวเอง เห็นได้ชัดว่าเขากำลังรออยู่ “สีหน้าท่านดูไม่ค่อยดีเลยนะ”
“สถานการณ์ในอินเดียคงจะเลวร้ายกว่าที่เราคิดไว้มาก” ลอร์ดเวย์ลสลีย์แขวนหมวกไว้ที่ชั้นวางของข้างๆ หันกลับมาปิดประตู แล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เมื่อครู่นี้ตอนที่ข้ากำลังตอบข้อซักถามในรัฐสภา พวกพรรควิกบอกว่า กองทัพของมัยซอร์จู่ๆ ก็บุกโจมตีแคนนานอร์ ทหารของบริษัทอินเดียตะวันออกกว่า 200 คนถูกจับเป็นเชลย และยังสูญเสียเรือไปอีกหลายลำด้วย”
สีหน้าของพิตต์ผู้ลูกเปลี่ยนไปทันที เขาแอบด่าทอหน่วยข่าวกรองในใจไปรอบหนึ่ง เรื่องใหญ่ขนาดนี้ เขาในฐานะรัฐบาลกลับรู้ทีหลังพวกพรรคฝ่ายค้านเสียอีก ก่อนจะหันไปมองรัฐมนตรีต่างประเทศ: “พวกชนพื้นเมืองอินเดียคิดจะทำอะไรกันแน่?!”

0 Comments